533.jpg
จากผู้เสพสู่ผู้กล้า! บ้านไร่ผนึก สสส. ชุมชน-ตำรวจ ฝ่ายปกครอง บำบัดต่อเนื่อง เปิดโอกาสผู้ก้าวพลาดมีชีวิตใหม่

จากผู้เสพสู่ผู้กล้า! บ้านไร่ผนึก สสส. ชุมชน-ตำรวจ ฝ่ายปกครอง บำบัดต่อเนื่อง เปิดโอกาสผู้ก้าวพลาดมีชีวิตใหม่

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 22.26 น.

สร้างคน สร้างงาน สร้างรายได้ คืนคนสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ชุมชนบ้านเนินคีรี ตำบลทัพหลวง อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการอำเภอต้นแบบและอำเภอขยายผลการขับเคลื่อนในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในระดับพื้นที่ชุมชนล้อมรักษ์(CBTx) ผ่านกลไก พอช.ในพื้นที่อำเภอบ้านไร่  จังหวัดอุทัยธานี โดยเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างฝ่ายปกครอง ตำรวจ สาธารณสุข ชุมชน ด้วยวิธีการดำเนินงานจากการเปลี่ยน “ผู้เสพ” มาเป็น “ผู้กล้า” เน้นสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างการยอมรับและเปิดใจของคนในชุมชน เพื่อความยั่งยืนของชุมชนล้อมรักษ์


นพ.ยงยุทธ  วงศ์ภิรมย์ศานติ์  ประธานมูลนิธิสถาบันและพัฒนาการเรียนรู้  กล่าวว่า สสส.มีบทบาทส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมและทางเลือกใหม่ๆของปัญหาที่แก้ได้ยาก เช่น ปัญหายาเสพติด ที่ประเทศไทยทำมานานร่วม 30 ปี เป็นปัญหาที่แก้ยาก ปัญหายาเสพติดมีการเปรียบเทียบเหมือนถังน้ำที่ไม่เคยพร่อง มีแต่ล้นเต็ม เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ มีปัจจัยมาจากการจัดการปัญหายาเสพติดไม่ได้ มีผู้เสพใหม่เข้ามา และที่หนักไปกว่านั้นคือ เสพติดรายเก่าที่ผ่านการบำบัดกลับมาเสพซ้ำ วงจรดังกล่าวทำให้การแก้ไขปัญหาไม่ดีขึ้น ดังนั้นโครงการชุมชนล้อมรักษ์ เป็นโครงการที่ สสส.ต้องการให้เห็นว่าถ้ามีทางเลือกใหม่ คือ จากเดิมบำบัด 2-4 เดือนแล้วปล่อยกลับบ้าน มีการเยี่ยมบ้าน นัดประชุมเท่านั้น แต่ที่บ้านไร่ จะเรียกว่า “ผู้กล้า” มาช่วยขับเคลื่อน หลังจากบำบัดครบ 4 เดือน และที่เหลืออีก 8 เดือน จะติดตามมาประชุม ถามไถ่ความเป็นไปของผู้กล้าที่จะไม่กลับไปเสพยาซ้ำภายใน 1 อาทิตย์ ว่าเขาทำได้อย่างไร จะทำให้สมองส่วนคิดซึมซับและดีขึ้นเรื่อยๆเมื่อครบ 1 ปีแล้ว จะเป็นรากฐานที่สำคัญที่เขาไม่กลับไปเสพซ้ำ  

อย่างไรก็ตาม ภาวะสมองติดยา จะหายได้ คือต้องไม่ให้สมองได้รับยาเสพติดภายใน 1 ปี และในช่วงเวลาดังกล่าวจะต้องมีการฟื้นฟูสมองส่วนความคิดให้มีความสามารถในการควบคุมสมองส่วนที่อยาก ซึ่งในกระบวนการนี้มีอยู่ในกระบวนการบำบัด  โดยใช้เรื่องสติบำบัดและCBTx บำบัดมาหลอมหลวมให้เป็นโปรแกรมที่มีพลังมากขึ้นดีกว่าใช้โปรแกรมเดียวแล้วนำมาใช้ดูแลต่อเนื่องในชุมชนให้ครบปี 

