'ดร.สุวินัย' ชำแหละงบ Thai PBS 2,695 ล้าน ชี้มีคุณค่าสาธารณะ แต่ยังตอบไม่เรื่องความคุ้มค่า

จากกรณีก่อนหน้านี้ที่ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และคณะ สส.พรรคภูมิใจไทย เสนอร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย จนกลายเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากบนโลกออนไลน์ และหลังจากนั้นไม่นาน ดร.สุวินัย ภรณวลัย กับ อาจารย์ชวินทร์ ลีนะบรรจงเรื่อง เขียนบทความ “เมื่อไร TPBS จะเลิกเป็น ‘ปรสิตทางงบประมาณ’?” เผยแพร่ออกไป กระทั่งต่อมามีคำชี้แจงจากฝั่ง Thai PBS โดยหยิบข้อมูลจากรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2568 มาอธิบาย
ล่าสุดวันนี้ 7 ตุลาคม 2569 ดร.สุวินัย ภรณวลัย นักเขียนและอดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเรื่องชำ TPBS 12 ข้อด้วยข้อความทั้งหมดว่า "TPBS ตอบแล้ว แต่ยังตอบไม่หมด : Public Value ราคา 2,695 ล้านบาท
/////

หลังจากบทความของผมกับอาจารย์ชวินทร์ ลีนะบรรจงเรื่อง “เมื่อไร TPBS จะเลิกเป็น ‘ปรสิตทางงบประมาณ’?” เผยแพร่ออกไปมีคำชี้แจงจากฝั่ง Thai PBS โดยหยิบข้อมูลจากรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2568 มาอธิบายว่า เงินสาธารณะที่องค์กรได้รับนั้นได้ถูกเปลี่ยนกลับมาเป็น “Public Value” หรือ “คุณค่าสาธารณะ” อย่างไรบ้าง ผมอ่านคำชี้แจงนี้อย่างตั้งใจและต้องบอกก่อนว่า ตัวเลขจำนวนไม่น้อยที่ Thai PBS นำเสนอเป็นข้อมูลที่มีความหมายและสมควรนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง เพราะถ้าจะวิจารณ์องค์กรสาธารณะอย่างเป็นธรรม เราต้องไม่เลือกดูเฉพาะตัวเลขที่สนับสนุนข้อสรุปของเรา แต่ต้องยอมรับข้อมูลทั้งหมดแม้ข้อมูลบางส่วนจะเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายที่เรากำลังตั้งคำถามก็ตาม
.....
1. Thai PBS มี Public Value หรือไม่?
คำตอบของผมคือ มี!อย่างน้อยข้อมูลที่ Thai PBS เปิดเผยเองมีหลักฐานสนับสนุนว่าประชาชนส่วนหนึ่งมองเห็นคุณค่าขององค์กรนี้จริงผลประเมินภายนอกปี 2568 ระบุว่า 93% เห็นว่า Thai PBS ยังมีความจำเป็นต่อสังคมไทย 47% เลือก Thai PBS เป็นสื่อที่มีความน่าเชื่อถือ 87.65% เชื่อมั่นต่อการนำเสนอข่าวที่ตีแผ่ความจริงและเจาะลึกและในช่วงสถานการณ์วิกฤต 70% มองว่า Thai PBS เป็นที่พึ่งสำคัญด้านข้อมูลข่าวสารกรณีมหาอุทกภัยภาคใต้มีผู้ติดต่อขอความช่วยเหลือผ่านสายด่วนและ LINE มากกว่า 8,000 ราย นี่คือข้อมูลที่ไม่ควรปัดทิ้งเพราะ Public Value ของสื่อสาธารณะไม่สามารถวัดจาก Rating เพียงอย่างเดียวสื่อสาธารณะอาจทำงานบางอย่างที่ตลาดไม่อยากทำหรือทำแล้วไม่คุ้มในเชิงพาณิชย์ เช่น ข่าวเชิงนโยบาย ข่าวสืบสวน เนื้อหาสำหรับเด็ก การศึกษา วัฒนธรรม ข่าวท้องถิ่น พื้นที่ของคนที่ไม่มีอำนาจทางเศรษฐกิจและการทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลในยามวิกฤตทั้งหมดนี้มีคุณค่าผมไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ
.....
2. แต่ “มีคุณค่า” กับ “คุ้มค่า” เป็นคนละคำถาม (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
นี่คือจุดที่คำชี้แจงของ Thai PBS ยังตอบบทความก่อนหน้าของผมกับอาจารย์ชวินทร์ไม่หมดเพราะคำถามของผมกับอาจารย์ชวินทร์ไม่ได้มีเพียงว่า Thai PBS ทำประโยชน์หรือไม่? แต่ถามว่า
Public Value ที่สร้างขึ้นนั้น สัมพันธ์กับทรัพยากรสาธารณะที่ใช้ไปอย่างไร? นี่เป็นคนละคำถาม โรงพยาบาลแห่งหนึ่งรักษาคนได้หนึ่งหมื่นคนย่อมมี Public Value แต่ถ้าโรงพยาบาลอีกแห่ง
ใช้ทรัพยากรครึ่งหนึ่งแล้วรักษาคนได้หนึ่งหมื่นคนเท่ากันเราย่อมต้องถามถึงประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับสื่อสาธารณะการพิสูจน์ว่า “เราทำสิ่งที่มีประโยชน์” ยังไม่เท่ากับการพิสูจน์ว่า “เราใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดแล้ว” (ขีดเส้นใต้ตรงนี้) นี่คือความแตกต่างระหว่าง Effectiveness กับ Efficiency
.....
3. ลองดูตัวเลข 2,695 ล้านบาท
ปี 2568 Thai PBS รายงานว่ามีรายได้รวมประมาณ 2,695 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นเงินบำรุงองค์การประมาณ 2,050 ล้านบาท ขณะที่ต้นทุนการผลิตและจัดหารายการอยู่ที่ประมาณ 858 ล้านบาท ตัวเลขนี้น่าสนใจมากเพราะ 858 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 31.8% ของรายได้รวมแน่นอนว่าเราไม่สามารถเอา 2,695 ลบ 858 แล้วประกาศว่าเงินที่เหลือทั้งหมดคือ “ความสูญเปล่า” เพราะองค์กรสื่อยังมีต้นทุนอีกมากทั้งบุคลากร เทคโนโลยี โครงข่าย อาคาร ระบบสารสนเทศ การบริหาร การพัฒนาแพลตฟอร์มและภารกิจสาธารณะอื่น ๆ แต่ตัวเลขนี้ทำให้เกิดคำถามที่ชอบธรรมทันทีว่า อีกประมาณ 68% ของโครงสร้างทรัพยากรถูกใช้ไปกับอะไรบ้าง? และแต่ละส่วนสร้าง Public Value กลับมาเท่าใด? นี่ต่างหาก คือข้อมูลที่ประชาชนควรเห็นได้ง่าย และที่สำคัญ TPBS ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงโครงสร้างทรัพยากรออกมาให้ครบถ้วนสามารถตรวจสอบได้
.....
4. 2,571 ล้าน Views ฟังดูมหาศาล Thai PBS รายงานว่าปี 2568 ยอดการเข้าถึงผ่าน Digital Platforms รวมอยู่ที่ 2,571,476,415 Views แยกเป็นประมาณ TikTok 1,157 ล้าน Views YouTube 956 ล้าน Views Facebook 408 ล้าน Views รวมทั้งช่องทางอื่น ๆ ตัวเลข 2.57 พันล้าน ฟังดูน่าประทับใจมากและยืนยันได้อย่างหนึ่งว่า Thai PBS ไม่ได้เป็นเพียงสถานีโทรทัศน์อีกต่อไป องค์กรกำลังเคลื่อนเข้าสู่ Multiplatform Public Media จริง แต่ต้องระวังความหมายของตัวเลขนี้ 2,571 ล้าน Views ไม่ใช่ประชาชน 2,571 ล้านคน คนหนึ่งคน
สามารถสร้าง Views ได้หลายสิบหรือหลายร้อยครั้ง คลิปสั้นหนึ่งคลิปก็เป็นหนึ่ง View เนื้อหาหลายชนิด มีต้นทุนและ Public Value แตกต่างกันมหาศาล ดังนั้น Views คือ Reach ยังไม่ใช่ Impact และยิ่งไม่ใช่หลักฐานของ Cost Effectiveness โดยอัตโนมัติคำถามที่ควรถามต่อคือ ต้นทุนต่อการเข้าถึงเป็นเท่าใด? เนื้อหาประเภทใดสร้าง Engagement ที่มีความหมาย? คนที่เข้ามาดูได้รับความรู้เพิ่มขึ้นหรือไม่? เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือไม่? เกิดผลต่อนโยบายหรือไม่? หรือเพียงเลื่อนผ่านคลิปหนึ่ง ก่อนจะไปดูคลิปถัดไป?
.....
5. 93% บอกว่าจำเป็น — เป็นตัวเลขสำคัญ แต่ยังไม่ใช่เช็คเปล่า
Thai PBS ระบุว่า 93% ของผู้ตอบแบบสำรวจ เห็นว่า Thai PBS มีความจำเป็นต่อสังคมไทยนี่เป็นตัวเลขที่แข็งแรง แต่ในทางประเมินนโยบายสาธารณะคำว่า “จำเป็น” กับคำว่า “ควรใช้งบประมาณเท่านี้ ภายใต้โครงสร้างเช่นนี้” ไม่ใช่คำถามเดียวกันประชาชนอาจเห็นว่า ห้องสมุดสาธารณะจำเป็น สวนสาธารณะจำเป็น โรงพยาบาลจำเป็น มหาวิทยาลัยจำเป็น ระบบขนส่งสาธารณะจำเป็น แต่การยอมรับว่าองค์กรหนึ่ง “จำเป็น” ไม่ได้หมายความว่า องค์กรนั้นควรได้รับทรัพยากรเท่าใดก็ได้มีบุคลากรเท่าใดก็ได้ Outsource เท่าใดก็ได้ หรือออกแบบโครงสร้างองค์กรอย่างไรก็ได้ (ขีดเส้นใต้ตรงนี้) Necessity ไม่ได้ลบ Efficiency
.....
6. ความน่าเชื่อถือ 47% ก็เช่นเดียวกัน การที่ 47% เลือก Thai PBS เป็นสื่อที่มีความน่าเชื่อถือ ถือเป็นสินทรัพย์สำคัญขององค์กร เพราะในยุคข่าวปลอม Trust มีมูลค่าทางสังคมสูงมาก แต่คำถามคือเราต้องแยกระหว่าง Trust in Journalism กับ Efficiency of Organization สื่อแห่งหนึ่งอาจมีนักข่าวที่ดีมีความน่าเชื่อถือสูงมีข่าวคุณภาพและในเวลาเดียวกัน ก็อาจมีโครงสร้างองค์กรที่ใหญ่เกินความจำเป็นมีขั้นตอนบริหารมากเกินไปมีต้นทุนแฝงสูงหรือมีระบบจัดซื้อจัดจ้างที่ควรตรวจสอบสองสิ่งนี้เกิดพร้อมกันได้การพิสูจน์ข้อแรกจึงไม่ได้ลบคำถามข้อหลัง (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
.....
7. แล้วทรัพย์สิน 6,994 ล้านบาทบอกอะไรเรา? มีอีกตัวเลขหนึ่งที่ผมสนใจ ณ สิ้นปี 2568 Thai PBS รายงานว่ามีสินทรัพย์รวม 6,994 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นสินทรัพย์หมุนเวียน 4,365 ล้านบาท ขณะที่หนี้สินรวมอยู่ที่ประมาณ 912 ล้านบาท และมีกระแสเงินสดสุทธิจากการดำเนินงาน 1,039 ล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า Thai PBS มีฐานะทางการเงินที่แข็งแรง ซึ่งในมุมหนึ่งเป็นเรื่องดีองค์กรสาธารณะไม่ควรอยู่ในสภาพต้องดิ้นรนหาเงินจนไม่สามารถทำภารกิจระยะยาวได้ แต่ในอีกมุมหนึ่งตัวเลขนี้กลับทำให้คำถามเรื่อง Accountability สำคัญยิ่งขึ้นเพราะองค์กรที่มีแหล่งรายได้ค่อนข้างมั่นคงมีสินทรัพย์จำนวนมากและมีสภาพคล่องสูงยิ่งต้องมีกลไกตรวจสอบว่าทรัพยากรที่สะสมอยู่มีขนาดเหมาะสมกับภารกิจหรือไม่ไม่ใช่เพราะการมีเงินสำรองเป็นความผิด แต่เพราะ
ความมั่นคงทางการเงินขององค์กรสาธารณะต้องมาพร้อมกับความเข้มข้นของการพิสูจน์ความคุ้มค่า (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
.....
8. ต้นทุนผลิตรายการลดลง 10.76% — ดี แต่ต้องถามต่อ
Thai PBS รายงานว่า ต้นทุนการผลิตและจัดหารายการลดลงประมาณ 10.76% เหลือ 858 ล้านบาท นี่เป็นสัญญาณที่ดี แต่มีรายละเอียดอีกประโยคหนึ่งที่น่าสนใจมาก Thai PBS ระบุว่า ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ “ปรับขึ้นเล็กน้อย” โดยมีค่าใช้จ่ายด้านสารสนเทศเป็นรายการสำคัญ ตรงนี้แหละ คือพื้นที่ที่ควรเปิดรายละเอียดต่อบุคลากรทั้งหมดมีกี่คน? ค่าใช้จ่ายบุคลากรรวมเท่าใด? เพิ่มขึ้นเท่าใด? บุคลากรแบ่งตามภารกิจอย่างไร? จำนวนคนในสายผลิตเนื้อหา เทียบกับสายสนับสนุนเป็นเท่าใด? ในเมื่อกำลังเข้าสู่ Digital Transformation ตำแหน่งใดเพิ่ม? ตำแหน่งใดลด? มีการ Outsource งานประเภทใด? Outsource ไปเท่าใด? และเมื่อ Outsource แล้ว โครงสร้างกำลังคนภายในลดลงตามหรือไม่? คำถามเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความไม่ไว้วางใจ แต่เกิดจากหลักธรรมดาของการบริหารองค์กรเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนโครงสร้างต้นทุนขององค์กรก็ควรเปลี่ยนตาม (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
.....
9. VIPA 635,000 Active Users — ต้องถามต้นทุนต่อผู้ใช้
คำชี้แจงระบุว่า VIPA (แพลตฟอร์มบริการสตรีมมิ่งของ TPBS) มี Active Users ประมาณ 635,000 ราย ผมถือว่านี่เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มาก เพราะเริ่มเข้าใกล้การวัด “ผู้ใช้จริง” มากกว่า Views แต่คำถามต่อไปคือ VIPA ใช้งบประมาณเท่าใดต่อปี? มีบุคลากรกี่คน? ต้นทุนเทคโนโลยีเท่าใด? ต้นทุน Content เท่าใด? 635,000 Active Users มีนิยามว่าอย่างไร?
ใช้เดือนละครั้ง? ใช้ปีละครั้ง? ใช้กี่นาที? กลับมาใช้อีกหรือไม่? ถ้าเรารู้ตัวเศษ แต่ไม่รู้ตัวส่วน เรายังวัด Efficiency ไม่ได้ 635,000 Users อาจเป็นผลงานยอดเยี่ยมมาก หรืออาจแพงมากก็ได้ เรายังตอบไม่ได้จนกว่าจะรู้ต้นทุน
.....
10. Thai PBS Verify โต 423% — ต้องระวัง Percentage Illusion
อีกตัวเลขหนึ่งคือ Pageviews ของ Thai PBS Verify เพิ่มขึ้นประมาณ 423% และ Active Users เพิ่มขึ้นประมาณ 391% ฟังดูมหาศาล แต่เปอร์เซ็นต์การเติบโต ต้องอ่านพร้อมฐานเดิมเสมอจาก 100 เป็น 500 คือโต 400% จากหนึ่งล้านเป็นห้าล้านก็โต 400% แต่ความหมายเชิงนโยบาย แตกต่างกันมากดังนั้นการรายงาน Growth Rate ควรเปิด Absolute Number ควบคู่ไปด้วยนี่ไม่ใช่การลดคุณค่าของ Thai PBS Verify ตรงกันข้าม ในยุค Disinformation บริการ Fact Checking อาจเป็นหนึ่งใน Public Value ที่มีเหตุผลรองรับมากที่สุดของสื่อสาธารณะแต่ยิ่งสำคัญก็ยิ่งควรวัดให้ดี
.....
11. จุดที่ผมเห็นด้วยกับ Thai PBS มากที่สุด
น่าสนใจว่าท้ายคำชี้แจงของ Thai PBS เอง กลับเดินมาถึงโจทย์เดียวกับบทความก่อนหน้าของผมกับอาจารย์ชวินทร์ คือ ต้องเปลี่ยนจากการวัด Output และ Reach ไปสู่ Outcome และ Public Impact ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะนี่คือหัวใจของเรื่องทั้งหมด การบอกว่า เราผลิตรายการกี่รายการ ออกอากาศกี่ชั่วโมง มีคนดูคลิปกี่ครั้ง มี Followers กี่ล้าน มีเครือข่ายกี่เครือข่าย
ทั้งหมดคือสิ่งที่องค์กร “ทำ” แต่คำถามที่ยากกว่าคือสังคมเปลี่ยนไปอย่างไร เพราะสิ่งที่องค์กรทำ? นี่คือ Outcome และเมื่อถามต่อว่า Outcome นั้น คุ้มกับทรัพยากรที่ใช้หรือไม่? เราจึงเริ่มเข้าใกล้คำว่า Public Value จริง ๆ
.....
12. เพราะฉะนั้น Thai PBS ตอบแล้ว — แต่ยังตอบไม่หมด
ผมไม่ปฏิเสธข้อมูลที่ Thai PBS นำเสนอ ตรงกันข้าม ผมรับข้อมูลเหล่านี้ทั้งหมด Thai PBS มีความน่าเชื่อถือ มีบทบาทในภัยพิบัติ มีข่าวเชิงลึก มีเนื้อหาที่ตลาดอาจไม่ผลิต มีแพลตฟอร์มดิจิทัล
มีพื้นที่สำหรับเด็ก มีเครือข่ายประชาชน และมี Public Value บางประการอย่างชัดเจน แต่สิ่งเหล่านี้ ยังไม่ตอบคำถามเรื่อง Cost Structure, Organizational, Efficiency Personnel Productivity, Outsourcing Efficiency, Cost per Outcome และ Alternative Cost หรือคำถามว่า ถ้าออกแบบองค์กรใหม่ตั้งแต่ศูนย์ในปี 2569 เราจะยังสร้างองค์กรขนาดและโครงสร้างเช่นเดียวกับที่มีอยู่วันนี้หรือไม่? (ขีดเส้นใต้สองขีดตรงนี้)
.....
นี่คือเหตุผลที่ผมยังไม่ถอนคำถามเรื่อง Budgetary Parasitism (ปรสิตเชิงงบประมาณ) เพราะคำนี้ไม่ได้หมายความว่าองค์กร “ไม่มีประโยชน์” แต่หมายถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้างขององค์กร
ที่ได้รับทรัพยากรต่อเนื่องโดยแรงกดดันในการพิสูจน์ความคุ้มค่าต่ำกว่าองค์กรที่ต้องเผชิญการแข่งขันโดยตรงอย่างชัดเจน องค์กรประเภทนี้ สามารถสร้าง Public Value ได้จริง พร้อมกับมี Organizational Slack (ความหย่อนยานทางองค์กร) ได้จริงสองอย่างนี้ไม่ได้หักล้างกัน
.....
ดังนั้นถ้า Thai PBS ต้องการตอบข้อสงสัยนี้ให้จบผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องทำประชาสัมพันธ์เพิ่มเลยเพียงเปิด Dashboard ง่าย ๆ ให้ประชาชนเห็นว่า Money > People > Output > Outcome > Public Value เงิน 2,695 ล้านบาท ถูกแบ่งไปที่ไหน บุคลากรแต่ละส่วนมีกี่คน Outsource เท่าใด แต่ละ Platform ใช้งบเท่าใด แต่ละภารกิจสร้าง Outcome อะไร
และ Outcome เหล่านั้นมีต้นทุนเท่าใดถ้าทำได้ คำว่า “Public Value” จะไม่ต้องเป็นคำที่ Thai PBS ขอให้ประชาชนเชื่ออีกต่อไป เพราะประชาชนจะมองเห็นมันได้เอง
.....
ผมจึงไม่ได้ถามว่า Thai PBS มีคุณค่าหรือไม่ข้อมูลปี 2568 แสดงให้เห็นว่ามีคำถามที่ยากกว่าและสำคัญกว่าคือ Public Value ที่มีอยู่นั้นคุ้มกับทรัพยากรสาธารณะ 2,695 ล้านบาทเพียงใด? และเราสามารถสร้าง Public Value เท่าเดิมหรือมากกว่าเดิมด้วยโครงสร้างที่เล็กกว่า คล่องตัวกว่าและโปร่งใสกว่าได้หรือไม่?ถ้าตอบคำถามสองข้อนี้ได้ เราจึงจะรู้ว่า Thai PBS กำลังรักษา Public Value หรือกำลังรักษา Organization กันแน่ และนั่นต่างหาก คือคำถามที่บทความเรื่อง
“ปรสิตทางงบประมาณ” ต้องการถามมาตั้งแต่ต้น ด้วยความปรารถนาดี
~ สุวินัย ภรณวลัย มหาวิทยาลัยไร้รอย"

หลังจากที่โพสต์ของ ดร. สุวินัย ภรณวลัย เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ได้ไม่นาน ชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น
"อิสระได้อย่างสง่างาม ควรผ่านการตรวจสอบความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณด้วยครีบอาจารย์ ขอบพระคุณสำหรับบทความดีๆ ครับ"
"แล้วการรายงานข่าวที่ตั้งใจผิดพลาดเสมอๆ ไม่เคยชี้แจง บล๊อคคนเห็นต่าง แปลกไหมล่ะกับสื่อภาษีกู"
"ขอบคุณมากค่ะอาจารย์"
"โอ๊ย รายละเอียดทางวิชาการที่อาจารย์ให้มาเยอะมากแต่ก็เป็นความจริงของจักรวาลในสมองสังคมมนุษย์ ผมจะต้องกลับไปดูTPBSบ้าง แต่อย่างที่เคยพูดว่าคุณค่าในการเสริมสร้างชาติจะน้อยไปหน่อยตามความรู้สึกในอดีต ในงบประมาณประเทศที่มีจำกัด"

















ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สุวินัย ภรณวลัย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

