533.jpg
เเกะรอยลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม โยงโรงงานรีไซเคิลฉะเชิงเทราทิ้งขยะพิษเถื่อน

เเกะรอยลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม โยงโรงงานรีไซเคิลฉะเชิงเทราทิ้งขยะพิษเถื่อน

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.57 น.

ปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมยังคงเป็นภัยคุกคามทางสิ่งแวดล้อมที่เรื้อรังและสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศและชุมชนในสังคมไทย ล่าสุดได้มีการเปิดเผยข้อมูลและเบาะแสสำคัญของเครือข่ายลักลอบทิ้งขยะอันตรายข้ามจังหวัด ซึ่งเชื่อมโยงพื้นที่ 3 จังหวัดในภาคตะวันออก ได้แก่ ปราจีนบุรี สระแก้ว และฉะเชิงเทรา จากการลงพื้นที่สืบสวนของภาคประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าขบวนการนี้ไม่ได้กระทำการเพียงครั้งเดียว แต่มีลักษณะการทำเป็นโครงข่าย มีการใช้รถบรรทุกขนย้ายของเสียจากแหล่งกำเนิดเพื่อนำมาทิ้งในพื้นที่เอกชนและพื้นที่เกษตรกรรม แม้จะมีการตรวจยึดรถบรรทุกของกลางได้ แต่กลับพบช่องโหว่ในกระบวนการยุติธรรมที่ปล่อยให้รถเหล่านั้นหลุดรอดไป นำมาสู่การตั้งคำถามตัวโตถึงประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย ว่าเหตุใดการดำเนินคดีจึงมักหยุดอยู่แค่คนขับรถหรือเจ้าของที่ดิน โดยไม่เคยขยายผลไปถึง "โรงงานต้นตอ" ซึ่งเป็นผู้ก่อกำเนิดกากอุตสาหกรรมเหล่านี้ได้เลย

 


เปิดปมลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมที่ปราจีนบุรี

จุดเริ่มต้นของการสืบสวนเครือข่ายนี้ เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ภายหลังจากเพจเฟซบุ๊กท้องถิ่น "ที่นี่เขื่อนระบม" ได้รับแจ้งเบาะแสจากชาวบ้านเกี่ยวกับการนำขยะอุตสาหกรรมมาทิ้งในพื้นที่ตำบลวังท่าช้าง อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ต่อมาในวันที่ 18 กรกฎาคม นายสุนทร คมคาย ตัวแทนจากเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง พร้อมด้วยผู้นำชุมชน ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพิกัดบริเวณบ้านโคกไม้แดง และพบกับภาพที่น่าตกใจ กากอุตสาหกรรมจำนวนมหาศาลถูกนำมาทิ้งกระจัดกระจายอย่างน้อย 4 จุดหลัก โดยลักษณะของเสียที่พบประกอบด้วย กองผงสีดำที่คล้ายขี้เถ้าจากการเผาไหม้หรือกระบวนการหล่อหลอมโลหะ ซากถุงบิ๊กแบ็กขนาดใหญ่ และเศษเปลือกสายไฟที่ถูกบดย่อยและแยกเอาทองแดงออกไปแล้ว นอกจากนี้ ยังพบบ่อน้ำในบริเวณใกล้เคียงมีสภาพเสื่อมโทรม น้ำมีสีผิดปกติและส่งกลิ่นเหม็นฉุนคล้ายสารเคมีและน้ำมัน ซึ่งบ่งชี้ถึงการปนเปื้อนของสารพิษลงสู่แหล่งน้ำตามธรรมชาติ

หลังจากการค้นพบดังกล่าว สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี นำโดยนายอภิรักษ์ อ่ำสุริยะ อุตสาหกรรมจังหวัด ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกับผู้นำท้องถิ่นในวันที่ 20 กรกฎาคม เบื้องต้นได้ทำการเก็บตัวอย่างสิ่งปฏิกูลและวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ส่งไปยังศูนย์วิจัยและเตือนภัยมลพิษโรงงานภาคตะวันออก จังหวัดชลบุรี เพื่อวิเคราะห์ความเป็นอันตรายทางเคมี พร้อมเตรียมรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรวังตะเคียน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

ภาพจาก ธันยาภัทร์ ดอกผล เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง

เบาะแสสำคัญจากรถบรรทุกต้องสงสัยและเส้นทาง GPS

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบเพิ่มเติมของมูลนิธิบูรณะนิเวศร่วมกับผู้สื่อข่าวในวันที่ 23 กรกฎาคม ข้อมูลจากชาวบ้านในพื้นที่ได้เปิดเผยข้อเท็จจริงที่น่าสนใจว่า ก่อนที่หน่วยงานจะเข้ามาตรวจสอบอย่างเป็นทางการ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วังตะเคียน เคยดำเนินการสกัดจับและตรวจยึดรถบรรทุกพ่วงที่ลักลอบนำของเสียมาทิ้งไว้ได้แล้วตั้งแต่กลางดึกของวันที่ 11 กรกฎาคม เวลา 00.24 น. โดยพบรถบรรทุกพ่วงจำนวน 3 คัน พร้อมคนขับ 2 ราย

ข้อมูลนี้ได้รับการยืนยันจาก พันตำรวจเอกพงศ์อนันต์ รักษาชาติ ผู้กำกับการ สภ.วังตะเคียน ว่ามีการลงบันทึกประจำวันและยึดรถไว้จริง อย่างไรก็ตาม ทางตำรวจระบุว่าการดำเนินการในขณะนั้นเป็นเพียงการลงบันทึกไว้เบื้องต้นว่ามีการนำสิ่งของมาทิ้ง โดยต้องรอให้ทางหน่วยงานอุตสาหกรรมเข้ามาตรวจสอบความผิดที่แน่ชัดเสียก่อน

ทว่า เบาะแสที่ได้จากคนขับรถบรรทุกในคืนนั้น นำไปสู่การเชื่อมโยงที่สำคัญ เมื่อมีการระบุพิกัดของโรงงานต้นทางที่ทำการบรรทุกของเสียมา เมื่อนำพิกัดไปตรวจสอบกับฐานข้อมูลของกรมโรงงานอุตสาหกรรม พบว่าตรงกับที่ตั้งของโรงงานประเภท 106 (โรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับการนำกากของเสียอุตสาหกรรมมาบำบัดหรือรีไซเคิล) แห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา โรงงานแห่งนี้มีใบอนุญาตประกอบกิจการที่ครอบคลุมตั้งแต่ การทำเชื้อเพลิงทดแทนจากน้ำมันใช้แล้ว สกัดโลหะมีค่า บดย่อยชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงการผลิตเชื้อเพลิงแข็งอัดก้อน ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะของกากอุตสาหกรรมที่ถูกนำมาทิ้ง ทั้งเศษสายไฟบดย่อยและเขม่าผงสีดำ

 

 

ลุกลามสู่สระแก้ว ขยายผลร่องรอยการทำลายล้างสิ่งแวดล้อม

การสืบสวนไม่ได้จบลงที่ปราจีนบุรี เมื่อมีการนำข้อมูลระบบติดตามตำแหน่ง (GPS) ของรถบรรทุกพ่วงกลุ่มต้องสงสัยมาวิเคราะห์เส้นทางย้อนหลัง พบการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา รถบรรทุกกลุ่มนี้มีการเดินทางเข้า-ออกระหว่างโรงงานในตำบลเขาหินซ้อน จังหวัดฉะเชิงเทรา และพื้นที่เอกชนแห่งหนึ่งในตำบลห้วยโจด อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว อย่างต่อเนื่องหลายครั้ง

เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งจึงขยายผลลงพื้นที่ตำบลห้วยโจด และพบว่าพื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นจุดทิ้งกากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่ง โดยพบจุดทิ้งหลักถึง 4 จุด มีกองเศษสายไฟบดย่อยจำนวนมหาศาล และมีการลักลอบปล่อยน้ำเสียลงบ่อน้ำจนมีกลิ่นฉุนรุนแรง นายสุนทร คมคาย ระบุชัดเจนว่า ของเสียที่พบในจังหวัดสระแก้ว มีลักษณะทางกายภาพตรงกันกับที่พบในจังหวัดปราจีนบุรีทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นเศษสายไฟ สารทำละลาย (Solvent) และเขม่าดินสีดำในถุงบิ๊กแบ็ก แต่ในพื้นที่สระแก้วกลับมีปริมาณการทิ้งที่มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเครือข่ายนี้ดำเนินการอย่างเป็นระบบและกระทำอย่างต่อเนื่อง

 

ตั้งคำถามถึงกระบวนการยุติธรรมและช่องโหว่ทางกฎหมาย

ประเด็นที่สร้างความกังขาให้กับสังคมและนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมมากที่สุด คือกระบวนการจัดการทางกฎหมายที่ดูเหมือนจะเอื้อประโยชน์หรือเกิดความหละหลวม โดยเฉพาะกรณีการ "ปล่อยรถบรรทุกของกลาง" ที่ถูกอายัดไว้ที่ สภ.วังตะเคียน นายชำนัญ ศิริรักษ์ ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม ได้ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ตามสิทธิทางกฎหมาย เจ้าของรถจะสามารถวางหลักทรัพย์เพื่อขอรับรถคืนไปใช้งานระหว่างรอการดำเนินคดีได้ แต่คำถามคือในคดีที่มีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมร้ายแรงเช่นนี้ พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่รัดกุมเพียงพอหรือไม่

นอกจากนี้ ทนายชำนัญยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบจัดการกากอุตสาหกรรม ภายใต้ระบบของกรมโรงงานอุตสาหกรรม การขนย้ายกากอันตรายต้องมีระบบเอกสารกำกับการขนส่ง (Waste Manifest) ที่ต้องระบุต้นทาง ผู้ขนส่ง และปลายทางอย่างชัดเจน แต่ในกรณีที่เป็นการลักลอบขนส่งเถื่อน ข้อมูลเหล่านี้จะไม่ปรากฏในระบบ สิ่งที่หน่วยงานรัฐต้องเร่งดำเนินการคือการบูรณาการข้อมูล โดยใช้ "เลขทะเบียนรถ" เป็นกุญแจสำคัญในการตรวจสอบกับกรมการขนส่งทางบก เพื่อสืบหาผู้ครอบครองรถ ความเชื่อมโยงทางธุรกิจ และตรวจสอบประวัติ GPS อย่างละเอียด เพื่อสาวให้ถึงต้นตอที่แท้จริง

ปัญหาที่ฝังรากลึกของการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย คือการดำเนินคดีมักจะพุ่งเป้าไปที่ "ปลายเหตุ" เช่น การจับกุมคนขับรถบรรทุก หรือการเอาผิดเจ้าของที่ดินที่รับฝากทิ้ง แต่กลับเพิกเฉยต่อหลักการสำคัญคือ "ความรับผิดชอบของผู้ก่อกำเนิดกาก (Polluter Pays Principle)" ซึ่งกฎหมายกำหนดให้โรงงานต้นทางต้องรับผิดชอบของเสียจนกว่าจะถูกกำจัดอย่างถูกต้อง การขาดการขยายผลสืบสวนเชิงลึก ทำให้โรงงานผู้ผลิตขยะพิษลอยนวล และยังคงว่าจ้างเครือข่ายเถื่อนให้นำขยะไปทิ้งในพื้นที่ใหม่ๆ ต่อไปเรื่อยๆ

 

เสียงเรียกร้องเพื่อหยุดยั้งหายนะทางสิ่งแวดล้อม

จากข้อมูลทั้งหมด ชี้ให้เห็นว่าเครือข่ายการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยง 3 จังหวัดนี้ ไม่ใช่การกระทำผิดโดยบังเอิญหรือทำเพียงครั้งเดียว ปริมาณขยะมหาศาลไม่สามารถเดินทางข้ามจังหวัดได้เองหากปราศจากนายทุน โรงงานต้นทาง และผู้รับจ้างขนส่งที่ทำกันเป็นขบวนการ

ภาพความเสื่อมโทรมของผืนดินและแหล่งน้ำที่เกิดขึ้น เป็นประจักษ์พยานถึงความล้มเหลวของระบบตรวจสอบและกำกับดูแล ภาคประชาชนและเครือข่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บูรณาการการทำงานเพื่อขยายผลจับกุมผู้กระทำผิดทั้งขบวนการ โดยเฉพาะการลากตัว "โรงงานต้นตอ" มารับโทษทางกฎหมายและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทั้งหมด มิเช่นนั้น วงจรอุบาทว์ของการลักลอบทิ้งขยะพิษก็จะยังคงดำเนินต่อไป ย้ายที่ทิ้งไปเรื่อยๆ โดยทิ้งภาระและโรคร้ายไว้ให้ประชาชนในพื้นที่ต้องแบกรับอย่างไม่มีวันจบสิ้น.

 

ขอบคุณข้อมูลจาก มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) และเรียบเรียงต้นฉบับจาก นราธิป ทองถนอม มูลนิธิบูรณะนิเวศ และขอบคุณภาพทั้งหมดจาก ธันยาภัทร์ ดอกผล เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top