วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เจ้าของปั๊มโอด
ร่ำไห้บุกสภาฯ
1ปีโดนเขมรยิง
รัฐไร้เงินเยียวยา
เจ้าของปั๊ม ปตท.บ้านผือที่ถูกระเบิด BM-21 เขมรถล่มบุกร้องสภาฯ สะอื้นร่ำไห้ ผ่าน 365 วัน ยังไม่ได้รับเยียวยาจากรัฐ วิงวอนเห็นใจใช้เงินค่าเทอมลูกมาปิดสินเชื่อ ด้าน ผอ.JICไทย ยันไทยตอบโต้ภายหลังถูกโจมตี-พบวัตถุระเบิดในพื้นที่ชายแดน เรียกร้องกัมพูชายุติข้อมูลฝ่ายเดียว เปิดหลักฐานต่อกลไกเป็นกลาง พร้อมย้ำไทยสนับสนุนการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี
เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา นางกมนรัตน์ เจ้าของสถานีบริการน้ำมัน ปตท.บ้านผือ (บ้านน้ำเย็น) อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์จรวด BM-21 ตกใส่เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568จากเหตุปะทะไทย-กัมพูชา ถึงขณะนี้ยังไม่ได้การเยียวยาจากรัฐ เดินทางเข้ายื่นหนังสือให้นายวสวรรธน์ พวงพรศรี สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง
โดยนายวสวรรธณ์ กล่าวว่าในกรณีนี้ ตนได้ติดตามมาตลอดไม่ว่าจะผ่านช่องทางของสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณรายจ่าย 2570 ทั้งในส่วนของงบประมาณของกระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม และกระทรวงยุติธรรม ที่ต้องเยียวยาให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบทุกภาคส่วนที่ขณะนี้ยังไม่ได้รับการเยียวยา รวมถึงกรณีของน้องน้ำโขง ที่ถูกจรวดจนเสียชีวิตด้วย ผ่านไปหนึ่งปียังไม่มีการเยียวยาที่เหมาะสม และเบื้องต้นวันนี้ตนได้ประสานไปยังนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การป้องกันและบรรเทาผลกระทบภัยจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัยแล้ว และจะติดตามไปยังหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องต่อไป
เจ้าของปั๊มสะอื้น1ปีไม่ได้รับเยียวยาจากร
ด้านนางกมนรัตน์กล่าวว่าที่มายื่นหนังสือวันนี้ เรื่องแรกคือ เงินเยียวยาปั๊มน้ำมัน ครบหนึ่งปีแล้ว เรื่องยังไม่มีความคืบหน้า ทราบเพียงว่าขณะนี้เรื่องไปถึงสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ยังไม่มีเอกสารทางการกลับมายังตน ส่วนผู้เช่าในปั๊มน้ำมัน ที่ไม่ได้เปิดร้านถึง 3 เดือนก็ยังไม่ได้การเยียวยาค่าเสียหายใดๆ เรื่องที่สองเป็นกรณีผู้ที่ไปใช้บริการที่ร้าน 7-11ในปั๊มน้ำมัน ซึ่งถูกสะเก็ดระเบิดที่ขาและช่วงอก แม้ขณะนี้จะได้รับการเยียวยาแล้วแต่ต้องเป็นผู้พิการ และยังมีพนักงานของร้าน7-11ที่ถูกสะเก็ดระเบิดที่ขาและช่วงอกก็ยังไม่ได้รับเงินเยียวยาใดๆ
นางกมนรัตน์กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและน้ำตาคลอว่า“ผ่านมา 365 วันแล้ว อยากวิงวอนขอภาครัฐเห็นใจ เราใช้เงินของเรา ใช้ค่าเทอมของลูกมาเป็นค่าสินเชื่อ(OD) เรามีกิจการ เรามีความทุกข์เหมือนกัน ลูกต้องเรียนหนังสือ เราจะให้ลูกย้ายโรงเรียนก็เป็นไปไม่ได้ แต่ต้องนำเงินค่าเทอมของลูกมาใช้ในส่วนนี้ เพื่อไม่ต้องมาจ่ายดอกเบี้ย ไม่ใช่จะมาบอกว่าเรามีเงิน เราก็มีความทุกข์เหมือนกัน ส่วนร้านค้าก็เช่นกัน เปิดธุรกิจเพื่อนำเงินมาจุนเจือครอบครัว จึงอยากให้รัฐช่วยเหลือตรงนี้ด้วย”
เมื่อถามว่าที่ผ่านมา 1 ปี ได้รับเงินเยียวยาอะไรบ้างแล้วหรือไม่ นางกมนรัตน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้รับเงินจากภาคเอกชน และในช่วงที่เกิดเหตุ มีน.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ อดีต รมช.มหาดไทย เข้ามาช่วยเหลือในตอนนั้น โดยบอกว่าถ้าได้รับเงินจากเอกชนเท่าไหร่ ส่วนต่างที่เหลือภาครัฐ จะเข้ามาช่วย เราจึงยึดคำตรงนี้โดยนำเอกสารมาประกอบและตัดเงินช่วยเหลือที่ภาคเอกชนช่วยออกไป ก็จะเหลือในส่วนที่ภาครัฐต้องเข้ามาเยียวยา ขณะนี้ยังไม่ได้รับเลย ส่วนผู้ว่าฯก็ลงมาดูแลเฉพาะช่วงแรก และให้ประสานกับ ปภ.จังหวัด
