เรื่องนี้มีประวัติ : "หมอเจ้าฟ้า" สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช นเรศวรมหาราชาธิบดินทร์ จุฬาลงกรณทราชาวรางกูร สมบูรณ์เบญจพรศิริสวัสดิ์ ขัติยวโรภโตสุชาติ คุณสังกาศเกียรติประกฤษฐ์ ลักษณวิจิตรพิสิฏฐ์บุรุษ ชนุดมรัตรพัฒนศักดิ์ อัครราชวรกุมาร กรมขุนสงขลานครินทร์ ทรงศักดินา 40,000 ไร่ แต่คนไทยจำนวนมากขานพระนามพระองค์ท่านว่า สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 69 ในพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 7 ในสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ประสูติเมื่อวันศุกร์ ที่ 1 มกราคม 2434 ในพระบรมมหาราชวัง

ครั้นวันที่ 20 สิงหาคม 2447 ทรงผนวชเป็นสามเณร ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นพระราชอุปธยาจารย์ ประทับ ณ พระตำหนักทรงพรต วัดบวรนิเวศวิหารฯ ทรงลาผนวช วันที่ 13 ธันวาคม 2447 แล้วในปีเดียวกันเสด็จไปทรงศึกษาต่อที่โรงเรียนแฮร์โรว์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ จนถึงปี 2450 ทรงย้ายไปศึกษาต่อวิชาทหารบก ที่โรงเรียนนายร้อยชั้นต้น เมืองพ็อทซ์ดัม ประเทศเยอรมนี และโรงเรียนนายร้อยชั้นสูงทหารบกที่โกรส-ลิชเทอร์เฟ็ลเดอ เมืองเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี พระองค์ทรงสำเร็จการศึกษาวิชาการทหารบก และทรงสอบได้เป็นเฟนริช คือ นักเรียนที่ทำคะแนนได้ดีมาก โดยพระองค์ทรงเขียนเรียงความได้อย่างดีจนไม่ต้องทรงสอบปากเปล่า ในการสอบครั้งนั้น มีนักเรียนเข้าสอบรวม 400 คน มีผู้ทำคะแนนได้เท่าพระองค์เพียงคนเดียว ซึ่งนับว่าพระองค์ทรงเป็นคนไทยคนแรกที่ทรงสอบไล่ได้คะแนนสูงสุด หลังจากนั้น พระองค์ทรงเปลี่ยนไปศึกษาวิชาทหารเรือ เนื่องจากกองทัพสยามในสมัยนั้น ยังขาดแคลนนายทหารเรือที่มีความรู้ความสามารถ พระองค์ทรงศึกษาวิชาทหารเรือ ณ โรงเรียนนายเรือเฟล็นส์บวร์ค-เมือร์วีค ทรงเป็นนักเรียนนายเรือเยอรมันรุ่น 2455 (CREW 1912) ทรงสำเร็จการศึกษาด้วยผลการศึกษาขั้นดีเยี่ยม ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิ

ในปี 2457 เสด็จกลับเมืองไทย ได้รับพระราชทานยศเป็นนายเรือโท ต่อมาปี 2458 ทรงรับราชการในตำแหน่งสำรองราชการ กรมเสนาธิการทหารเรือ แล้วทรงย้ายไปประจำกองอาจารย์นายเรือ แผนกแต่งตำรา กรมยุทธศึกษาทหาเรือ

ครั้นเมื่อปี 2459 ทรงลาออกจากราชการทหารเรือ แล้วเสด็จไปทรงศึกษาวิชาสาธารณสุขที่ School for Health Officer มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา หลังจากทรงสำเร็จการศึกษาแพทยศาสตร์ ชั้นปรีคลินิกแล้ว ทรงหยุดการศึกษาด้านแพทย์ไว้ชั่วคราว แต่ทรงลงทะเบียนศึกษาในโรงเรียนสาธารณสุข ที่จัดตั้งขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กับสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ เมื่อปี 2462 ระหว่างที่ทรงศึกษานั้น พระองค์พระราชนิพนธ์รายงานการศึกษาเรื่อง A sanitary survey of the city of Gloucester, Massachusetts 1921 เมื่อทรงสำเร็จการศึกษา ทรงได้รับประกาศนียบัตรสาธารณสุขในปี 2464 โดยขณะที่ทรงศึกษาในมหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด พระองค์ใช้พระนามว่า มิสเตอร์มหิดล สงขลา

ระหว่างที่ทรงศึกษาวิชาสาธารณสุข ชั้นปีที่ 3 พระองค์ได้เสด็จกลับมาทรงร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แล้วในวันที่ 10 ตุลาคม 2463 จึงทรงอภิเษกสมรสกับนางสาวสังวาลย์ ตะละภัฏ (ต่อมาคือสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี)

ต่อมาในปี 2469 เสด็จไปทรงศึกษาวิชาแพทย์ต่อ ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐฯ จนทรงสำเร็จการศึกษาได้ปริญญาแพทยศาสตร์ เกียรตินิยมระดับ Cum Laude เมื่อปี 2471 หลังจากนั้น พระองค์เสด็จนิวัตสยาม เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2471 แล้วทรงไปปฏิบัติหน้าที่แพทย์ประจำบ้าน ณ โรงพยาบาลแมคคอร์มิก จังหวัดเชียงใหม่ ทรงร่วมเป็นสมาชิกแพทยสมาคม ทรงตรวจรักษาคนไข้ทั่วไป ทรงปฏิบัติหน้าที่แพทย์ประจำบ้าน

พระองค์ทรงมีพระสุขภาพพลานามัยไม่แข็งแรงมากนัก หลังจากนั้นจึงเริ่มประชวร พระอาการประชวรหนักจนสิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2472 สิริพระชนมายุ 37 ปี 8 เดือน 23 วัน ดังนั้น จึงเรียกวันที่ 24 กันยายนของทุกปีว่าวันมหิดล

หลังจากพระองค์ท่านสิ้นพระชนม์แล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์

แล้วในวันที่ 9 มิถุนายน 2513 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศเฉลิมพระนามพระอัฐิสมเด็จพระราชบิดาว่า สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

ขอย้อนกล่างถึงช่วงที่พระองค์ทรงรับราชการในกองทัพเรือ ทรงจัดทำโครงการด้านเรือดำน้ำ แต่ถึงแม้จะไม่ได้ดังพระประสงค์ในช่วงเวลานั้น แต่ทว่าต่อมาอีก 20 ปี กองทัพเรือก็ได้สั่งต่อเรือดำน้ำจำนวน 4 ลำ คือ เรือหลวงมัจฉาณุ เรือหลวงวิรุณ เรือหลวงสินสมุทร และเรือหลวงพลายชุมพล นอกจากงานด้านเรือดำน้ำ พระองค์ยังทรงร่างโครงการพัฒนากำลังทางเรือทั้งกองทัพไว้ด้วย
ส่วนพระราชกิจด้านการแพทย์ ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจไว้มากมาย ทรงอุทิศพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และสติปัญญา รวมถึงกำลังพระวรกาย เพื่อพัฒนาการแพทย์ไทยอย่างจริงจัง และพระราชทานทุนเพื่อการศึกษาและค้นคว้าด้านการแพทย์ การสาธารณสุข และพระราชทานพระราชทรัพย์เพื่อก่อสร้างอาคารต่าง ๆ และทรงให้ขยายพื้นที่โรงพยาบาลศิริราชด้วย นอกจากนั้น ยังพระราชทานทุน 1 แสนบาท เพื่อส่งนักศึกษาไปศึกษาในต่างประเทศ โดยเน้นด้านประมง และการเพาะเลี้ยงพันธุ์สัตว์น้ำ เพื่อให้การโภชนาการของคนไทยดีขึ้น จึงทรงได้รับการถวายพระสมญานามว่า พระประทีปแห่งการอนุรักษ์สัตว์น้ำของไทย และพระราชทานทุนให้โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย สำหรับจัดหาอาจารย์ชาวต่างประเทศมาสอน และพระราชทานเงินแก่โรงพยาบาลแมคคอร์มิค เชียงใหม่ เพื่อใช้จัดซื้อเครื่องเอกซเรย์ แล้วยังพระราชทานเงินบำรุงโรงพยาบาลสงขลาเป็นรายปีด้วย
เมื่อครั้งทรงปฏิบัติพระราชกิจในฐานะแพทย์ประจำบ้าน ณ โรงพยาบาลแมคคอร์มิค พระองค์ทรงอุทิศพระวรกายในการตรวจรักษาโรคให้ประชาชนทั่วไป โดยไม่ทรงถือพระองค์ และทรงงานผ่าตัด ทำคลอด และประทับในบ้านพักเรียบที่ง่ายภายในโรงพยาบาล จนชาวเชียงใหม่พร้อมใจถวายพระนาม "หมอเจ้าฟ้า แล้วยังพระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อจัดซื้อเครื่องเอกซเรย์ที่ทันสมัย แล้วยังจัดหางบประมาณเพื่อว่าจ้างแพทย์ผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติให้ไปปฏิบัติงานในโรงพยาบาลแมคคอร์มิคเป็นเวลาถึง 4 ปี นับเป็นการทรงวางรากฐาน และยกระดับมาตรฐานระบบสาธารณสุขสมัยใหม่ให้กระจายไปสู่ภูมิภาคของสยามอย่างเป็นรูปธรรม

