บทบรรณาธิการ : 10 ตุลาคม 2569

บันเทิงธิปไตย กับเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ
การเมืองในระบอบประชาธิปไตยมีหน้าที่สำคัญในการตรวจสอบผู้ใช้อำนาจรัฐ แต่หากการเมืองถูกขับเคลื่อนด้วยกระแส ความนิยม วาทกรรม และการสร้างความสนใจให้ผู้คนติดตามมากกว่าการนำเสนอสาระที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ในที่สุดการเมืองก็อาจกลายเป็นเพียงความบันเทิงรูปแบบหนึ่ง ดังที่ ปิยบุตร
แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ใช้คำว่า“บันเทิงธิปไตย” วิพากษ์ลักษณะการเมืองที่ความบันเทิงเข้ามาครอบงำเนื้อหาสาระและอุดมการณ์
ข้อสังเกตดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับการที่พรรคประชาชนในฐานะพรรคแกนนำฝ่ายค้านนำพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีรวม 18 คน เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 นับเป็นจำนวนมากที่สุดนับตั้งแต่ใช้รัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นต้นมา โดยฝ่ายค้านประกาศมุ่งตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาลและประเด็นที่เห็นว่ากระทบต่อระบอบประชาธิปไตย
การยื่นชื่อรัฐมนตรีจำนวนมากอาจสร้างความสนใจและทำให้การอภิปรายครั้งนี้ได้รับการจับตามองเป็นพิเศษ แต่คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าฝ่ายค้านสามารถรวบรวมรายชื่อรัฐมนตรีได้กี่คน หากอยู่ที่ว่า เมื่อถึงวันอภิปราย ฝ่ายค้านจะสามารถนำเสนอข้อกล่าวหาที่มีน้ำหนักเพียงใด และทำให้ประชาชนเห็นข้อเท็จจริงที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนได้หรือไม่
ในทางการเมือง การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นกลไกตรวจสอบฝ่ายบริหารที่สำคัญ ทว่าในทางปฏิบัติ การทำให้รัฐมนตรีจำนวนมากต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยผลของการลงมติย่อมเป็นเรื่องที่มีข้อจำกัด โดยเฉพาะเมื่อผลการลงมติขึ้นอยู่กับเสียงสนับสนุนในสภา ดังนั้น การประเมินความสำเร็จของฝ่ายค้านจึงไม่ควรยึดเฉพาะผลแพ้ชนะในสภา แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าการอภิปรายสามารถเปิดเผยข้อเท็จจริง ทำให้รัฐบาลต้องตอบคำถาม และสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนได้มากน้อยเพียงใด
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือ หากการอภิปรายครั้งนี้เน้นการตั้งฉายา สร้างวาทกรรม ใช้ถ้อยคำรุนแรง หรือมุ่งสร้างคลิปสั้นให้เป็นกระแสบนสื่อสังคมออนไลน์มากกว่าการพิสูจน์ข้อกล่าวหา เวทีที่ควรเป็นพื้นที่ตรวจสอบอำนาจรัฐก็อาจกลายเป็นเวทีแข่งขันด้านการแสดงออกทางการเมืองแทน
ฝ่ายค้านย่อมมีสิทธิ์ใช้ถ้อยคำที่หนักแน่นเพื่อสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจปัญหา แต่ถ้อยคำที่เฉียบคมไม่อาจใช้ทดแทนหลักฐานได้ เช่นเดียวกับข้อกล่าวหาที่รุนแรงเพียงใด หากไม่มีข้อมูลสนับสนุนอย่างเพียงพอก็ยากที่จะทำให้สังคมเชื่อถือ และไม่อาจสร้างความรับผิดชอบทางการเมืองได้อย่างที่ควรจะเป็น
สิ่งที่พรรคฝ่ายค้านต้องแสดงให้เห็นในการอภิปรายครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงความสามารถในการกล่าวหารัฐมนตรีถึง 18 คน แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าแต่ละข้อกล่าวหามีข้อเท็จจริงรองรับ มีเอกสารหรือพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง และสามารถเชื่อมโยงไปถึงการกระทำหรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกกล่าวหาได้อย่างชัดเจน หากเป็นเรื่องการทุจริต ต้องแสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์และหลักฐาน หากเป็นเรื่องการบริหารราชการที่ผิดพลาด ก็ต้องอธิบายให้ได้ว่าผิดพลาดอย่างไร เกิดผลเสียหายต่อประชาชนอย่างไร และใครต้องรับผิดชอบ
ขณะเดียวกัน รัฐบาลและรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายก็ต้องตอบคำถามด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่เพียงปฏิเสธข้อกล่าวหา หรือโต้กลับฝ่ายค้านด้วยวาทกรรมทางการเมือง เพราะการตรวจสอบในสภาจะมีความหมายก็ต่อเมื่อทั้งผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหาต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ตรวจสอบได้
ท้ายที่สุด การอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ใช่การแสดงที่มีเป้าหมายเพียงเรียกเสียงปรบมือหรือสร้างกระแสให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นกระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจที่ประชาชนมีสิทธิ์คาดหวังคำตอบอย่างตรงไปตรงมา
คำเตือนเรื่อง “บันเทิงธิปไตย” จึงเป็นโจทย์ที่ทุกฝ่ายในสนามการเมืองควรนำมาพิจารณา ไม่ใช่เฉพาะพรรคประชาชนหรือฝ่ายค้านเท่านั้น เพราะหากการเมืองให้ความสำคัญกับความนิยมมากกว่าหลักการ และให้ความสำคัญกับวาทกรรมมากกว่าข้อเท็จจริง ประชาชนอาจได้ชมการแสดงทางการเมืองที่สนุกสนาน แต่กลับไม่ได้รับคำตอบในเรื่องที่กระทบต่อชีวิตและผลประโยชน์ของตนเอง
การอภิปรายครั้งนี้จะมีคุณค่ามากน้อยเพียงใดจึงไม่ได้วัดจากจำนวนรัฐมนตรีที่ถูกยื่นชื่อ หรือจำนวนถ้อยคำที่กลายเป็นกระแส หากวัดจากหลักฐานที่เปิดเผยความจริงที่ปรากฏ และคำตอบที่ทำให้ผู้มีอำนาจต้องรับผิดชอบต่อประชาชนอย่างแท้จริง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