ผอ.JICไทยโต้เขมรกล่าวหารุกราน
วันเดียวกัน พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (JIC) กล่าวถึงกรณีที่หน่วยงานรัฐบาลกัมพูชาเผยแพร่ข้อมูลกำหนดให้วันที่ 24 กรกฎาคมเป็น “วันแห่งการรุกรานของไทย” และนำเสนอลำดับเหตุการณ์ในลักษณะที่กล่าวหาว่าประเทศไทยเป็นฝ่ายเริ่มใช้กำลัง ว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างเพียงด้านเดียว โดยละเลยข้อเท็จจริง หลักฐานเชิงประจักษ์ และบริบทของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน
“ประเทศไทยขอยืนยันว่าการปฏิบัติของกองทัพไทยตลอดช่วงสถานการณ์ความตึงเครียด เป็นไปเพื่อปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน ความปลอดภัยของประชาชน และกำลังพล ภายใต้หลักความจำเป็น ความได้สัดส่วน กฎการใช้กำลัง กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และสิทธิในการป้องกันตนเองตามกฎหมายระหว่างประเทศ”พล.อ.อ.ประภาส ระบุ
ทั้งนี้ การใช้กำลังตอบโต้ของฝ่ายไทยเกิดขึ้นภายหลังมีการใช้อาวุธโจมตีพื้นที่และชุมชนพลเรือนของไทย รวมถึงการตรวจพบทุ่นระเบิดที่วางใหม่ในพื้นที่ชายแดน ส่งผลให้กำลังพลไทยได้รับบาดเจ็บร้ายแรง ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ควรได้รับการตรวจสอบอย่างโปร่งใส ไม่ควรถูกละเว้นจากการนำเสนอข้อมูลจนทำให้เกิดความเข้าใจว่าประเทศไทยเป็นฝ่ายรุกราน
อัดไม่เอื้อต่อการสร้างสันติภาพ
ผู้อำนวยการ JIC กล่าวว่า การประกาศ “วันแห่งการถูกรุกราน” โดยอาศัยข้อมูลเพียงด้านเดียว ไม่เอื้อต่อการสร้างสันติภาพ แต่กลับอาจตอกย้ำความเกลียดชัง สร้างความทรงจำทางประวัติศาสตร์ที่บิดเบือน และส่งผลกระทบต่อการฟื้นฟูความไว้วางใจระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ซึ่งประเทศไทยไม่ประสงค์ให้ความขัดแย้งถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองภายใน หรือใช้ปลุกกระแสชาตินิยมเพื่อเบี่ยงเบนปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม เนื่องจากผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงคือประชาชนตามแนวชายแดน แรงงาน ผู้ประกอบการ และครอบครัวของทั้งสองประเทศ
พล.อ.อ.ประภาสกล่าวอีกว่า สถานการณ์ความตึงเครียดที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง ทั้งการสูญเสียชีวิต การอพยพประชาชน การชะงักงันของการค้าชายแดน การเคลื่อนย้ายแรงงาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ลดลง สะท้อนว่าสงครามข้อมูลข่าวสารและการกล่าวหาอีกฝ่ายอาจสร้างผลทางการเมืองในระยะสั้น แต่ไม่สามารถทดแทนความมั่นคงทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนได้ โดยไทยยังคงยึดหลักความสงบ อดกลั้น และไม่ยกระดับสถานการณ์โดยไม่จำเป็น แต่ความอดกลั้นดังกล่าวไม่ได้หมายถึงการยอมรับการบิดเบือนข้อเท็จจริง หรือการละเลยการปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน
เรียกร้องให้ยุติเปิดข้อมูลฝ่ายเดียว
ทั้งนี้ JIC ยังเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชายุติการเผยแพร่ข้อมูลที่กล่าวหาอีกฝ่ายโดยปราศจากหลักฐานที่ตรวจสอบได้ เปิดเผยข้อมูลและหลักฐานต่อกลไกตรวจสอบที่เป็นกลาง ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวทางทหารที่อาจถูกมองว่าเป็นการยั่วยุ งดใช้สถานที่ทางศาสนา โบราณสถาน และชุมชนพลเรือนเป็นที่ตั้งหรือที่กำบังทางทหาร รวมทั้งร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิด คุ้มครองพลเรือน ฟื้นฟูการค้าชายแดน และหลีกเลี่ยงการปลูกฝังความเกลียดชังต่อประชาชนของประเทศเพื่อนบ้าน