แม้พระองค์จะทรงเผชิญอุปสรรคในการทรงงานด้านการแพทย์ เนื่องด้วยพระองค์ทรงเป็นเจ้านายชั้นสูง ทำให้มีผู้คัดค้านว่าไม่ควรใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็นชาวบ้านทั่วไป แต่พระองค์ท่านยังทรงยืนยันจะทำหน้าที่ของแพทย์ต่อไป ซึ่งทรงมีแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับงานพัฒนากิจการแพทย์สยาม โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ผู้บัญชาการโรงเรียนแพทยาลัย และยังทรงช่วยจัดการศึกษาวิชาแพทย์ของประเทศให้เจริญขึ้น ทรงยกฐานพื้นความรู้ของนักเรียนแพทย์ จากชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ขึ้นเป็นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 8 และทรงสอนนักเรียนแพทย์ด้วยพระองค์เองในวิชากายวิภาคศาสตร์เปรียบเทียบ (Comparative Vertebrate Anatomy)
ด้วยเหตุที่ทรงมีพระภารกิจด้านวางรากฐาน และสร้างคุณูปการมากหลายให้วงการแพทย์จนเจริญก้าวหน้า ดังนั้น บุคลากรทางการแพทย์จึงพร้อมใจถวายพระสมัญญาว่า “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย”
กองทุนหมอเจ้าฟ้า กองทุนสร้างอาจารย์แพทย์ให้คณะแพทย์ มช.
เมื่อแรกก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ช่วง พ.ศ. 2508 ได้ประสบปัญหาขาดแคลนอาจารย์แพทย์อย่างหนัก ทำให้ผู้บริหารคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แก้ปัญหาด้วยการจัดตั้งกองทุนของคณะแพทยศาสตร์ แล้วรณรงค์หาเงินบริจาคสมทบจากผู้มีจิตศรัทธาที่เห็นคุณค่าการพัฒนาบุคลากรการแพทย์ เพื่อยกระดับการเรียนการสอนวิชาแพทย์ และการให้บริการรักษาพยาบาล โดยการสนับสนุนให้อาจารย์แพทย์ได้ไปศึกษา ฝึกอบรมในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มพูนความรู้และยกฐานะเป็นผู้เชี่ยวชาญแล้วกลับมาสอนนักศึกษาแพทย์รุ่นต่อ ๆ ไป ด้วยเหตุนี้ จึงน้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระราชบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย และพระราชบิดาแห่งการสาธารณสุขไทย คณะกรรมการจัดหาทุนจึงเห็นควรตั้งชื่อกองทุนนี้ ว่ากองทุนหมอเจ้าฟ้า คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตามพระนาม หมอเจ้าฟ้า ที่ชาวเชียงใหม่ และชาวจังหวัดใกล้เคียงกราบทูลขานพระนาม ขณะที่เสด็จทรงงาน ณ โรงพยาบาลแมคคอร์มิค จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี 2472

คณะแพทยศาสตร์ มช. และโรงพยาบาลสวนดอก
ดังนั้น จึงถือเป็นปฐมฤกษ์การก่อตั้ง กองทุนหมอเจ้าฟ้า คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อ 11 มกราคม 2527 โดยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จไปทรงบรรยายพิเศษ หมอเจ้าฟ้าคือใคร ณ หอประชุมใหญ่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตามคำกราบทูลเชิญของคณบดีในสมัยนั้น คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์พิสิษฎ์ โนตานนท์ ซึ่งมีผู้เข้ารับฟังการบรรยายอย่างมากมาย คณะแพทย์จึงได้เปิดรับบริจาคเงินโดยเสด็จพระกุศล แล้วรวบรวมป็นเงินก่อตั้งกองทุน ในการนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ซึ่งในเวลานั้นประทับอยู่ ณ จังหวัดเชียงใหม่ ได้เสด็จเป็นการส่วนพระองค์ ทรงฟังการทรงบรรยายในครั้งนั้น และพระราชทานเงินจำนวนหนึ่งร่วมสมทบตั้งกองทุน ในครั้งนั้น ปรากฏว่ามีเงินบริจาครวม 683,738 บาท ต่อมาคณะแพทยศาสตร์จึงรณรงค์จัดหาเงินบริจาคสมทบต่อไป

ตึกมหิดล โรงพยาบาลแมคคอร์มิค

โรงพยาบาลแมคคอร์มิค
ด้วยพระบารมี และพระกรุณาธิคุณแห่งสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ที่พระราชทานความช่วยเหลือ ทั้งพระราชทรัพย์ และด้วยพระวิริยะอุตสาหะ จึงทรงเป็นองค์ก่อตั้ง กองทุนหมอเจ้าฟ้า คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จนบรรลุผลสำเร็จ แล้วมีการจัดสรรเงินทุนให้คณาจารย์ นักศึกษาของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มาถึงปัจจุบัน

กองทุนหมอเจ้าฟ้า เป็นกองทุนคงยอดเงินต้น ค่าใช้จ่ายในการจัดสรรทุน จะใช้จ่ายจากเงินผลประโยชน์ของกองทุน แบ่งเป็น 2 ประเภททุน คือ กองทุนหมอเจ้าฟ้า 1 เป็นทุนสำหรับอาจารย์แพทย์ไปศึกษา ฝึกอบรมในต่างประเทศ และกองทุนหมอเจ้าฟ้า 2 เป็นทุนอุดหนุนการศึกษาจัดสรรให้นักศึกษาที่เรียนดี แต่มีความจำเป็นทางการเงิน สำหรับนักศึกษา 6 คณะในกลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ คือ คณะแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ เทคนิคการแพทย์ และสัตวแพทยศาสตร์

กองทุนหมอเจ้าฟ้า เป็นทุนเกียรติยศของผู้รับได้ทุนทุกคน ทั้งเป็นเกียรติยศต่อตนเองและวงศ์ตระกูล ด้วยพระกรุณาธิคุณอันใหญ่หลวง ที่พระราชทานให้กองทุนฯ อย่างต่อเนื่องมาจวบจนปัจจุบัน นับตั้งแต่ปี 2529 กองทุนหมอเจ้าฟ้า จัดสรรทุนให้คณาจารย์แพทย์เพื่อไปศึกษา ฝึกอบรมในต่างประเทศ โดยเฉลี่ยปีละ 1-2 คน และจัดสรรเงินทุนการศึกษาให้นักศึกษา เฉลี่ยปีละ 35 ทุน โดยผู้รับทุนล้วนสำเร็จการศึกษาแล้วได้ปฏิบัติงานเป็นแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล นักเทคนิคการแพทย์ และสัตวแพทยศาสตร์ โดยผู้รับทุนล้วนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น ทุ่มเท เสียสละ และอดทน เพื่อสืบสานพระปณิธาณของสมเด็จพระราชบิดาที่ทรงมุ่งหวังให้การแพทย์และสาธารณสุขไทย พัฒนาก้าวหน้าอย่างยั่งยืน และเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนเป็นสำคัญ
ขอเชิญชวนผู้อ่านและคนไทยร่วมสนับสนุนกองทุนหมอเจ้าฟ้า โดยคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ The Royal Chiangmai Golf Resort และหนังสือพิมพ์แนวหน้า จัดแข่งขันกอล์ฟการกุศล สมทบทุนหมอเจ้าฟ้า ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ผู้สนใจร่วมแข่งขัน โปรดติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ 0-5393-5212 และหนังสือพิมพ์แนวหน้า 02-973-5000 และสามารถบริจาคเงินสมทบกองทุนหมอเจ้าฟ้า 2 โดยโอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หมายเลขบัญชี 566-2-24722-6 ใบเสร็จโอนเงินนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้ ได้ 1 เท่า
ข่าวที่เกี่ยวข้อง


