537.jpg
‘ศ.ดร.อมร’ถอดบทเรียน! ธรณีเขย่าฟิลิปปินส์-เตือนกรุงเทพฯอย่าชะล่าใจ

‘ศ.ดร.อมร’ถอดบทเรียน! ธรณีเขย่าฟิลิปปินส์-เตือนกรุงเทพฯอย่าชะล่าใจ

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.21 น.

ถอดบทเรียน 7.8 ฟิลิปปินส์! นายกวิศวกรโครงสร้างฯ เตือน กทม. อย่าชะล่าใจ ชี้ฟิลิปปินส์คลื่นสั้นซัดตึกเตี้ยพัง แต่กรุงเทพฯดินนิ่มเสี่ยง 'คลื่นยาว' จากรอยเลื่อนระยะไกล-เขย่าตึกสูงพังทลาย

วันที่ 8 มิ.ย. 69 จากกรณีเกิดเหตุภัยพิบัติแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขนาด 7.8 แมกนิจูด บริเวณชายฝั่งทางทิศตะวันตกของเกาะมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ส่งผลให้อาคารบ้านเรือนได้รับความเสียหายรุนแรงและเกิดการพังถล่มในหลายจุด


ล่าสุด ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ออกมาอธิบายถึงปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาและความเสี่ยงด้านวิศวกรรมโครงสร้าง โดยระบุว่า แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นที่ฟิลิปปินส์ในครั้งนี้จัดเป็นแผ่นดินไหวขนาดใหญ่มาก เนื่องจากประเทศฟิลิปปินส์ตั้งอยู่บนแนววงแหวนไฟ (Ring of Fire) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความลุกไหม้ทางธรณีแปรสัณฐานอยู่ตลอดเวลา ยิ่งไปกว่านั้นจุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวในครั้งนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองเพียงประมาณ 20-30 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งในทางวิศวกรรมจัดว่าเป็น ‘แผ่นดินไหวระยะใกล้’ (Near-field earthquake)

ลักษณะของแผ่นดินไหวระยะใกล้เช่นนี้ จะทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนที่เป็น ‘คลื่นความถี่สูง’ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออาคารขนาดเล็กและอาคารเตี้ยค่อนข้างมาก โดยเฉพาะกลุ่มอาคารที่มีความสูงไม่เกิน 5 ชั้น ดังจะเห็นได้จากภาพความเสียหายที่มีอาคารเตี้ยถล่มลงมาเป็นจำนวนมากจากเหตุการณ์ในเช้านี้

ศ.ดร.อมร กล่าวต่อไปว่า พฤติกรรมและลักษณะของแผ่นดินไหวที่ฟิลิปปินส์ มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากแผ่นดินไหวที่เคยส่งผลกระทบสร้างความสั่นสะเทือนให้กับกรุงเทพมหานครเมื่อปี พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา เนื่องจากในกรณีของ กทม. แหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวหรือรอยเลื่อนที่มีผลกระทบหลัก คือ รอยเลื่อนสะกาย (Sagaing Fault) ในประเทศเมียนมา และ กลุ่มรอยเลื่อนในจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งรอยเลื่อนเหล่านี้มีระยะทางห่างจากกรุงเทพมหานครไกลหลายร้อยไปจนถึงกว่าหนึ่งพันกิโลเมตร จึงจัดว่าเป็น ‘แผ่นดินไหวระยะไกล’ (Far-field earthquake)

‘คลื่นแผ่นดินไหวที่เดินทางมาถึงกรุงเทพฯ จากระยะไกล จะแปรสภาพกลายเป็น 'คลื่นคาบยาว' ซึ่งคลื่นประเภทนี้จะไม่ส่งผลต่ออาคารเตี้ย แต่จะมีพลังทำลายล้างและสร้างความเสียหายให้อาคารสูงมากกว่า เนื่องจากความถี่ของคลื่นไปสอดคล้องกับคาบการสั่นธรรมชาติของตึกสูง’ ศ.ดร.อมร ระบุ

นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ กล่าวเน้นย้ำด้วยความห่วงใยว่า สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานครในปัจจุบัน ยังไม่ถือว่าปลอดภัยจากภัยพิบัติแผ่นดินไหว โดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยจากแผ่นดินไหวระยะไกล เนื่องจากสภาพทางกายภาพของ กทม. ตั้งอยู่บน ชั้นดินเหนียวอ่อน (Soft Clay) ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษในการขยายสัญญาณคลื่นแผ่นดินไหวให้รุนแรงขึ้นได้อีกหลายเท่าตัวเมื่อคลื่นเดินทางมาถึง ซึ่งปัจจัยนี้ถือเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อโครงสร้างอาคารสูงในเมืองใหญ่

เพื่อเป็นการป้องกันความสูญเสียในอนาคต ศ.ดร.อมร จึงได้เสนอแนะแนวทางเชิงนโยบายแก่กรุงเทพมหานครและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3 ข้อเร่งด่วน ดังนี้ 1.จัดทำฐานข้อมูลความเสี่ยง: ควรเร่งดำเนินการสำรวจโครงสร้างและจัดทำฐานข้อมูลความเสี่ยงของอาคารต่าง ๆ ในเขตกรุงเทพฯ อย่างเป็นระบบ 2.ปรับปรุงโครงสร้างอาคารเก่า: พิจารณาออกมาตรการหรือข้อบังคับในการเสริมความแข็งแรงให้กับโครงสร้างอาคารเก่าที่ก่อสร้างก่อนกฎหมายควบคุมอาคารแผ่นดินไหวจะบังคับใช้ และ 3.ติดตั้งระบบเซ็นเซอร์แจ้งเตือน: ควรมีการติดตั้งระบบเซ็นเซอร์ตรวจวัดและแจ้งเตือนแผ่นดินไหว (Earthquake Sensor & Early Warning System) ภายในอาคารสำคัญ อาคารสาธารณะ หรืออาคารสูงที่มีผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก เพื่อให้ประชาชนสามารถอพยพได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top