543.jpg
ศาลยุติธรรมเดินหน้าคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ปชช. เพิ่มความยืดหยุ่นคดีอาญา ชูแนวทาง ทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับวันละ 500 บ.

ศาลยุติธรรมเดินหน้าคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ปชช. เพิ่มความยืดหยุ่นคดีอาญา ชูแนวทาง ทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับวันละ 500 บ.

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.03 น.

ศาลยุติธรรมเดินหน้าคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ปชช. เพิ่มความยืดหยุ่นคดีอาญา ชูแนวทาง “ทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับ วันละ500บ.ผ่อนชำระ”ตามสภาพเศรษฐกิจ  ทำได้ตั้งแต่ชั้นสอบคำให้การส่วนการกักขังคือทางเลือกสุดท้าย

27 กรกฎาคม 2569 นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงมาตรการคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพของประชาชนในการบังคับโทษปรับคดีอาญาว่า ที่ผ่านมาเมื่อศาลมีคำพิพากษาลงโทษปรับจำเลย มักพบปัญหาจำเลยหลายรายไม่สามารถหาเงินมาชำระค่าปรับได้ทันที เนื่องจากติดขัดข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ฐานะทางการเงิน หรือปัจจัยความจำเป็นอื่นๆ ซึ่งอาจทำให้จำเลยถูกกักขังแทนค่าปรับ ซึ่งความจริงแล้วศาลยุติธรรม ได้ดำเนินการบังคับค่าปรับในกรณีที่จำเลยไม่มีเงินเพียงพอชำระค่าปรับในหลากหลายวิธี โดยไม่จำเป็นต้องนำตัวจำเลยไปกักขังแทนค่าปรับเสมอไป ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) จึงได้แต่งตั้ง คณะอนุกรรมการส่งเสริมและขับเคลื่อนมาตรการเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ที่มี นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์ รองประธานศาลฎีกา เป็นประธานคณะทํางาน เข้ามารวบรวมและเผยแพร่แนวปฏิบัติของศาลยุติธรรมที ยึดหลักสำคัญว่า “การกักขังแทนค่าปรับควรเป็นมาตรการสุดท้าย” พร้อมผลักดันนำมาตรการทางเลือกอื่นมาใช้ อย่างแพร่หลาย ซึ่งนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2565 เป็นต้นมา ศาลได้อนุญาตให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือ สาธารณะประโยชน์แทนการจ่ายเงินค่าปรับ สูงถึงประมาณร้อยละ 80 ของคำร้องทั้งหมดแนวทางปฏิบัติของศาลเกี่ยวกับการอนุญาตให้จําเลยทํางานแทนค่าปรับนั้น จะเริ่มตั้งแต่ในชั้นสอบคำให้การ โดยศาลจะแจ้งสิทธิพร้อมเปิดโอกาสให้จำเลยขอทำงานบริการสังคมหรือสาธารณะประโยชน์แทนค่าปรับได้ตั้งแต่ชั้นสอบคำให้การ กรณีที่จำเลยให้การรับสารภาพศาลจะสอบถามความประสงค์ว่าต้องการ ทำงานแทนค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30/1 หรือไม่ หากจำเลยมีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์และยินยอม ศาลสามารถสั่งอนุญาตในรายงานกระบวนพิจารณาได้ทันทีโดยที่จําเลยไม่ต้องยื่นคำร้อง


ทั้งนี้ ในคดีที่จําเลยเป็นบุคคลธรรมดา หากคําพิพากษาระบุการบังคับค่าปรับตามมาตรา 29 และมาตรา 30 ให้ระบุการทำงานแทนค่าปรับตามมาตรา 30/1 ไว้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ศาลได้กำหนดข้อยกเว้น สำหรับคดีที่กระทำโดยเจตนาร้าย ทุจริต หรือคดีที่กฎหมายมุ่งลงโทษทางทรัพย์สินเพื่อไม่ให้ผู้กระทำผิด ได้รับประโยชน์จากการกระทำผิด จะถือเป็นสภาพความผิดที่ไม่ควรอนุญาตให้ทำงานแทนค่าปรับได้ เช่น ความผิดฉ้อโกงประชาชน ความผิดเกี่ยวกับการค้ายาเสพติด ความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน ความผิดเกี่ยวกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สถาบันการเงิน และกฎหมายศุลกากร เพราะความผิดเหล่านี้จะกระทำต่อผู้เสียหายเป็นวงกว้าง

