หมดเวลาผู้ว่าจอมสร้างภาพ! 'อัจฉราวดี' อัดยับบริหาร กทม. ล้มเหลว จี้ริบอำนาจน้ำท่วมคืนส่วนกลาง
10 ตุลาคม 2569 เวลา 15:09 น.

10 ตุลาคม 2569 อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล ได้แสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะอย่างดุเดือดต่อการบริหารจัดการภัยพิบัติน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาระดับวาระแห่งชาติถึงนายกรัฐมนตรี ระบุว่า
" ผู้ว่าฯชัชชาติเหมือนคอสเมติคปลอมที่มีแพ๊คเกจจิ้งสวยหรู แต่ใช้แล้วหน้าพัง การที่นายกอนุทินขานรับให้กรมโยธาเข้าศึกษาเรื่องแก้มลิง เป็นเรื่องดีแต่ไม่เพียงพอ การรับมือภัยพิบัติกรุงเทพ ต้องยกระบบการบริหารจัดการน้ำและการรับมือกับภัยพิบัติน้ำท่วม ขึ้นมาเป็นหน่วยงานพิเศษที่สามารถโยงเข้ากับทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
หากผู้ว่าฯชัชชาติไม่มีจิตสำนึกลาออกก็ควรปลดออก ขอเสนอให้รัฐออกพรบ. ให้อำนาจพิเศษรัฐตั้งหน่วยงานรับมือกับภัยพิบัติน้ำท่วมของกรุงเทพและปริมณฑลที่เดิมถูกฉีกออกไปให้ขึ้นอยู่กับผู้ว่ากทม. มาอยู่ในอำนาจส่วนกลาง เพราะสภาวะอากาศและภูมิศาสตร์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ฝนและพายุจะมีความรุนแรงกว่าเดิมมากการเกิดฝนตก 9 วันเต็มในอนาคตไม่ใช่เรื่องเกินจริง
เพราะเมื่อโลกร้อนขึ้น ทะเลอุณหภูมิสูงขึ้น กลายเป็นคลื่นความร้อนสถิตในอากาศถึงเวลาฝนตกจึงกลายเป็นฝนแช่ แล้วยังมาเจอน้ำแข็งละลายที่หนุนให้น้ำทะลสูงขึ้น กรุงเทพที่เป็นที่ราบลุ่มมีโอกาสจมทะเลเหมือนที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเตือนว่า “กรุงเทพจะจมทะเล”
ธรรมชาติส่งสัญญาณเตือนเราหลายครั้งแล้ว การเพิกเฉยไม่ต่างอะไรกับการยอมตาย หากอยากตายคนเดียวก็ไม่ว่าแต่อย่าให้ประชาชนมาตายด้วย ความรุนแรงที่จะทวีขึ้นทำให้แผนการรับมือน้ำท่วมที่ออกแบบไว้ 15 ปีที่แล้วก็ยังล้าหลังด้วยซ้ำ
เราไม่สามารถปล่อยให้การรับมือภัยพิบัติอยู่ในมือนักสร้างภาพ ที่แวดล้อมด้วยคณะทำงานที่ไร้วิสัยทัศน์และขาดความรู้ได้อีก
ที่ผ่านมานักการเมืองทุกสมัย ไม่มีความจริงใจต่อชาติบ้านเมือง ต่างจากในหลวงร.9 ที่ทรงมีพระอุตสาห์ในการคุ้มภัยให้พสกนิกร ทรงวางแผนรับมือภัยน้ำท่วมด้วยการวิเคราะห์ผังเมืองและภูมิศาสตร์ของกรุงเทพ ทรงมองภาพรวมทั้งระบบรวมถึงแก้มลิง แต่นักการเมืองไม่สนองพระราชดำริเห็นแต่ประโยชน์ พื้นที่ใดที่เป็นบึงรับน้ำก็เอาไปถม แม้แต่หนองงูเห่าที่เคยถูกวางไว้ให้เป็นที่บึงรับน้ำขนาดมหึมาก็ถูกแปรเป็นสนามบินสุวรรณภูมิ จนพื้นที่รับน้ำหายแล้วยังขวางทางระบายน้ำอีกด้วย สมัยก่อนภาวะโลกร้อนยังไม่รุนแรงเท่านี้เสียงคัดค้านจึงมีพลังไม่เพียงพอ
ถึงจุดนี้ ชะตาของเมืองหลวงกำลังถูกกำหนดด้วยแผนรับมือกับน้ำท่วมระดับภัยพิบัติ
ขอนายกรัฐมนตรีอย่าได้ดูเบา หากผู้ว่าฯชัชชาติมีความจริงใจและปฏิบัติตามพระราชดำริ แม้จะมีน้ำท่วมเกิดขึ้นก็จะไม่ขังนานเป็นน้ำเน่า ความจริงใจและวิสัยทัศน์ของผู้ว่าฯชัชชาติ วัดได้ด้วยผลงานและกระดาษแผ่นเดียวคือ ผังเมืองฉบับ 2569 ที่แปลงพื้นที่บึงรับน้ำให้กลายเป็นที่อยู่อาศัยเพื่อการจัดสรร
