533.jpg
‘ดร.อมร’วิเคราะห์ยับ! ปมแผ่นดินไหวอิตาลี 4.7 ทำไมตึกพัง-ชี้ภูเขาไฟดันดินเบี้ยว

‘ดร.อมร’วิเคราะห์ยับ! ปมแผ่นดินไหวอิตาลี 4.7 ทำไมตึกพัง-ชี้ภูเขาไฟดันดินเบี้ยว

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.46 น.

นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ วิเคราะห์ยับ! ปมแผ่นดินไหวอิตาลี 4.7 ทำไมตึกพัง? แฉกลไกภูเขาไฟดันดินเบี้ยว 1.6 เมตร ทำโครงสร้างอิฐเก่าสะสมรอยร้าวระนาว

จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา แม้จะมีความรุนแรงเพียง ขนาด 4.7 ซึ่งในทางธรณีวิทยาจัดว่าเป็นแผ่นดินไหวขนาดปานกลางค่อนไปทางเล็กและไม่น่าจะสร้างความเสียหายรุนแรง แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่ามีอาคารและสิ่งปลูกสร้างหลายแห่งได้รับความเสียหายอย่างชัดเจน


ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ได้ทำการวิเคราะห์เชิงลึกและชี้ให้เห็นว่า จุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวครั้งนี้ตั้งอยู่ในเขตเมือง ปอซซูโอลี (Pozzuoli) ทางทิศตะวันตกของเมืองเนเปิลส์ ซึ่งพื้นที่แถบนี้ตั้งอยู่บนแนวแอ่งภูเขาไฟที่ยังไม่สงบ (Active Volcanic Caldera) โดยสามารถสรุปปัจจัยสำคัญทางวิศวกรรมและธรณีวิทยาที่ทำให้อาคารพังเสียหายได้ 5 ประการ ดังนี้

1.แผ่นดินไหวระดับตื้นมาก : จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวในครั้งนี้เกิดขึ้นลึกลงไปใต้ดิน เพียงแค่ 3 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งถือว่าตื้นมากเมื่อเทียบกับแผ่นดินไหวทั่วไปตามแนวรอยเลื่อนมักจะเกิดขึ้นที่ความลึกมากกว่านั้น เมื่อระยะทางจากจุดกำเนิดแรงสั่นสะเทือนถึงผิวดินสั้นมาก พลังงานจากคลื่นแผ่นดินไหวจึงถูกชั้นหินลดทอนไปน้อยมาก ส่งผลให้การสั่นไหวที่ผิวดินทวีความรุนแรงและฉับพลัน

2.สิ่งปลูกสร้างอยู่ในเขตไข่แดงชุมชนหนาแน่น : พิกัดจุดเกิดเหตุตั้งอยู่ใจกลางแหล่งชุมชนที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นและมีอาคารสิ่งปลูกสร้างตั้งอยู่เรียงรายเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้แรงสั่นสะเทือนส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิต ทรัพย์สิน และโครงสร้างเมืองในวงกว้างทันที

3.จุดอ่อนโครงสร้างโบราณไร้แกนเหล็ก : จากการสำรวจพบว่าอาคารส่วนใหญ่ไม่ได้พังทลายลงมาทั้งหลัง (Total Collapse) แต่ส่วนที่เสียหายหนักคือ เปลือกอาคารและผนังภายนอกที่แตกหักและร่วงหล่นลงมา โดยโครงสร้างที่เสียหายส่วนใหญ่เป็นอาคารและโบสถ์เก่าแก่ที่ก่อสร้างด้วยระบบ อิฐหรือปูนปั้นประเภทไม่เสริมเหล็ก (Unreinforced masonry) วัสดุเหล่านี้มีความเปราะสูง ไม่ยืดหยุ่น และรับแรงเฉือนจากแผ่นดินไหวได้ต่ำมาก จึงแตกหักพังทลายได้ง่าย นอกจากนี้ แรงเขย่ายังทำให้เกิดหินถล่มตามแนวธรรมชาติอีกด้วย

4.แรงเค้นสะสมจากกระบวนการภูเขาไฟดันดินเบี้ยว : แผ่นดินไหวครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากรอยเลื่อนเปลือกโลกธรรมดา แต่เกิดขึ้นในเขตภูเขาไฟที่ยังไม่สงบ ซึ่งใต้พื้นดินยังมีมวลแมกม่า แก๊สแรงดันสูง หรือของเหลวร้อนระอุอยู่ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาที่เรียกว่า "บราดีเซอิซึม" ซึ่งปรากฏการณ์นี้จะดันให้พื้นดินเกิดการยกตัวและทรุดตัวแบบไม่สม่ำเสมอต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน โดยบางจุดพบการยกสูงสะสมถึง 1.6 เมตร ส่งผลให้โครงสร้างอาคารที่ตั้งอยู่ด้านบนเกิดการบิดตัวและสะสมรอยแตกร้าวหรือโครงสร้างล้ามาก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อเจอแผ่นดินไหวซ้ำจึงพังลงมาได้ง่าย

และ 5.โดนโจมตีซ้ำซากจากกลุ่มแผ่นดินไหวสะเทือน : ในพื้นที่แถบนี้มักเกิด กลุ่มแผ่นดินไหวสะเทือนต่อเนื่อง หรือแผ่นดินไหวขนาดเล็กหน่วงๆถี่ๆหลายครั้ง ซึ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการเคลื่อนตัวของไหลใต้ภูเขาไฟ การที่โครงสร้างอาคารต้องรองรับแรงสั่นสะเทือนสะสมระลอกแล้วระลอกเล่า มีส่วนสำคัญที่ทำให้อาคารเกิดการแตกร้าวและบอบช้ำมาก่อนหน้าอยู่แล้วนั่นเอง

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top