พ.ต.ต.ธนกฤต  แก้วพานิช ผู้แทนตำรวจ สภ.บ้านไร่ กล่าวว่า ที่เลือกดำเนินการใน หมู่ 1 และ หมู่10 เพราะเป็นพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของยาเสพติด ในการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจคือ การดำเนินการค้นหาผู้เสพยาอย่างต่อเนื่อง ทุกบ้าน ที่ผ่านมาสามารถคัดกรองผู้เสพได้  28 ราย ได้ส่งต่อให้ทางสาธารณสุขทำการบำบัดต่อเนื่องเป็นเวลา 4 เดือน ส่วนผู้ค้าจะถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย หลังจากนั้น จะมีการสอนฝึกอาชีพให้กับผู้กล้า เช่น สอนการเพาะปลูก ทำเกษตรกรรม หรือสอนทำน้ำยาล้างจาน นั่งสมาธิ  สำหรับตัวผู้เสพ ทางพื้นที่จะเรียกว่า “ผู้กล้า”  และชุมชนจะเปิดโอกาสให้ผู้กล้าที่ผ่านการบำบัดได้รับการเรียนรู้จากการดูงานในสถานที่ต่างๆ และส่งเสริมการเรียนรู้เพิ่มเติม ส่วนครอบครัวของผู้กล้าจะได้รับความช่วยเหลือจากชุมชน หากผู้กล้าไม่กลับไปเสพยาซ้ำจะได้รับประกาศนียบัตรจากนายก อบต.บ้านไร่ 

ส่วนการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ  เพื่อให้เกิดความยั่งยืนคือ การติดกล้องวงจรปิดรอบหมู่บ้าน ให้คนในชุมชนแจ้งเบาะแสของผู้เสพทางช่องทางต่างๆ เช่น ไลน์ และในทุกๆสัปดาห์จะเปิดให้มีผู้กล้าได้เปิดใจพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐและคนในชุมชน  

“สิ่งที่ยากที่สุดคือ ช่วงการเปิดใจให้กับผู้กล้า และการพูดคุยกับชุมชน  จึงจำเป็นต้องใช้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเข้ามาพูดคุย ส่วนการสร้างอาชีพให้ผู้กล้ามีรายได้จะทำให้เกิดการยอมรับในชุมชน ซึ่งการมีรายได้และการยอมรับของคนในชุมชนจะส่งผลให้ผู้กล้าไม่กลับไปเสพยาซ้ำ”พ.ต.ต.ธนกฤต กล่าว

นายณัฐพศุตม์ โชติศิริกุล นายอำเภอบ้านไร่ กล่าวว่า ในอำเภอบ้านไร่เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่มีปัญหายาเสพติด ในพื้นที่ได้มีการจัดกิจกรรม คือการนำผู้ที่ติดยาเสพติด  ที่สามารถแก้ไขได้มาจัดค่ายเป็นชุมชนล้อมรักษ์เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดมาบำบัดและมาอยู่ในกิจกรรมที่กำหนด  ในพื้นที่อำเภอบ้านไร่ เห็นว่าการแก้ไขปัญหายาเสพติดในชุมชนจะต้องให้ชุมชนมีส่วนร่วมโดยได้จัดเป็นกิจกรรมขึ้นมา ทางพื้นที่บ้านไร่เล็งเห็นว่าการจะแก้ไขปัญหายาเสพติดได้ จะต้องมีชุมชนเป็นหลัก ถ้าคนที่ติดยาแล้วกลับมาชุมชน หากไม่มีชุมชนช่วยเหลือ การแก้ไขปัญหายาเสพติดจะทำได้ยาก ดังนั้นจึงให้ความสำคัญกับชุมชน ทั้งนี้ทางบ้านไร่ได้แนวคิดจาก นพ.ยงยุทธ และ สสส. ให้มีกิจรรมและมีแนวทางต่างๆเข้ามาช่วยนอกเหนือจากการติดตามของกลุ่ม อสม.หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและตำรวจ  ซึ่งกลุ่มที่สนับสนุนทางสังคมจะเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ให้การช่วยเหลือและดูแลผู้ติดยาไม่ให้หวนกลับไปเสพอีกครั้ง ภายใน 1 ปีถ้าเขาไม่กลับไปเสพอีกครั้งเขาจะเป็นกำลังที่สำคัญของบ้านไร่ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดต่อไป

นายสมเจตน์ เจียมเจือจันทร์ สาธารณสุข อำเภอบ้านไร่ กล่าวว่า แนวทางในการบำบัดจะต้องมีการคัดกรองเบื้องต้นเพื่อเข้าสู่กระบวนการบำบัด ถ้ามีอาการรุนแรงจะส่งต่อไปบำบัดที่โรงพยาบาล ถ้าเป็นกลุ่มสีเขียวคือผู้เสพในรายที่ไม่รุนแรงและไม่มีอาการทางจิตเวช จะส่งต่อไปบำบัดที่ รพ.สต.ทั้ง 21 แห่งในอำเภอบ้านไร่ ขั้นตอนบำบัดและติดตามจะมีด้วยกันทั้งหมด 16 ครั้ง 
นายสมเจตน์ กล่าวว่า ความร่วมมือในการบำบัดของผู้เสพเป็นเรื่องที่สำคัญ ส่วนเรื่องสิ่งกระตุ้นสิ่งเร้าที่จะนำผู้เสพไปเสพยาซ้ำนั้นจะต้องให้ทุกภาคส่วน รวมถึงชุมชน ผู้นำหมู่บ้าน อสม.หรือแกนนำในพื้นที่เข้ามามีบทบาทมีส่วนช่วย ในชุมชน เพื่อปกป้องผู้เสพจากสิ่งกระตุ้น สิ่งเร้าเพื่อไม่ให้เขากลับไปใช้ยาซ้ำ นอกจากนี้ครอบครัวต้องให้โอกาสกับผู้เสพให้มีกำลังใจในการบำบัดให้ครบหลักสูตร 

นายเอ (นามสมมติ) ผู้กล้า กล่าวว่า ตนเสพยาบ้ามาเป็นเวลานานถึง 3 ปี แต่เป็นการเสพยาที่ไม่ต่อเนื่องอยากจะบอกว่า ขอโอกาสให้เราได้กล้าที่จะแสดงออก กล้าที่จะเปิดเผย กล้าที่จะมีส่วนร่วมในสังคม กล้าที่จะทำหลายๆอย่างโดยที่เราไม่ต้องระแวงคน  บางทีเราหวาดกลัว จึงต้องหลบซ่อน เพราะบางครั้งที่เราเสพยามารู้สึกหลอนได้ยินเสียงกระซิบ เลยกลายเป็นความกลัวที่เขาจะมาฆ่าเรา เมื่อมาบำบัดถึงรู้สึกว่าสังคมให้โอกาสเรา ทุกหน่วยงานให้โอกาสเรา จนมีงานทำสร้างอาชีพสร้างรายได้เลี้ยงดูครอบครัว

“สิ่งที่เป็นแรงใจให้เราลุกขึ้นมาเปิดเผยตัวเองคืออนาคต ครอบครัว และสุขภาพเรามากกว่า เรายิ่งใช้ยาสุขภาพยิ่งแย่ไม่มีเวลาพักผ่อน เพราะมุ่งจะเสพยา ทำในสิ่งที่ไม่ดี  อยากฝากไปยังคนที่ติด หรือเสพอยู่ คนที่ค้ายาอยากให้เลิก กลับตัวเป็นคนดีเข้าสู่สังคม เพราะสังคมยังให้โอกาสเราอยู่ ให้โอกาสเราทำดีกับสังคมทำดีต่อตนเอง ส่วนแรงจูงใจที่ทำให้เลิกได้คือ หลักๆเราต้องคิดถึงตัวเราก่อน อนาคตเรา สุขภาพของเราแล้วเราจะเป็นแบบอย่างให้ลูกหลานของเราในอนาคตได้” นายเอ กล่าว 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top