วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569
คลินิกสิ่งแวดล้อม
ความรับผิดของผู้ปกครองในกรณีละเมิดที่เกิดจากผู้เยาว์
กรณีความเสียหายที่เกิดจากการกระทำละเมิดของผู้เยาว์นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 429 ได้บัญญัติว่า "บุคคลใดแม้ไร้ความสามารถเพราะเหตุเป็นผู้เยาว์หรือวิกลจริตก็ยังต้องรับผิดในผลที่ตนทำละเมิด บิดามารดาหรือผู้อนุบาลของบุคคลเช่นว่านี้ย่อมต้องรับผิดร่วมกับเขาด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลซึ่งทำอยู่นั้น"
ซึ่งกฎหมายดังกล่าวเป็นการกำหนดความรับผิดของบุคคลภายนอกคือบิดามารดาหรือผู้อนุบาลของผู้กระทำละเมิดซึ่งเป็นผู้เยาว์หรือผู้วิกลจริต ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวเป็นความรับผิดในทางแพ่งและใช้เฉพาะในคดีแพ่งเท่านั้นเนื่องจากการกระทำละเมิดของ ผู้เยาว์นั้นมักจะเป็น การกระทำที่มีความผิดซึ่งมีโทษทางอาญาอยู่ด้วย ซึ่งในความรับผิดทางอาญานั้น จะ ถือเอาเฉพาะแก่ผู้กระทำความผิดคือตัวจำเลยเช่นตัวผู้เยาว์เท่านั้น จะไม่ขยายความไปถึงบุคคลที่มีส่วนร่วมรับผิดในทางแพ่งเช่นผู้ปกครอง นายจ้าง รวมถึงครูบาอาจารย์เป็นต้น เว้นแต่ในบางกรณีกฎหมายจะขยายความรับผิดไปจนถึงผู้แทนนิติบุคคลซึ่งต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น
ดังนั้นการเรียกค่าเสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 429 จะต้องเป็นกรณีที่ผู้เสียหายหรือโจทก์ได้ยื่นฟ้องผู้กระทำละเมิดหรือผู้เยาว์ต่อศาลในคดีแพ่งโดยตั้งต้นฟ้องคดีโดยยึดตัวผู้กระทำละเมิดเป็นจำเลยที่ 1 และบุคคลที่ต้องร่วมรับผิดเช่นผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ รวมถึงนายจ้างเป็นจำเลยในลำดับถัดไป
แต่กรณี การเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งในคดีอาญา ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 44/1 นั้น หากในการดำเนินคดีโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานอัยการได้ทำการยื่นฟ้องคดีอาญาต่อผู้กระทำความผิดแล้ว ซึ่งโดยหลักจะยื่นฟ้องเฉพาะผู้กระทำความผิดเป็นจำเลยยกตัวอย่างเช่นผู้เยาว์ หรือลูกจ้าง เท่านั้น จะไม่ได้ฟ้องบุคคลที่ต้องร่วมรับผิดในทางแพ่งเช่นบิดามารดาหรือผู้อนุบาล รวมถึงนายจ้างเข้ามาเป็นจำเลยในคดี
ดังนั้นหากกรณีที่การกระทำละเมิดของผู้เยาว์ซึ่งเป็นความผิดทางอาญาอยู่ด้วย และในรูปคดีมีข้อเท็จจริง หรือบุคคลที่จะต้องร่วมรับผิดกับผู้เยาว์แล้ว การที่ผู้เสียหายจะเรียกค่าเสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 44/1 นั้น จะยังไม่ครอบคลุมไปถึงบุคคลนอก โดยทนายความจะนิยมแยกฟ้องเป็นคดีแพ่งต่างหาก โดยตั้งต้นให้ผู้เยาว์เป็นจำเลยที่ 1 ในคดีแพ่งและให้บิดามารดาหรือบุคคลที่ต้องร่วมรับผิดเป็นจำเลยที่ 2 รวมถึงจำเลยในลำดับถัดไป
ส่วนในกรณีเหตุกราดยิงโรงเรียนดังย่านนนทบุรีนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นผู้เยาว์ได้เสียชีวิตลง ในขณะที่เกิดเหตุ ผู้เขียนจึงเห็นว่าในส่วนความรับผิดในทางแพ่งนั้น ยังคงมีอยู่โดยผู้เสียหายหรือทายาทของผู้เสียชีวิตสามารถดำเนินคดีโดยสามารถฟ้องคดีแพ่ง เรียกค่าเสียหายจาก บิดาหรือมารดาได้ ส่วนในคดีอาญานั้น เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39 "สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ดังต่อไปนี้
(1) โดยความตายของผู้กระทำผิด..."
ดังนั้นในคดีอาญานั้นพนักงานสอบสวนจะต้องมีคำสั่งยุติคดีซึ่งเป็นไปตามกฎหมายดังกล่าวข้างต้น คงเหลือแต่ความเสียหายทางเข้าซึ่งยังไม่ยุติและ ผู้เสียหายจะต้องไปใช้สิทธิ์ทางแพ่งตามสิทธิ์ของแต่ละคนกันต่อไป
036
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี