เรื่องนี้มีประวัติ : ตำหนัก (เดิม) พระองค์เจ้าบวรเดชฯ อดีตสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ ณ กรุงเทพฯ

ตำหนัก หรือบ้าน หรือคฤหาสน์หลังนี้ ที่มีอายุกว่า 100 ปี เพราะสร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เป็นเคหสถานที่มีความเป็นมายาวนานมาก จนล่าสุดได้แปรสภาพไปเป็นที่ดินในครอบครองของนายทุนรายหนึ่ง ซึ่งยังไม่ปรากฏชัดว่าชื่อเรียงเสียงใด แต่ที่แน่ ๆ คือเคหสถานโบราณหลังที่ว่านี้ได้ถูกรื้อถอนออกไปเรียบร้อยแล้ว


ถามว่าคนที่เคยรู้จักมักคุ้นอาคารหลังหลังนี้ใจหายหรือไม่ เมื่อทราบว่าปัจจุบันไม่มีอาคารนี้อีกต่อไปแล้ว ตอบว่าใจหายอย่างสุดจะพรรณา แต่ก็ต้องปล่อยให้มันเกิดขึ้นตามแต่ความประสงค์ของเจ้าของสถานที่รายล่าสุด


บ้านหรือตำหนักนี้แรกเริ่มเดิมทีคือที่ประทับของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช (หม่อมเจ้าบวรเดช กฤดากร พระโอรสของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศวรฤทธิ์) อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม ตำหนักนี้ตั้งอยู่ที่ถนนวิทยุ-ซอยต้นสน ปลูกสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล เป็นอาคารสองชั้น หลังคารูปจั่ว มีหอคอยที่บริเวณบ้านชั้นสาม ตำหนักองค์นี้ถูกขายต่อให้รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ ในปี 2492 แล้วถูกใช้เป็นสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ ณ กรุงเทพฯ ที่ดินมีขนาด 20 ไร่ ปัจจุบันสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ได้ย้ายที่ทำการไปยังอาคารของเอกชนที่ตั้งอยู่หัวถนนสีลม โดยย้ายเมื่อช่วงต้นปี พ.ศ. 2569 (หลายคนถามว่าขายที่ดินผืนดังกล่าวนี้ให้นายทุนด้วยมูลค่ากี่หมื่นล้าน หรือแสนล้านบาท ซึ่งเรื่องนี้ก็ยังเป็นคำถามที่ค้างคาใจของผู้ที่สนใจใคร่รู้เรื่องนี้)

สถานที่แห่งนี้มิได้เป็นเพียงพื้นที่สีเขียวใจกลางกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ยังมีอาคารโบราณตั้งอยู่ และอาคารนี้ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น จากสมาคมสถาปนิกสยามฯ เมื่อปี พ.ศ. 2530

ในบทความนี้จะขออนุญาตไม่กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับดัตช์หรือต่อมาคือเนเธอร์แลนด์ เพราะจะยืดยาวมาก แต่บอกได้เพียงสั้น ๆ ว่าสองประเทศนี้มีความสัมพันธ์ที่ยาวนานมาก โดยย้อนไปถึง ค.ศ. 1601 ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีของไทย (สยาม) จนมาในปี ค.ศ. 1858 เนเธอร์แลนด์จึงตั้งสถานกงศุลในกรุงเทพฯ จนต่อมาในปี ค.ศ. 1875 จึงมีนักการทูตชาวเนเธอร์แลนด์คนแรกเข้ามาประจำ ณ กรุงเทพฯ

แรกเริ่มในยุคที่ตำหนักนี้ยังเป็นของพระองค์เจ้าบวรเดชฯ พื้นที่บริเวณนี้คือทุ่งนา แต่ก่อนที่พระองค์เจ้าบวรเดชฯ จะทรงครอบครองตำหนักนี้ ที่ดินผืนนี้อยู่ในความครอบครองของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ (พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 5) โดยทรงซื้อที่ดินจากชาวนาจำนวน 23 ไร่ แล้วต่อมาก็มีการสร้างบ้านหรือตำหนักขึ้น แต่ความงามของบ้านหลังนี้ยังอยู่ที่การตกแต่งด้วยไม้แกะสลัก และเสาประดับยอดจั่ว
มีข้อมูลระบุว่า ในปี ค.ศ. 1914 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ ทรงขายที่ดินและตำหนักให้พระยาราชสาส์นโสภณ แล้วต่อมาในปี ค.ศ. 1915 ได้ขายต่อให้กับกรมพระคลังข้างที่ หรือสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในปัจจุบัน ดังนั้น ชื่อเจ้าของที่ดินผืนนี้จึงเป็นพระมหากษัตริย์ โดยอธิบดีกรมพระคลังข้างที่เป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนพระองค์ ครั้นต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาฯ พระราชทานที่ดินและอาคารให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช ต่อมาในปี ค.ศ. 1932 พระองค์เจ้าบวรเดช ทรงเขียนจดหมายถึงพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ผ่านกรมพระคลังข้างที่ โดยขอพระบรมราชานุญาตขายที่ดินคืนให้กรมพระคลังข้างที่ 2 ไร่ เพราะทรงต้องการเงินไปปรับปรุงบ้าน จึงได้เงินมา 15,000 บาทแล้วนำไปซ่อมแซมบ้าน ต่อมาอีก 17 ปี ก็ได้ขายต่อให้สถานทูตเนเธอร์แลนด์ ตามประวัติยังกล่าวว่าบ้านหลังนี้เคยใช้เป็นสมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษ และเคยใช้เป็นที่ทำการของกองทัพญี่ปุ่นด้วย แล้วยังถูกใช้เป็นสำนักงานและโบสถ์ของบาทหลวงซาเลเซียน แห่งนิกายโรมันคาทอลิก ส่วนอาคารไม้ที่ทหารญี่ปุ่นสร้างไว้ในพื้นที่นี้เคยถูกใช้เป็นที่ฝึกอาชีพของเด็กกำพร้า


มีหลักฐานระบุว่า ในปี ค.ศ. 1948 พระองค์เจ้าบวรเดช เสด็จกลับไทย แล้วทรงขายบ้านพร้อมที่ดินผืนนี้ให้รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ เมื่อปี ค.ศ. 1949 ด้วยราคา 1,850,000 บาท

อันที่จริงก็ต้องบอกว่าอาคารในสถานทูตเนเธอร์แลนด์ที่เห็นอยู่ (ก่อนถูกรื้อทิ้ง) เป็นการปลูกสร้าง ต่อเติม และปรับปรุงหลายครั้ง แต่ก็พยายามคงสภาพบ้านเดิมไว้ให้มากที่สุด

เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ และเอกอัครราชทูตที่มาประจำในประเทศไทยต่างบอกตรงกันว่า เมื่อได้มาอยู่ในสถานที่แห่งนี้ก็เปรียบเสมือนได้อยู่ในโอเอซิสใจกลางกรุงเทพฯ ทั้ง ๆ ที่กรุงเทพฯ เป็นป่าคอนกรีต แต่ตรงนี้คือโอเอซิสที่งดงามมาก บ้านหลังนี้ถูกใช้รับแขกในโอกาสต่าง ๆ เป็นประจำ เคยเป็นที่จัดประชุม สัมมนา และจัดงานฉลองวันชาติของเนเธอร์แลนด์ เคยใช้ฉายหนังกลางแปลงในบางโอกาสด้วย


บ้านหลังนี้มีความงดงาม น่าอยู่ มีความน่ารัก และมีประวัติศาสตร์ มีหน้าต่างให้มองออกไปนอกตัวบ้านได้หลายมุม ทำให้เห็นมุมต่าง ๆ รอบ ๆ ตัวบ้าน ส่วนหอคอยก็เป็นห้องเล็ก ๆ น่ารัก เป็นที่เหมาะสำหรับปลีกวิเวกในบางเวลา แต่ที่น่ารักยิ่งกว่าคือรอบ ๆ ตัวบ้านมีต้นไม้ใหญ่ มีสัตว์ต่าง ๆ มากมาย มีตัวเงินตัวทองเดินไปเดินมาในบางวันด้วย ดูเผิน ๆ ก็คล้ายกับจระเข้ตัวน้อย ๆ ได้เลย และยังมีนกมากมาย มีกระรอกเยอะแยะ เราอยากให้ที่นี่เป็นแบบนี้ไปตราบนานเท่านาน แต่มันก็เป็นเพียงความฝันของเรา เพราะปัจจุบันเราไม่ได้อยู่ที่นี่อีกแล้ว


เราคงต้องคิดถึงสถานที่แห่งนี้ไปตลอดชีวิตของเรา แต่เราก็คงได้แค่คิดถึง เราไม่แน่ใจว่าคนกรุงเทพฯ จะคิดถึงสถานที่แห่งนี้หรือไม่ แต่เราก็เข้าใจว่าโลกมันต้องเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา เราคงทำได้แค่ฝังความทรงจำไว้ในใจของเราเท่านั้น เราเชื่อว่าจะหาสถานที่แบบนี้ในกรุงเทพฯ ได้ไม่ง่ายเลย เราคิดถึงบรรยากาศเก่า ๆ ตลอดเวลา และท่านทูตเนเธอร์แลนด์ที่เคยอยู่ในกรุงเทพฯ เคยอยู่ที่นี่ก็ต้องคิดถึงสถานที่แห่งนี้อย่างแน่นอน คิดถึงมากด้วย



ขอบคุณภาพประกอบจาก รศ. น.สพ. ดร. สุดสรร ศิริไวทยพงศ์ และเจ้าของภาพจากเว็บไซต์อื่น ๆ อีกมากมาย รวมถึงเว็บไซต์ของสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ ณ กรุงเทพฯ