พล.อ.อ.ประภาส ยืนยันว่า ประเทศไทยพร้อมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีผ่านกลไกทวิภาคีและกลไกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ โดยการเจรจาจะเกิดผลได้บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ความจริงใจ และการเคารพข้อตกลงร่วมกัน พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยไม่ต้องการความขัดแย้ง แต่จะไม่ยอมให้มีการใช้ข้อมูลบิดเบือนเพื่อทำลายความชอบธรรมในการปกป้องอธิปไตยและประชาชนไทย
บิ๊กดุลย์ย้อนรับรมว.กลาโหมจีน
ที่กระทรวงกลาโหม พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้การต้อนรับ พล.ร.อ.ต่ง จวิน (Dong Jun) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐประชาชนจีน และคณะ ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของกระทรวงกลาโหม ระหว่างวันที่ 23-26 กรกฎาคม 2569
โอกาสนี้ กระทรวงกลาโหมได้จัดพิธีตรวจแถวกองทหารเกียรติยศผสมสามเหล่าทัพ ณ ลานอเนกประสงค์ ศาลาว่าการกลาโหม ก่อนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทยและจีนจะร่วมหารือด้านความมั่นคง เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองวาระครบรอบความสัมพันธ์ไทย-จีน ทั้งสองฝ่ายได้หารือในประเด็นสำคัญ โดยมุ่งขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน รวมถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ต่อยอดจากการที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ผลักดันการประชุม World AI Conference 2026 ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน
นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงกรอบความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างรับผิดชอบ (Responsible AI) การเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ตลอดจนการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ผ่านกลไกทวิภาคีและการเจรจาอย่างสันติบนพื้นฐานของความสุจริตใจ
รมว.กลาโหมจีนย้ำวางตัวเป็นกลาง
พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม กล่าวภายหลังหารือกับ พลเรือเอก ต่ง จวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนว่า การเดินทางมาในครั้งนี้เป็นการเยือนอย่างเป็นทางการ ภายหลังได้พูดคุยกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง สิ่งที่ประทับใจที่สุด คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจีนระบุว่า ทุกเรื่องขอให้พูดกันแบบไม่เป็นทางการและทุกเรื่องช่วยได้ จะช่วยทั้งหมด แต่ต้องวางตัวเป็นกลาง เพราะทั้งไทยและกัมพูชา เป็นมิตรที่ดีของจีน ความสัมพันธ์หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน บนโต๊ะก็ส่วนหนึ่ง หลังโต๊ะก็ส่วนหนึ่ง ซึ่งถือเป็นความสำเร็จอย่างมากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจีนเดินทางมาวันนี้
พร้อมยกระดับความร่วมมือ
ส่วนสิ่งที่จีนเสนอ พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า มีแน่นอน ซึ่งไม่ใช่แค่ยุทโธปกรณ์ แต่รวมถึงการยกระดับความร่วมมือด้านการฝึก การศึกษา เทคโนโลยี และเอไอ แต่ขอให้เป็นเรื่องด้านความมั่นคง สำหรับการเป็นคนกลางเจรจา ระหว่างไทย-กัมพูชานั้น รัฐมนตรีกลาโหมจีน ไม่ได้พูดเช่นนั้น แต่พูดกลางๆว่า ไทย-กัมพูชาเป็นมิตรที่ดีของจีน จีนให้ยุทโธปกรณ์ตามสนธิสัญญาและข้อตกลงเดิม จนกว่าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาจะดีขึ้น
ส่วนจะมีเพิ่มเติมอีกหรือไม่นั้น เป็นเรื่องมารยาทที่ไม่ควรถาม พร้อมย้ำว่า จีนเป็นมหาอำนาจ จะให้อะไรก็ได้ที่เสริมขีดความสามารถของคู่ขัดแย้ง แต่ก็ไม่ได้ให้ ถึงแม้จะให้ก็ประวิงเวลา
ทั้งนี้ จีนต้องการยกระดับความสัมพันธ์ทางทหารกับไทย พร้อมทั้งเชิญไปร่วมประชุมและเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ซึ่งตนได้ตอบรับ การพูดคุยเป็นการคุยในเเบบทหาร เห็นแววตาก็รู้
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี