หนุนไทยผนึกกำลังญี่ปุ่น ดันลงทุนเพื่อความยั่งยืน

คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ร่วมกับองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และธนาคาร SMBC จัดงาน “Thailand-Japan Investment Forum 2026” ภายใต้แนวคิด “Investment Gateway for Sustainable Growth” ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการประชุม “IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026” โดยมีนักลงทุนเข้าร่วมงานกว่า 700 ราย จากทุกกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ และการเงิน ทั้งนี้ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเปิดงานและแสดงวิสัยทัศน์ในการปฏิรูปเศรษฐกิจไทยในหัวข้อ “Thailand and Japan: Building the Next Chapter of Investment Partnership”
นายเอกนิติ กล่าวว่า ที่ผ่านมาไทยและญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรที่พัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมร่วมกันมาอย่างยาวนาน โดยในเวลานี้นับเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สองประเทศจะต่อยอดความร่วมมือด้านการลงทุนเพื่อรองรับบริบทโลกใหม่ ทั้งการเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์โลก ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และการเข้าสู่สังคมสูงวัย ด้วยจุดแข็งของไทยที่เป็นผู้เชื่อมโยงที่ได้รับความไว้วางใจ (Trusted Connector)
รัฐบาลจึงมุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านยุทธศาสตร์ Quality Investment-led Growth โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนที่มีคุณภาพ ในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ ทั้งเกษตรอัจฉริยะและอาหารแปรรูป อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ยานยนต์แห่งอนาคต การแพทย์และสุขภาพ การท่องเที่ยวคุณภาพ ค้าปลีกและโลจิสติกส์ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับศักยภาพของไทยในระยะยาว
นอกจากนี้ไทยและญี่ปุ่นยังสามารถต่อยอดความร่วมมือโดยอาศัยจุดแข็งของทั้งสองประเทศ ทั้งในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี AI พร้อมส่งเสริมให้ภาคธุรกิจใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การพัฒนาพลังงานสะอาดที่ญี่ปุ่นมีความความโดดเด่น รวมถึงการเชื่อมการลงทุนกับแหล่งเงินทุนผ่านโครงการ BOI to IPO และผลักดันการพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิต โดยมีเป้าหมายให้นักลงทุนญี่ปุ่นเติบโตในไทย และใช้ไทยเป็นฐานในการขยายธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า นักลงทุนญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในนักลงทุนที่สำคัญที่สุดของไทย โดยในช่วงปี 2564 ถึงครึ่งแรกของปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากญี่ปุ่นรวมกว่า 1,380 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 396,500 ล้านบาท โดยอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการลงทุนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วน และเคมีและปิโตรเคมี
นอกจากนี้นักลงทุนญี่ปุ่นยังมีศักยภาพที่จะขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ อุตสาหกรรมชีวภาพและสีเขียว ยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญ เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง AI และดิจิทัล ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ และศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ ควบคู่กับการต่อยอดกิจการเดิมผ่านมาตรการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่ Smart & Sustainable Industry เพื่อสนับสนุนการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มการใช้พลังงานสะอาด
นายอาเบะ อิจิโระ ประธาน JETRO กรุงเทพฯ กล่าวว่า บริษัทญี่ปุ่นยังคงเดินหน้าลงทุนเพื่อความยั่งยืนในไทย ทั้งพลังงานหมุนเวียน ยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญ พร้อมพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยภาคยานยนต์ใช้กลยุทธ์ Multi-Pathway รองรับรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ ปลั๊กอินไฮบริด และไฮบริด ตามความต้องการของตลาด ขณะที่การลงทุนในชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