การรับมือภัยพิบัติน้ำท่วมต้องเป็นวาระแห่งชาติ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถและมีความห่วงใยประเทศเข้ามาเป็นองคาพยพ จริงๆแล้วประเทศมีผู้ที่มีความรู้ไม่น้อย แต่ไม่สามารถฝ่าแนวต้านการตลาดทางการเมืองให้มีโอกาสเข้ามาช่วยขับเคลื่อนประเทศได้ ผลจากการลุ่มหลงภาพสวยและเชื่อกระแสปั่น สุดท้ายประชาชนต้องระทมทุกข์ รัฐต้องเสียงบประมาณมหาศาลในการซ่อมแซมและฟื้นฟู
หากรักษาเมืองหลวงไว้ไม่ได้ก็รักษาชาติไว้ไม่ได้ การต่อสู้กับศัตรูที่มองเห็นได้ ทำได้ง่ายกว่าการต่อสู้กับภัยพิบัติที่ไม่อาจคะเนพลังอำนาจได้
อาจารย์ขอเสนอให้เชิญอดีตผู้ว่าอัศวิน ขวัญเมือง ผู้มุ่งมั่นทำกรุงเทพให้น่าอยู่และสนองพระราชดำรัสโครงการแก้มลิง มาเป็นหนึ่งในคณะทำงาน ตามด้วย
ศจ.ดร. สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือดร.เอ้ ที่มีความรู้เรื่องการจัดการน้ำและมีความห่วงใยในปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพเสมอมา ดร.เอ้ เป็นศาสตราจารย์ ทางด้านการก่อสร้างใต้ดินและอุโมงค์ คนแรกของประเทศไทย เมื่ออายุเพียง 37 ปี ได้รับการประกาศเกียรติคุณ ไอเซนฮาวร์ เฟลโลว์ชิพ ประจำปี 2012 (Eisenhower Fellowships) ในฐานะผู้นำยุคใหม่ด้านวิศวกรรมเทคโนโลยี จากมูลนิธิประธานาธิบดี ดไวท์ ไอเซนฮาวร์ จากสหรัฐ จากการที่ได้อุทิศตนในการวิจัยองค์ความรู้และพัฒนาวิชาการเทคโนโลยีก่อสร้างใต้ดินและอุโมงค์ เพื่อยกระดับระบบสาธารณูปโภค การบริหารจัดการน้ำ และคมนาคมโลจิสติกส์ของไทยที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน
และม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี จากวิศวกรผู้ทำงานในอุตสาหกรรมพลังงาน สู่บทบาทนักวิชาการด้านพลังงาน ผู้บริหารองค์กรขนาดใหญ่ หม่อมกร ตัดสินใจลงสนามชิงเก้าอี้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในนามอิสระ ภายใต้แคมเปญ "SAVE BKK - BKK SAFE" (สร้างกรุงเทพฯ ที่ปลอดภัย)
ข้อเสนอที่น่าสนใจตอนสมัครผู้ว่าปฏิวัติขยะสร้างสวัสดิการ (Waste to Wealth) ด้วยแผนรื้อระบบฝังกลบแบบเดิมที่ผลาญงบปีละหลายพันล้าน แล้วเปลี่ยนขยะให้เป็นกำไรจากการผลิตพลังงานสะอาดและคาร์บอนเครดิต เพื่อนำเงินเหล่านั้น กลับมาเป็นสวัสดิการดูแลคุณภาพชีวิตคนกรุง
การตลาดและโซเชียลทำให้บุคคลที่ควรจะได้รับใช้ชาติ ถูกผลักไปอยู่ด้านหลัง โดยไม่มีโอกาสมาช่วยแก้วิกฤตน้ำท่วม เราปล่อยให้กระเบื้องเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าน้อยจมด้านล่างมานานแล้ว
ถึงเวลาที่น้ำเต้าคือผู้มีความรู้ความสามารถจะได้รับโอกาสเข้ามาทำงานเพื่อปกป้องภัยให้ชาติ นี่ไม่ใช่คอนเท้นท์ นี่คือสาสน์ถึงนายกรัฐมนตรี ที่เขียนขึ้นด้วยความห่วงใยชาติเหลือเกิน อย่าได้มีใครคิดเชิญอาจารย์ไปเป็นที่ปรึกษา ดั่งที่มีคนคอยแซะว่าขยันเขียนคงอยากได้รับเชิญ อาจารย์คอยดูแลคุ้มครองชาติตามกำลังแบบนี้ดีแล้ว อีกทั้งไม่มีความรู้ทางวิศวกรรมใด แต่พอมีความรู้ว่า ใครของจริงและใครของปลอม หากนายกฯไม่ลงมารักษาเมืองหลวง
สัญญาได้เลยว่า พื้นที่กรุงเทพส่วนใหญ่ จมน้ำแน่นอน
อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล
10 ตุลาคม 2569
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

