วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569
‘บิ๊กต่าย’สั่งสอบด่วน
ลูกพี่‘ไอ้ป๋อง’
เหยื่อเปิดปากแฉตร.
อ้างพาไปรับยามาขาย
สั่งตามเช็คเบอร์มือถือ
‘ฟลุ๊ค’ทีมทมิฬร้องไห้
กลัวถูกลงโทษประหาร
ผบ.ตร.สั่งเช็คด่วน หลังผู้เสียหายเปิดข้อมูลแฉ “ป๋อง” พาไปรับยาเสพติดจากลูกพี่ที่เป็น ตำรวจสภ.ห้วยใหญ่ ด้าน “พล.ต.ท.ไตรรงค์”สั่งการผู้บังคับบัญชา นำโทรศัพท์มือถือของตำรวจนายที่ถูกกล่าวหามาตรวจสอบโดยด่วน เพื่อหาพยานหลักฐาน ลั่นถ้าพบสีกากีนอกแถวจะไม่มีการปกป้องอย่างเด็ดขาด รมว.ยธ.สั่งเอกซเรย์ 5 พันผู้พ้นโทษ ป้องกันเหตุซ้ำรอย ส่วน“ฟลุ๊ค” ให้การเพิ่ม รับรู้เฉพาะคดีฆ่า 3 พ่อแม่ลูก อ้างถูกบังคับร่วมขบวนการ หวั่นถูกฆ่าปิดปาก ขณะที่ 9 เครือข่ายประชาชน ผนึกกำลังยื่นสภาฯ เรียกร้องบังคับใช้“โทษประหารชีวิต”จริงจัง คดีอุกฉกรรจ์-ทำผิดซ้ำ สส.พรรคเศรษฐกิจ เตรียมเสนอแก้กฎหมายอาญาปลายสิงหาคมนี้
ความคืบหน้าในคดีสะเทือนขวัญของ นายฑณา เกิดทอง หรือ “ป๋อง” ฆาตกรที่ลงมือสังหารเหยื่อรวม 5 ศพอย่างโหดเหี้ยม ทั้งคดี 2 พี่น้องชาวรัสเซีย และคดี 3 พ่อแม่ลูก ก่อนนำศพไปฝังไว้ในพื้นที่ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 3 สิงหาคม 2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีผู้เสียหายให้สัมภาษณ์ในรายการโหนกระแส ถึงพฤติกรรมของนายป๋อง ที่เคยพาไปรับยาเสพติดจากลูกพี่ ซึ่งเป็นตำรวจอยู่ใน สภ.ห้วยใหญ่ ว่า กรณีดังกล่าว พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.ได้สั่งการให้ตนเร่งรัดติดตามข้อเท็จจริงว่ามีมูลหรือไม่ หากพบว่ามีมูลความจริงให้เร่งใช้มาตรการทางกฏหมายอย่างเด็ดขาดทั้งวินัยและอาญา และให้ พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี (ผบก.ภ.จว.ชลบุรี) รายงานผลให้ทราบโดยเร็ว
ไม่ปกป้องหากพบสีกากีมีเอี่ยว
“เบื้องต้นผมยังได้สั่งการผู้บังคับบัญชา นำโทรศัพท์มือถือของตำรวจนายที่ถูกกล่าวหามาตรวจสอบโดยด่วน เพื่อหาพยานหลักฐาน หากปรากฏพยานหลักฐานปรากฏชัด ให้ดำเนินคดีตามกรอบกฏหมาย และหากพบนายตำรวจรายอื่นมีส่วนเกี่ยวข้องก็ให้ดำเนินการขั้นเด็ดขาดเช่นกัน” พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าว พร้อมทั้งยืนยันว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะไม่ป้องตำรวจไม่ดีอย่างเด็ดขาด ซึ่งหากผลปรากฏตามพยานหลักฐานคืบหน้าเป็นอย่างไรจะรายงานให้ ผบ.ตร.และพี่น้องประชาชนทราบต่อไป
รมว.ยุติธรรมเรียกประชุมด่วน
ก่อนหน้านั้น ที่อาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เป็นประธานการประชุมหารือการดำเนินการกรณีผู้ต้องหาคดีสังหาร 2 พี่น้องชาวรัสเซีย และพ่อแม่ลูกชาวไทย 3 ราย โดยมี พล.ต.ท.สายเพชร ศรีสังข์ ที่ปรึกษา รมว.ยุติธรรม พ.ต.อ.อิทธิกร จิรัตนานนท์ เลขานุการ รมว.ยุติธรรม และคณะที่ปรึกษา ร่วมกับผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวงยุติธรรม เข้าร่วมประชุม
โดย พล.ต.ท.รุทธพล เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงยุติธรรม ทั้งในส่วนของผู้ต้องหาเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย การเยียวยาครอบครัวผู้เสียหาย และการเฝ้าติดตามพฤติกรรมผู้พ้นโทษในคดีต่างๆโดยข้อมูลจากกรมราชทัณฑ์ พบว่าผู้ต้องหา 2 ราย คือนายฑณา เกิดทอง หรือป๋อง และนายธงชัย ศรีนิล หรือธง เป็นอดีตผู้ต้องขังที่ได้รับการควบคุมตัวตามคำพิพากษาของศาลอย่างเคร่งครัด และพ้นโทษตามกำหนดหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วและผู้ต้องขังมิได้รับสิทธิประโยชน์ใดเป็นกรณีพิเศษไม่ว่าจะเป็นการพระราชทานอภัยโทษ การพักการลงโทษหรือการลดวันต้องโทษแต่อย่างใด อีกทั้งมิได้ปล่อยปละละเลยหรือยุติบทบาทในการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ กระทรวงยุติธรรมพร้อมที่จะประสานข้อมูลพฤติกรรมเชิงลึกร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี และร่วมกันอุดช่องว่างเพื่อรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนรวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเต็มที่
สั่งเอกซเรย์5พันผู้พ้นโทษ
รมว.ยุติธรรมได้สั่งการให้กรมคุมประพฤติ ดำเนินการทบทวนและคัดกรองผู้ที่อยู่ในกลุ่มเฝ้าระวังตามมาตรการ JSOC (พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำฯ) ประมาณ 5,000 ราย ทั่วประเทศ เพื่อจำแนกผู้ที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีพฤติการณ์ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสังคม ให้เป็นบุคคลที่ต้องเฝ้าระวังเป็นกรณีพิเศษ โดยกำหนดมาตรการระดับพื้นที่ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยอย่างใกล้ชิด ในรูปแบบคณะทำงาน เพื่อขับเคลื่อนกลไกเฝ้าระวังผู้กระทำความผิดภายหลังพ้นโทษในระดับพื้นที่ เพื่อป้องกันการกระทำความผิดซ้ำและลดความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุร้าย
ทั้งนี้ ภายหลังการประชุม “กัน จอมพลัง” ได้นำผู้เสียหายกรณีพ่อแม่ลูกชาวไทย เข้าพบ พล.ต.ท.รุทธพล โดย พล.ต.ท.รุทธพล ได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสีย ซึ่งในส่วนของกระทรวงยุติธรรม จะดำเนินการตามกรอบกฎหมายอย่างเต็มที่ ขณะที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ จะเร่งดำเนินการเยียวยาครอบครัวผู้เสียหายทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติตาม พ.ร.บ ค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559) โดยด่วนที่สุด
‘ฟลุ๊ค’ยันรับรู้เฉพาะคดีฆ่า3พ่อแม่ลูก
ที่ สภ.นาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พ.ต.อ.ภาสกร ไพจิตต์ ผู้กำกับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี เดินทางมาสอบปากคำเพิ่มเติม นายชัชนันท์ แป้นเอี่ยม หรือฟลุ๊ค อายุ 24 ปี หนึ่งในผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมสมาชิกครอบครัวชาวไทย 3 ราย หลังพนักงานสอบสวนขออนุญาตศาลจังหวัดพัทยาเบิกตัวจากเรือนจำมาสอบสวนเพิ่มเติม เนื่องจากยังมีหลายประเด็นที่ต้องขยายผล โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