สำหรับการคำนวณเวลาและลักษณะงาน ได้มีการปรับเปลี่ยนให้ยืดหยุ่นเพื่อเอื้อต่อการพัฒนา คุณภาพชีวิตจำเลย โดยเปลี่ยนมาใช้นับชั่วโมงแทนวัน ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญาให้ถือการทำงาน 1 วันแทนค่าปรับ 500 บาท ระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมกำหนดให้ทำงานครบ 2 ชั่วโมงถือเป็นการทำงาน 1 วัน สำหรับลักษณะงานมีความหลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่การดูแลช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างคนพิการ คนชรา เด็กกำพร้า หรือผู้ป่วย งานวิชาการ งานบริการทางการศึกษา งานช่างฝีมือ ไปจนถึงกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ ยิ่งไปกว่านั้นการเข้ารับการฝึกอบรมความรู้หรือทักษะอาชีพยังนำมานับเวลา 2 ชั่วโมงเท่ากับ 1 วันทำงานได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ในกรณีที่งานมีความเสี่ยงภัย ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ หรือมีชั่วโมงทำงานที่สร้างภาระเกินสมควร เช่น งานทาสีที่มีสารเคมี งานลอกท่อระบายน้ำ หรือการเช็ดกระจกบนอาคารสูง ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจ ลดจำนวนชั่วโมงทำงานรวมลงตามความเหมาะสม เพื่อประโยชน์ของจำเลยได้อีกด้วย นอกจากมาตรการทำงานแทนค่าปรับแล้ว สำหรับจำเลยที่ไม่มีเงินก้อน ศาลยังเปิดโอกาสให้ ผ่อนชำระหรือขอขยายเวลาชำระค่าปรับได้ โดยจะพิจารณาจากจำนวนเงิน ฐานะทางการเงิน สภาพความผิด และเจตนารมณ์ของการลงโทษอย่างเหมาะสม โดยศาลอาจให้จำเลยแจ้งรายการทรัพย์สินไว้เป็นหลักฐานเพื่อป้องกันการผิดนัดชำระ และในระหว่างผ่อนศาลสามารถสั่งปล่อยตัวชั่วคราวโดยกำหนดวันนัดนำเงินมาชำระอย่างชัดเจน ควบคู่กับมาตรการกำกับดูแล เช่น ให้มารายงานตัวตามนัด แต่งตั้งผู้กำกับดูแล หรือให้ทำ สัญญาประกันไว้

“ศาลยุติธรรมมุ่งเน้นที่จะปรับปรุงมาตรการบังคับโทษปรับ ให้มีความยืดหยุ่นและแฝงไปด้วยความเที่ยงธรรมอย่างแท้จริง การเปิดโอกาสให้จำเลยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือประสบปัญหาทางการเงิน สามารถผ่อนชำระ หรือเลือกทำงานบริการสังคมแทนการจ่ายค่าปรับได้นั้น มีเป้าหมายเพื่อลดการกักขัง ผู้กระทำความผิดโดยไม่จำเป็น และไม่เป็นการซ้ำเติมจำเลยเพียงเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ การดำเนินงานนี้จะ ควบคู่ไปกับการใช้มาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสม เพื่อดูแลประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม โดยยึดหลักการคืนคนดี สู่สังคม และมุ่งหวังให้ผู้กระทำผิดได้มีโอกาสร่วมพัฒนาชุมชนและท้องถิ่นของตนเองด้วย” นายสุริยัณห์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ศาลยุติธรรมมุ่งหวังให้การบังคับค่าปรับเป็นไปอย่างเที่ยงธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยเปิดโอกาสให้ผู้กระทำความผิดที่มีเฉพาะโทษปรับแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ สามารถชดใช้คืนแก่สังคมผ่านการทำงานบริการสังคมและการพัฒนาทักษะอาชีพ เพื่อให้สามารถกลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสังคมได้ต่อไป

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top