อดีตผู้ว่าฯปราจีนโผล่แฉ ปมเด้งนอภ. ชี้มีแต่ทำคอนเทนต์ รับมือฝน9-13ตุลาฯ

อดีตผู้ว่าฯปราจีนโผล่แฉ
ปมเด้งนอภ.
ชี้มีแต่ทำคอนเทนต์
รับมือฝน9-13ตุลาฯ
‘พลพีร์’ แจงยิบปมย้าย นอภ.บ้านสร้าง บอกเป็นคนชงเองไม่ใช่คำสั่งนายกฯ เผยอดีตผู้ว่าฯ-รองฯ-ผู้นำท้องถิ่น รายงานตรงกันไม่น่าเป็นเรื่องเท็จ ชี้เหรียญมีสองด้าน ทำโซเชียลดีแต่หน้างานปฏิบัติไม่เหมือน ยันหากตรวจสอบแล้วไม่ผิด พร้อมคืนตำแหน่ง อดีตผู้ว่าฯปราจีน เปิดใจขอเด้งนอภ.บ้านสร้าง มีแต่ทำคอนเทนต์ ซัด‘อดีตปลัดเก่ง’ ประเภทเดียวกัน ‘หมอเอก’สวนหมัดอดีตปลัดมท. กล้าสอนนายกฯ ปมตำหนิ นอภ.บ้านสร้าง พร้อมเปิดคลิปเก่า ด่า ขรก.กลางซูม ด้าน‘อนุทิน’วิดีโอคอนเฟอเรนซ์จากสิงคโปร์ สั่งผสานข้อมูลเพิ่มความแม่นยำสูงสุดก่อนฝนถล่มซ้ำ เร่งผลักดันน้ำปากแม่น้ำบางปะกง กำชับภาคใต้ซ้อมแผนเผชิญเหตุรับมือเต็มกำลัง กำชับ 8 ข้อสั่งการรับมือฝนตกหนักระลอกใหม่
เมื่อเวลา 08.10 น. วันที่ 8 ตุลาคม 2569 ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคำสั่งย้าย นายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี จากปัญหาและการร้องเรียนเกี่ยวกับการรับมือและช่วยเหลือผู้ประสบภัยสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรีว่า ตนฟังจาก นายชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี รักษาราชการแทนผู้ว่าฯปราจีน นายกอบจ.และผู้นำท้องถิ่นจังหวัดปราจีนบุรี ทุกคนรายงานเหมือนกันหมดเกี่ยวกับนายอำเภอบ้านสร้าง และตนเป็นคนรายงานนายกรัฐมนตรี ว่าเราได้รับรายงานอย่างนี้มาจากจังหวัด ซึ่งเป็นการรายงานด้วยวาจา พอมีคำสั่งของอธิบดีกรมการปกครอง ตนเพิ่งไปเห็นว่านายวีระพันธุ์ ดีอ่อน อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีได้ทำหนังสือตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย.แล้ว เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องเค้าโครงเดียวกันหมดในการตอบสนองนโยบายของผู้บังคับบัญชา คือผู้ว่าฯ ณ วันนั้นและรองผู้ว่าฯ ที่รักษาราชการแทนผู้ว่าฯ เป็นทำนองเดียวกัน
“ผมเข้าใจว่าที่นายอำเภอบ้านสร้างเป็นผู้ที่ทำโซเชียลมีเดียได้ดี ประชาชนจะเห็นวิธีการปฏิบัติหน้าที่ในสื่อออนไลน์ แต่ในเชิงการปฏิบัติหน้าที่หน้างาน การสื่อสาร หรือการสนองนโยบาย ไม่ได้เป็นไปตามโซเชียลมีเดีย ซึ่งผู้ว่าฯ ณ วันนั้นและรองผู้ว่าฯ มีความคิดเห็นเดียวกัน อยากให้นายอำเภอออกจากพื้นที่ก่อน จะเอาปลัดอำเภอ ไปปฏิบัติหน้าที่ดูแลประชาชน” นายพลพีร์ กล่าว
ยันนายกฯไม่ใช่คนสั่งย้าย
นายพลพีร์ กล่าวต่อว่า ในเมื่อหัวหน้าส่วนราชการที่เป็นผู้บังคับบัญชา มีความเห็นเป็นแบบนั้น พอรักษาราชการมาก็ยังมีความคิดเห็นเป็นอย่างนั้น ผู้นำท้องที่ท้องถิ่นก็ยังมีความคิดเห็นเป็นอย่างนั้น จึงเป็นเรื่องที่ทำให้อธิบดีกรมการปกครองได้เชิญนายอำเภอออกจากพื้นที่ไปก่อน และตนเป็นผู้รายงานนายกฯ เอง แต่ ณ วันที่รายงานนายกฯ คำสั่งได้ออกไปแล้ว ดังนั้นนายกฯ ไม่ใช่เป็นคนไปสั่งอธิบดีกรมการปกครองในการให้ย้ายนายอำเภอ อย่างใดเลย และหลังจากอธิบดีกรมการปกครองลงนามในหนังสือ เราเพิ่งไปเห็นว่ามีจดหมายของอดีตผู้ว่าฯ แสดงว่าอธิบดีกรมการปกครองรู้อยู่แล้ว ตนคิดว่าอธิบดีฯ ก็รอดู หากผู้ว่าฯเกษียณไปแล้ว จะมีเนื้อหาหรือพฤติกรรม หรือรายละเอียดอื่นๆ แตกต่างไปหรือไม่ ซึ่งก็ปรากฏว่าไม่มี จึงเป็นที่มาการลงนามในหนังสือเพื่อเอานายอำเภอออกจากพื้นที่ก่อน
ชี้เหรียญมีสองด้านเสมอ
เมื่อถามว่าขณะนี้กระแสโซเชียลแรง นายพลพีร์ กล่าวว่า เราต้องมาคิด ยกตัวอย่างถ้าเราลงไปปฏิบัติหน้าที่ เหรียญมีสองด้านเสมอ โลกความเป็นจริงกับโลกออนไลน์ อาจจะแตกต่างกัน ก็ขอช่วยเหลือประชาชนหน้างาน ซึ่งโซเชียลมีเดียก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการสื่อสารสองทาง คือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน อาจมีข้อความมา และผู้ที่ไปปฏิบัติหน้าที่ ก็อาจจะนำเสนอตัวเองในการช่วยเหลือประชาชนอย่างไร ตนคิดว่าระดับ ซี 10 ผู้ว่าฯ และรองผู้ว่าฯ เป็นผู้บัญชาการในพื้นที่เกิดเหตุ เขาคงวิเคราะห์ คำนวณ และมีรายละเอียดเพียงพอ ถึงได้มีหนังสือขึ้นมา ทั้งนี้ ไม่ได้เป็นการลงโทษ ถ้าผู้บังคับบัญชาคิดว่าเนื้อหาในการปฏิบัติหน้าที่อาจไม่เพียงพอต่อนโยบายที่ผู้ว่าฯ ทำ ขอแค่ย้ายออกมาก่อน และเอาคนที่คิดว่าน่าจะสนองต่อนโยบายได้ดีลงไปปฏิบัติหน้าที่ อย่างที่นายกฯ ได้เรียนเมื่อวานถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนถามพยานหลักฐาน หากนายอำเภอไม่ทำผิดอะไรก็กลับไปปฏิบัติหน้าที่เหมือนเดิม
อดีตผู้ว่าฯปราจีนเปิดปมชงเด้ง
นายวีระพันธ์ ดีอ่อน อดีตผู้ว่าฯ ปราจีน กล่าวในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ ถึงการทำเรื่องขอให้ย้ายนายเสฏฐวุฒิ ออกจากพื้นที่ ว่าจะส่งตัวกลับนานแล้ว จนมาถึงที่สุดตั้่งแต่น้ำมาถึงบ้านสร้าง ก็สั่งการไปตลอด แต่ไม่ทำงานอย่างที่คิด มีปัญหาเรี่องการประสานงาน ถ้าคนในพื้นที่ถึงจะทราบ ว่าการทำงานของนายอำเภอเป็นอย่างไร คนในพื้นที่และนอกพื้นที่ก็พยายามช่วย แต่ถูกปฏิเสธ ออกอารมณ์เกรี้ยวกราด ประมาณว่าทำได้ แต่จริงๆ รับไม่ไหว เพราะปํญหาใหญ่โตมโหฬาร คนภายนอกอาจมองว่าภาพสวย แกทำคอนเทนต์ทุกวัน แต่เวลาทำงานไม่เหมือนที่คิด เลยต้องทำหนังสือถึงส่วนกลางให้ปรับย้ายเพื่อให้คนอื่นทำหน้าที่แทน คิดจะส่งตัวออกไปนานแล้ว คิดแล้วคิดอีก แล้วมาทำหนังสือเมื่อวันที่ 30ก.ย.
ซัดขาดภาวะผู้นำ-เอาแต่คอนเทนต์
เมื่อถามว่า มีหลักฐานไหมว่านายอำเภอปฏิบัติตัวไม่เหมาะสม นายวีระพันธ์ กล่าวว่า กรมการปกครองคงลงพื้นที่สืบหาข้อเท็จจริง ในการบริหารฐานะผู้บังคับบัญชา มีหน้าที่บริหารระบบคน ติดขัดอะไรก็แก้ตรงนั้น ปัญหา คือนายอำเภอขาดภาวะผู้นำ ขาดการประสานงานกับเพื่อนร่วมงาน เขาอยู่มา 4 ปี อยู่นานเกินไปแล้ว น่าจะทำงานได้ดีกว่าเดิม อันดับแรก ต้องฟังผู้บังคับบัญชาระดับจังหวัด จังหวัดส่งคน เครื่องยนต์ ลาม้าช้าง คน ก็ไล่กลับ บอกว่าไม่ได้ร้องขอ เรื่อง 2 ปฏิเสธความช่วยเหลือจากเอกชน 3.วาจา พูดจาไม่ดี เชื่อมั่นตัวเองสูง มีคนโทร.มาฟ้องไม่เว้นแต่ละวัน จนอดทนไม่ไหว ขอความกรุณาส่วนกลางให้เอากลับ
“คนเขาไม่เห็นตัวจริง ตัวจริงเขานี่ถึงบางอ้อ เอกชนไปช่วยก็ไม่ช่วย มัวแต่สาละวนแจกของ ถามเป็นหน้าที่นายอำเภอที่ไหน ต้องอยู่ประจำศูนย์บัญชาการ สั่งงาน รับฟังผู้บังคับบัญชา เรื่่องงบประมาณ ก็ให้เต็มแม็ก อำเภอบ้านสร้างนี่ได้ 3 ล้าน ได้เต็ม แต่การช่วยเหลือเป็นไปอย่างทุลักทุเล ไม่ได้เตรียมการ มัวแต่คอนเทนต์ อยากให้ทำงานด้วยมือและสมองดีกว่า เราเป็นนักปกครอง ต้องทำตรงนี้ให้เต็มที่”นายวีระพันธ์ กล่าว
เหน็บ‘อดีตปลัดเก่ง’ประเภทเดียวกัน
นายวีระพันธ์ กล่าวว่า อยากเตือนน้องด้วย ยิ่งดิ้นยิ่งแน่น ให้อยู่ในที่ที่ควรอยู่ แล้วความจริงจะปรากฎ ตนเคยเตือนเขา เป็นคนบ้านเดียวกันที่นครฯ ก็เมตตาเขา เตือนอย่าใช้อารมณ์ กับผู้ใต้บังคับบัญชา ก็ต้องใช้ภาษาดอกไม้ ไม่งั้นเขาก็ไม่อยากทำงานให้ จะบอกเป็นคนใต้ ต้องก้าวร้าว ไม่ใช่แบบนั้น จะบอกว่าเป็นคนดีคนเก่ง ก็คงไม่ใช่ ผู้นำท้องถิ่น เอือมระอา กับพฤติกรรม ก็ต้องทำหนังสือให้ออก ถ้าอยู่ต่อชาวบ้านก็ลำบาก
เมื่อถามถึงนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อดีตปลัดมหาดไทย นายวีระพันธ์ กล่าวว่า ประเภทเดียวกัน เขาก็เคืองว่าก่อนเกษียณจะโดนสอบ แต่ผู้บังคับบัญชา ยุคนั้นเขาให้อภัย เรื่องไปปกป้องเพื่อนเขา อดีตผู้ว่าฯจังหวัดหนึ่ง มันหมดยุคแล้ว คนเราถ้าของจริงมันไม่ต้องมีการละคร เรื่องการละครเป็นเรื่องของนักแสดง
หมอเอกสวนปลัดเก่งกล้าสอนนายกฯ
นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กรณีโยกย้ายนายเสฏฐวุฒิ ออกจากพื้นที่ว่า ในภาพที่ประชาชนเห็นหรือสื่อมวลชนได้รับอาจจะไม่ครบทุกด้าน เพราะฉะนั้น ในส่วนของการประสานงาน ทำให้ประชาชนได้รับความปลอดภัยและช่วยเหลือเยียวยาฟื้นฟู ก็ต้องได้รับความร่วมมือที่ไม่ใช่เฉพาะนายอำเภอ แต่ต้องทุกภาคส่วนที่ลงไป จะเห็นได้จากการลงพื้นที่ของรัฐมนตรี หลายคนลงไปในพื้นที่ และหลายงานหลายภาคส่วนลงไปช่วยเหลือประชาชน ซึ่งเมื่อมีคำสั่งย้ายข้าราชการเข้ามาช่วยราชการก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งยอมรับได้ แต่เสียงวิจารณ์หนึ่งของผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งเป็นถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย และเป็นผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งบริหาราชการร่วมกับ รมว.มหาดไทย ตนมองว่า เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ที่ดูเหมือนตำหนิคำพูดของนายอนุทิน ในที่ประชุม ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ แต่ นายกฯไม่ได้ตำหนิในเรื่องตัวบุคคล นายกฯไม่ได้ถามว่าท่านจบที่สถาบันไหน แต่นายกฯเสียใจที่มีเหตุการณ์แบบนี้ หรือมีข้าราชการที่มีพฤติกรรมที่มีข้อมูล เห็นข้อเท็จจริง และข้อมูลที่เห็นตรงกันว่าน่าจะต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง
เปิดคลิปเก่าด่าเปิง ขรก.กลางซูม
จากนั้นนายเอกภพ ได้หยิบโทรศัพท์มือถือมาเปิดคลิปวิดีโอ ซึ่งเป็นเป็นคลิปวิดีโอเก่าที่นายสุทธิพงษ์ สมัยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวตำหนิข้าราชการอย่างรุนแรง ทั้งถามถึงสถาบันศึกษาที่จบการศึกษามาและใช้ถ้อยคำรุนแรง ในการประชุมซูมกับข้าราชการหลายจังหวัดเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.2565 ให้สื่อมวลชนฟัง โดยนายเอกภพ กล่าวว่า นายกฯไม่ได้ด่าใคร และในที่ประชุม บกปภ.ช.ก็ไม่ได้มีการไลฟ์ออกไป และสิ่งที่นายกฯพูดในที่ประชุมไม่ได้มีคำไม่สุภาพ หรือด่าใคร แต่สิ่งที่พูดนั้นเกิดมาจากความเป็นห่วงประชาชนว่าจะไม่ได้รับการดูแล คนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ได้ หรือคนที่รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ร้องเรียนหรือวิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่คนที่เคยใช้คำพูดกับข้าราชการในลักษณะดูถูกเหยียดหยาม ใช้คำพูดไม่ดีจะมาสั่งสอนนายกฯ ตนคิดว่ายอมรับไม่ได้เช่นเดียวกันได้
นายกฯบัญชาการจากสิงคโปร์
เมื่อเวลา 08.40น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ซึ่งปฏิบัติภารกิจอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ วิดีโอคอนเฟอเรนซ์เข้าร่วมประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมการประชุมผ่านระบบทางไกล
นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นการประชุมต่อเนื่องเป็นวันที่ 9 เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำฝน ทราบมาว่าตอนบนของประเทศมีแนวโน้มลดลง และกรมอุตุนิยมวิทยายังเตือนว่าช่วงวันที่ 9-13 ต.ค. ทางภาคตะวันออก ภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล รวมถึงภาคใต้อาจจะมีฝนเพิ่ม และฝนตกหนักถึงหนักมากในบางแห่ง วันนี้จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ต้องร่วมกันเร่งวางแผนการระบายน้ำ เพื่อเตรียมพื้นที่รับน้ำ และแจ้งเตือนซักซ้อมความเข้าใจของประชาชนก่อนที่ฝนระลอกใหม่จะมาถึง
สั่งผสานข้อมูลเพิ่มความแม่นยำสูงสุด
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า จะเห็นว่าเพจของกรมอุตุฯ ได้แจ้งเตือนด้วยภาพที่ไฮไลท์จุดที่เกิดฝน ให้มีความเข้าใจเป็นอย่างดี ถือเป็นการให้ข้อมูลกับประชาชนอย่างทั่วถึงและเข้าใจง่ายขึ้น รวมเรื่อง ข้อมูลของนายเสรี ศุภราทิตย์ ผอ.ศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ ม.รังสิต โดยขอให้ปรับรูปแบบในการทำความเข้าใจให้กับประชาชนเป็นวงกว้าง เพราะ Now Class หรือ การพยากรณ์อากาศระยะสั้นของนายเสรี ที่เปรียบเสมือนส่วนขยายของกรมอุตุฯ เพื่อกระชับช่วงเวลาเข้ามา 6 หรือ 12 ชั่วโมงจากความแม่นยำและความใกล้เคียงจะมีมากขึ้น ดังนั้นขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่าน ได้นำทั้งสองการพยากรณ์นี้ ทั้งของกรมอุตุฯ และ Now Class มาประเมินร่วมกัน เพื่อให้การพยากรณ์นั้นมีความแม่นยำมากขึ้น หากพื้นที่ใดมีการประเมินว่าจุดไหนน้ำจะท่วมสูง ขอให้มีการอพยพคนล่วงหน้าโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง
ส่วนของลุ่มน้ำบางปะกง พื้นที่ปราจีนบุรี จ.ฉะเชิงเทรา ทราบว่ามีการสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำบริเวณปากแม่น้ำบางปะกง เพื่อเร่งระบายน้ำโดยด่วน และในพื้นที่ภาคใต้ที่เตรียมความพร้อมแล้ว ขอใช้ช่วงเวลานี้ซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ และทำความเข้าใจกับแผนการต่างๆ รวมถึงเตรียมทรัพยากรและบุคลากรให้มีความพร้อมอย่างเต็มที่ด้วย หากประสบปัญหาติดขัดในด้านใด ต้องการรับการสนับสนุนเพิ่มเติม ขอให้แจ้งต่อที่ประชุมเพื่อให้สนับสนุนการปฏิบัติการได้อย่างทันท่วงที
กำชับ 8 ข้อสั่งการรับมือฝนตกหนัก
ช่วงท้ายของการประชุม นายอนุทิน มีข้อสั่งการว่า ให้ทุกหน่วยงานและทุกจังหวัด ดำเนินการ 8 ประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1.ด้านสาธารณสุข กำชับกระทรวงสาธารณสุขให้เตรียมการดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างเต็มที่ เพื่อรับมือกับปัญหาสุขภาพและการติดเชื้อที่มักเกิดขึ้นในช่วงน้ำลด 2.การจัดการซากสัตว์ ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการกำจัดซากสัตว์ให้ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาลและหลักวิชาการ 3.การควบคุมโรคระบาดและสิ่งแวดล้อม กำหนดแนวทางเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและไม่ให้เกิดความเดือดร้อนเพิ่มเติม 4.การรับมือฝนตกหนักเฉียบพลัน ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดติดตามประเมินสถานการณ์ฝนตกหนักใน 3-6 ชั่วโมงข้างหน้าอย่างใกล้ชิด และกำชับชุดปฏิบัติการให้พร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชนทันที
5.การจัดการสิ่งกีดขวางทางน้ำ เร่งรัดสำรวจและแก้ไขปัญหาหรือสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อให้ระบบสามารถระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ 6.การเตรียมรับมือในพื้นที่ภาคใต้ ให้แต่ละจังหวัดประเมินพื้นที่เสี่ยง ปรับปรุงระบบระบายน้ำ เตรียมทรัพยากร และบูรณาการความร่วมมือระหว่างพื้นที่เพื่อไม่ให้การทำงานซ้ำซ้อน 7.การอพยพและจัดตั้งศูนย์เตรียมความพร้อม เตรียมแผนอพยพ แจ้งเตือนประชาชน รายงานผลต่อส่วนกลาง และจัดตั้งศูนย์เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ภัยพิบัติเพื่อให้การทำงานมีเอกภาพ และ 8.การเร่งรัดจ่ายเงินเยียวยา ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดและ กทม.ต้องจัดตั้งทีมเฉพาะกิจเร่งสำรวจครัวเรือน และทยอยส่งรายชื่อผู้ประสบภัยให้ ปภ. เพื่อโอนเงินเยียวยาทันทีโดยไม่ต้องรอให้น้ำลดทั้งหมด
ปภ.สรุปจมบาดาล21จังหวัด
นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ระยะนี้ ประกอบกับการระบายน้ำที่ไหลมาจากภาคเหนือ มาสมทบกับมวลน้ำในภาคกลาง ทำให้ปัจจุบันมีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 21จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อ่างทอง สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ปทุมธานี นครปฐม ราชบุรี สมุทรสงคราม เพชรบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง รวม 110 อำเภอ 927 ตำบล 6,928 หมู่บ้าน และกรุงเทพฯ 1,144,019 ครัวเรือน 3,134,415 คน
กทม.-ปริมณฑล โดนเต็มๆ2วันรวด
กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศ เรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย (มีผลกระทบในช่วงวันที่ 9-13 ตุลาคม 2569) ฉบับที่ 3 (249/2569) ระบุว่า ในช่วงวันที่ 9-13 ต.ค. บริเวณประเทศไทยจะมีสภาพอากาศแปรปรวน โดยมีลักษณะของฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ซึ่งจะมีผลกระทบตามภาคต่าง ๆ ตามช่วงเวลาดังนี้ ในวันที่ 9 ต.ค. : บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ในวันที่ 10 ต.ค. : บริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ ในวันที่ 11 ต.ค. : ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในวันที่ 12 ต.ค. ภาคใต้ ในวันที่ 13 ต.ค.
ชัชชาติลงพื้นที่หมู่บ้านฟลอร่าวิลล์
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมหมู่บ้านฟลอร่าวิลล์ ซอยสุวินทวงศ์ 38 เขตหนองจอก ซึ่งเป็นพื้นที่คาบเกี่ยวติดต่อกับเขตมีนบุรี โดยพบว่าปริมาณน้ำยังคงท่วมขังขยายวงกว้าง ซึ่งหมู่บ้านดังกล่าวเป็นโครงการขนาดใหญ่มีเนื้อที่กว่า 2,000 ไร่ มีผู้อยู่อาศัยประมาณ 7,300 คน แบ่งพื้นที่ออกเป็น 24 โซน มีเส้นทางเข้าออกหลักทางถนนสุวินทวงศ์ และเส้นทางเลี่ยงออกซอยฉลองกรุง 61 ซึ่งมีระดับน้ำท่วมขังสูงในลักษณะใกล้เคียงกัน ปัจจุบันระดับน้ำบนถนนภายในหมู่บ้านท่วมขังอยู่ที่ประมาณ 50 ถึง 70 ซม. โดยระดับน้ำขยับลดลง 10 ซม. และเพิ่มขึ้นตามปริมาณฝน
สำหรับภาพรวมในพื้นที่เขตหนองจอก ยังคงเหลือหมู่บ้านที่ประสบปัญหาน้ำท่วมขัง 10 แห่ง ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ตามแนวทุ่งและริมคลอง ไม่สามารถสูบออกจากพื้นที่ได้โดยตรง ทั้งนี้ ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากน้ำล้อมรอบหมู่บ้านเกิน 7 วัน หรือมีน้ำเข้าบ้าน สามารถลงทะเบียนเพื่อขอรับเงินเยียวยาได้
เร่งคืนพื้นที่เคหะร่มเกล้า
นายเกรียงไกร ศิวะศิริยางกูร ผอ.ส่วนปฏิบัติการจัดการคุณภาพน้ำ สำนักงานจัดการคุณภาพน้ำ สำนักการระบายน้ำ แถลงข่าวศูนย์ข้อมูลข่าวสาร ร่วมสถานการณ์อุทกภัย (JICC) ว่า สถานการณ์น้ำในถนนสายหลักของกรุงเทพฯ ไม่มีน้ำท่วมสูงแล้ว ที่ถนนหลวงแพ่งและถนนฉลองกรุง แต่ยังมีน้ำท่วมขังอยู่ใน 80 ชุมชน ใน 9 เขต ซึ่งมีแผนจะระบายออกให้เร็วที่สุด ผ่านคลองสาขาไปสู่คลองหลัก ส่วนชุมชนในพื้นที่ลุ่มต่ำจะทำคันกั้นปิดล้อมและสูบน้ำลงคลองโดยตรง คาดว่าภายใน สัปดาห์หน้าน้ำฝั่งตะวันออกจะคลี่คลายได้ ส่วนปฏิบัติการกู้คืนพื้นที่เคหะร่มเกล้า เขตลาดกระบัง ได้เร่งทำความสะอาดพื้นที่ทั้งหมด คาดว่าใช้เวลา 4-5 วันในการคืนพื้นที่
ชุมชนวัดบ้านเลนสระกระจับอ่วม
ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมใน จ.พระนครศรีอยุธยา หลังกรมชลประทานปรับลดการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเหลือ 2,350 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่ยังคงส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน ทำให้น้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนเป็นวงกว้าง โดยมีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 16 อำเภอ 205 ตำบล 1,361 หมู่บ้าน 68 ชุมชน รวม 61,365 ครัวเรือน และมีผู้เสียชีวิต 1 ราย ในพื้นที่ อ.เสนา จากการสำรวจชุมชนวัดบ้านเลนสระกระจับ หมู่ 9 ต.บ้านโพ อ.บางปะอิน ซึ่งเป็นชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีบ้านเรือนประชาชนกว่า 100 หลังคาเรือน พบว่าน้ำยังคงท่วมถนนภายในชุมชนในระดับสูง รถยนต์ไม่สามารถสัญจรเข้าออกได้ ต้องใช้เรือเป็นพาหนะ ขณะที่ชาวบ้านบางรายอยู่ที่ศาลามาประมาณ 2 สัปดาห์แล้ว
นครหาดใหญ่แจกกระสอบ-ทราย
ที่บริเวณหลัง สนามกีฬาจิระนคร เทศบาลนครหาดใหญ่ ถนนนิพัทธ์สงเคราะห์ 2 อ.หาดใหญ่ มี ประชาชนในเขต เทศบาลนครหาดใหญ่ ทยอยเดินทางนำครอบครัว และญาติพี่น้อง พร้อมยานพาหนะ เข้ามาตักทราย และบรรจุลงกระสอบ อย่างต่อเนื่อง การเปิดจุดบริการกระสอบทรายดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจาก เทศบาลนครหาดใหญ่ ได้เร่งนำกองทรายและกระสอบมาตั้งจุดบริการประชาชนมา ตั้งแต่ วันที่ 6 ต.ค. 69 เพื่อให้ชาวบ้านเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัย และน้ำท่วมขังช่วงฤดูฝน โดยกำหนดเงื่อนไขให้ประชาชนสามารถนำทรายและกระสอบกลับไปใช้งานได้บ้านละไม่เกิน 20 กระสอบ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