การสอบสวนครั้งนี้มี นายสุขสันต์ มิสสาจันทร์ ประธานสภาทนายความจังหวัดพัทยา เข้าร่วมรับฟังการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 ซึ่งภายหลังการสอบสวนเปิดเผยว่า ผู้ต้องหาเป็นฝ่ายแสดงความประสงค์ขอให้การเพิ่มเติมด้วยตนเอง จากคำให้การ นายฟลุ๊คยืนยันว่า รับรู้และเกี่ยวข้องเฉพาะคดีฆาตกรรมสมาชิกครอบครัวชาวไทย 3 รายเท่านั้น ส่วนคดีฆาตกรรมสองพี่น้องชาวรัสเซีย รวมถึงกระแสข่าวที่อาจมีผู้เสียชีวิตรายอื่น ผู้ต้องหาปฏิเสธว่าไม่ทราบและไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
เครียด-ร้องไห้ กลัวโดนประหาร
ทั้งนี้ ระหว่างการสอบสวน นายฟลุ๊คมีอาการเครียดและร้องไห้หลายครั้ง พร้อมรับสารภาพในข้อกล่าวหาที่ถูกแจ้ง และให้ข้อมูลบางส่วนที่พนักงานสอบสวนเห็นว่าอาจเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี อย่างไรก็ตาม รายละเอียดในสำนวนยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและขยายผล
ทนายความเปิดเผยอีกว่า ผู้ต้องหาอ้างว่าการเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เกิดจากการถูกบังคับ แต่ประเด็นดังกล่าวยังเป็นเพียงคำกล่าวอ้าง ซึ่งตำรวจจะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงกับพยานบุคคล พยานวัตถุ และพยานหลักฐานอื่นประกอบ ขณะที่บทบาทของผู้ต้องหาตั้งแต่การเดินทางไปยังบ้านผู้เสียชีวิต การเคลื่อนย้ายรถยนต์ และการนำทรัพย์สินของผู้เสียชีวิตไปใช้ ผู้ต้องหาให้การไว้บางส่วน แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากเป็นสาระสำคัญในสำนวนคดี
เบื้องต้น พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และอยู่ระหว่างพิจารณาแจ้งข้อหาเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินและพฤติการณ์หลังเกิดเหตุ
นายสุขสันต์ยังเปิดเผยว่า ระหว่างการสอบสวน นายฟลุ๊คร้องไห้และกล่าวว่าไม่ต้องการได้รับโทษประหารชีวิต โดยได้อธิบายให้ผู้ต้องหาทราบว่า แม้การรับสารภาพอาจเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี แต่ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการลดโทษโดยอัตโนมัติ เนื่องจากศาลจะพิจารณาจากพยานหลักฐานทั้งหมดในสำนวน
ส่งกลับเข้าเรือนจำพิเศษพัทยา
ภายหลังเสร็จสิ้นการสอบสวน เจ้าหน้าที่ได้นำตัวนายฟลุ๊คกลับไปควบคุมยังเรือนจำพิเศษพัทยาตามหมายขัง ระหว่างถูกควบคุมตัว ไปขึ้นรถส่งตัว ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงบทบาทในวันเกิดเหตุ นายฟลุ๊คกล่าวว่า ตนถูกหลอกให้เดินทางไป โดยเข้าใจเพียงว่าจะไปช่วยควบคุมตัวบุคคล และยอมรับว่าประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับปัญหายาเสพติด แต่ไม่ทราบล่วงหน้าว่าจะมีการฆาตกรรมเกิดขึ้น
ผู้ต้องหายังยอมรับว่า ทราบตั้งแต่แรกว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจริง ส่วนสาเหตุที่ไม่แจ้งตำรวจหลังเกิดเหตุ เพราะเกรงว่าจะถูกทำร้ายหรือฆ่าปิดปาก เนื่องจากถูกข่มขู่ฆ่า เพราะผู้ก่อเหตุรู้จักทั้งตัวเองและครอบครัว
โดยนายฟลุ๊คได้กล่าวขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมยืนยันว่า หากทราบล่วงหน้าว่าจะมีการฆาตกรรม จะไม่ร่วมเดินทางไปด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าใครเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียชีวิต ผู้ต้องหาไม่ได้ตอบคำถาม ก่อนเจ้าหน้าที่จะรีบนำตัวขึ้นรถควบคุมผู้ต้องหากลับเรือนจำ
ยังไม่พบข้อมูลเชื่อมโยงเหยื่อรายอื่น
รายงานระบุว่า ตำรวจเลือกสอบปากคำนายชัชนันท์ เพิ่มเติม เนื่องจากเชื่อว่าเป็นผู้ต้องหาที่มีลักษณะหัวอ่อนที่สุด และอาจให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี อีกทั้งยังเป็นผู้ต้องหาเพียงคนเดียวที่สามารถขับรถยนต์เกียร์ธรรมดาได้ ซึ่งจากแนวทางสืบสวนพบว่า เป็นผู้ขับรถกระบะของครอบครัวผู้เสียชีวิตเข้าไปยังสวนมะพร้าว ก่อนเกิดเหตุฆาตกรรมและฝังอำพรางศพทั้ง 3 ราย
นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนยังตรวจสอบประเด็นข่าวลือที่ว่า นายป๋อง หัวหน้าแก๊ง อาจเคยก่อเหตุในลักษณะเดียวกันกับเหยื่ออีกรายในพื้นที่อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง ช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่จากการสอบสวนครั้งนี้ ยังไม่พบข้อมูลหรือพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงไปถึงข้อสงสัยดังกล่าว
เตรียมย้ายร่างผู้เสียชีวิตกลับชลบุรี
ขณะเดียวกัน พ.ต.อ.วราวุฒิ นิตยวัน ผู้กำกับการ สภ.ห้วยใหญ่ กล่าวขอบคุณคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถาน เมืองพัทยา ที่ร่วมปฏิบัติภารกิจค้นหาผู้สูญหายและกู้ร่างผู้เสียชีวิตทั้ง 5 ราย ตลอด 4 วันที่ผ่านมา จนภารกิจสำเร็จลุล่วง
ทั้งนี้ มูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถาน เมืองพัทยา จะเป็นผู้รับผิดชอบเคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิตทั้ง 5 ราย จากสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ กลับมายังจังหวัดชลบุรี เพื่อประกอบพิธีทางศาสนา โดยคาดว่าจะดำเนินการในวันพรุ่งนี้
เรือนจำคุมเข้ม3ผู้ต้องหาฆ่า5ศพ
นายพัศพงศ์ ใจคล่องแคล่ว ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษพัทยา เปิดเผยถึงการควบคุมตัวผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมอำพรางศพ 5 ราย ว่า ขณะนี้เรือนจำได้รับตัวผู้ต้องหาแล้ว 3 คน ได้แก่ นายฑณา หรือ “ป๋อง” เกิดทอง, นายธงชัย หรือ “ธง” ศรีนิล และนายอัฐภางค์ หรือ “บอล” ช่วงขำ โดยทั้งหมดถูกแยกกักโรคเป็นเวลา 5 วัน พร้อมเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการทำร้ายตัวเองและป้องกันการถูกผู้ต้องขังรายอื่นทำร้าย ส่วนผู้ต้องหาอีก 1 คน ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนของตำรวจ ก่อนส่งตัวเข้าเรือนจำในวันเดียวกันนี้ โดยผู้ต้องหาทั้ง 3 คนมีสภาพร่างกายปกติ รับประทานอาหารได้ ไม่มีอาการเครียดหรือหวาดกลัวเป็นพิเศษ แม้จะมีท่าทีนิ่งเฉย โดยเจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าสังเกตพฤติกรรมอย่างใกล้ชิดผ่านกล้องวงจรปิดและผู้ช่วยเจ้าพนักงาน เนื่องจากคดีได้รับความสนใจจากสังคม
เผย‘ป๋อง’เคยก่อเหตุรุนแรงในคุก
สำหรับนายป๋อง พบว่ามีประวัติเคยถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษพัทยามาแล้ว 3 ครั้ง และเมื่อปี 2564 เคยก่อเหตุร่วมกับผู้ต้องขังรายอื่นทำร้ายกันภายในเรือนจำ จนถูกย้ายไปคุมขังที่เรือนจำกลางระยอง ก่อนพ้นโทษเมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยคดีล่าสุดก่อนพ้นโทษคือคดีพยายามฆ่า ทั้งนี้ เรือนจำยืนยันว่าได้กำหนดมาตรการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ทั้งการแยกผู้ต้องหาที่เป็นคู่คดีไม่ให้อยู่ห้องเดียวกัน การตรวจสอบว่ามีเครือข่ายหรือกลุ่มผู้ต้องขังเดิมอยู่ภายในเรือนจำหรือไม่ รวมถึงการประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง
ในส่วนของการจำแนกชั้นผู้ต้องขัง ผู้บัญชาการเรือนจำอธิบายว่า หากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีฆาตกรรม ผู้ต้องขังจะถูกจัดอยู่ในชั้น “ต้องปรับปรุงมาก” ซึ่งเป็นชั้นต่ำสุด และต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะมีสิทธิ์เลื่อนชั้น ส่งผลให้โอกาสได้รับการลดวันต้องโทษหรือพักการลงโทษน้อยกว่าผู้ต้องขังคดีทั่วไป ทั้งนี้ การเลื่อนชั้นเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย ไม่ใช่ดุลยพินิจของเรือนจำ
ไม่พบข้อมูล‘ป๋อง’ป่วยจิตเวช
นายพัศพงศ์ ยังชี้แจงกรณีการติดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ (EM) ว่า เรือนจำมีหน้าที่เสนอให้ใช้มาตรการดังกล่าวในคดีร้ายแรงทุกครั้ง แต่การพิจารณาว่าจะติด EM หรือไม่ เป็นอำนาจของศาลตามคำร้องของพนักงานอัยการ ภายใต้พระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ ส่วนกระแสข่าวว่านายป๋องมีประวัติรักษาอาการทางจิตหรือใช้ยาจิตเวชนั้น ยืนยันว่า จากการคัดกรองสุขภาพกายและสุขภาพจิตเบื้องต้น ยังไม่พบข้อมูลหรืออาการผิดปกติ แต่เรือนจำยังคงให้ทีมพยาบาลและนักจิตวิทยาคลินิกติดตามประเมินอาการอย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลาการควบคุมตัว
เรียกร้องใช้‘โทษประหาร’จริงจัง
เมื่อเวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ และประธานพรรคเศรษฐกิจ และ น.ส.อังสณา เนียมวณิชกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ร่วมรับหนังสือจาก 9 เครือข่ายภาคประชาชน นำโดย นายแทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม พร้อมด้วย มูลนิธิเป็นหนึ่ง, สายไหมต้องรอด, มูลนิธิองค์กรทำดี, กลุ่มประชาชนเพื่อประชาชน, กลุ่มจ่าคิงส์สะพานใหม่, กลุ่มมุสลิมอาสาพัฒนาสังคม, มูลนิธิวินวิน และกลุ่มไทยไม่ทน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลบังคับใช้โทษประหารชีวิตในคดีฆาตกรรมร้ายแรงและคดีทำผิดซ้ำซากอย่างเด็ดขาด
คดีรุนแรงต้องใช้โทษหนักไม่มียกเว้น
นายแทนคุณ จิตต์อิสระ เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์การประทุษร้ายต่อชีวิตและเพศในประเทศไทยมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อภาพลักษณ์ความปลอดภัยของประเทศ ทั้งต่อประชาชนชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ จึงขอเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ลงโทษประหารชีวิตโดยไม่มีข้อยกเว้น ในคดีฆาตกรรม ข่มขืน ปล้นฆ่า และยาเสพติดร้ายแรง งดเว้นการลดโทษ พักโทษ หรือการปล่อยตัว สำหรับผู้กระทำผิดคดีอุกฉกรรจ์ เพื่อไม่ให้กฎหมายเป็นเพียง “เสือกระดาษ” ที่อาชญากร ไม่เกรงกลัว บังคับใช้ พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำฯ พ.ศ. 2565 อย่างเคร่งครัด นำเทคโนโลยี AI มาใช้เชิงป้องกัน เช่น กล้อง CCTV และโดรน ในการตรวจจับและเฝ้าระวังบุคคลอันตรายไม่ให้เข้าใกล้พื้นที่เปราะบาง เช่น โรงเรียน หรือแหล่งท่องเที่ยว
จี้ปกป้องผู้บริสุทธิ์สร้างสังคมปลอดภัย
ด้าน น.ส.ชลิดา พะละมาตย์ (ต้นอ้อ มูลนิธิเป็นหนึ่ง) และ นายอัครวุธ ไกรศรีสมบัติ (เต้ อาชีวะ) ได้สะท้อนความเจ็บปวดของเหยื่อและครอบครัว โดยระบุว่า อาชญากรจำนวนมากเมื่อพ้นโทษออกมามักกลับมาก่อเหตุซ้ำ พร้อมตั้งคำถามถึงกลุ่มนักสิทธิมนุษยชนและผู้มีอำนาจว่า ควรหันมาปกป้องสิทธิ์ของคนบริสุทธิ์และสร้างความปลอดภัยให้สังคมอย่างจริงจังเสียที
นายรพี ชำนาญเรือ ผู้เชี่ยวชาญด้านการไขคดีอาชญากรรม กล่าวว่า คนที่กระทำผิดซ้ำๆ แบบนี้ตนได้สัมผัสกับเหยื่อมาแล้วจึงอยากฝากไปถึงข้าราชการหรือผู้มีอำนาจทุกคนว่าไอ้คนที่กระทำผิดซ้ำยังได้ออกกลับมา จึงเกิดคำถามว่าญาติของเหยื่อจะได้รับความเป็นธรรมอย่างไร ถ้าพวกอาชญากรออกมาพวกมันอยู่ได้ แต่พวกเราจะอยู่กันได้ยังไง
เล็งเสนอตัดสิทธิ์ลดโทษผิดร้ายแรง
ขณะที่ นายคริส ระบุว่า กระบวนการยุติธรรมในปัจจุบันล้มเหลวเนื่องจากไม่กล้าใช้โทษประหารชีวิตจริง เพราะแรงกดดันจากต่างประเทศ ทั้งที่ประเทศไทยมีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเอง พรรคเศรษฐกิจจึงเตรียมเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อยกเลิกการลดโทษแก่ผู้กระทำความผิดร้ายแรง อย่างไรก็ตาม พรรคเศรษฐกิจมี สส. 3 เสียง ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อการเสนอแก้ไขกฎหมายที่ต้องใช้ 25 เสียง จึงขอวิงวอน สส. ทุกพรรคการเมือง ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ร่วมลงชื่อเพื่อแสดงเจตจำนงในการปกป้องคนบริสุทธิ์ โดยคาดว่าจะสามารถบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 นี้
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี