ไม่มีอภินิหาร!! หนี้กองทุนน้ำมัน 'แสนล้าน' ไหวมั้ย? ถูกทางมั้ย? ต้องปรับอะไร?
15 ตุลาคม 2569 เวลา 10:29 น.

เมื่อวันที่ 15 ต.ค.2569 นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า "ไม่มีอภินิหาร.. หนี้กองทุนน้ำมัน'แสนล้าน'
ไหวมั้ย? ถูกทางมั้ย? ต้องปรับอะไร?
เมื่อวันก่อนผมกล่าวเปิด การแถลงข่าวของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ด้วยโทนที่ตรงไปตรงมาที่สุดครั้งหนึ่ง จนพี่ๆ นักข่าวแซวว่า “รอบนี้พูดตรง เจ็บจริง ราคาน้ำมันจะแพงไปอีกสักพัก”
ใช่ครับ... สภาพความเป็นจริงคือราคาน้ำมันโลกผันผวนมากระดับ2-3เท่าเทียบวิกฤติรัสเซีย-ยูเครน เคยบ้าคลั่งพุ่งสูงถึง300$มาแล้ว แต่จุดยืนเราชัด ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ จะไม่เลือกการกู้เงินมาสร้างภาระอนาคตให้ประชาชน
ข่าวดีคือ ในเวทีประชุม World Bank ที่กรุงเทพฯล่าสุด ซิลวาน่า เทนเรย์โร ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย IMF ได้กล่าวชื่นชมประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ถึงความสามารถในการรับมือกับความท้าทายความผันผวนของพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้เราจะเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ (Net Importer) ก็ตาม
ภาระหนี้กองทุนฯ วันนี้แตะแสนล้านบาท ถามว่าหนักไหม? สาหัสครับ แต่ยังอยู่ในย่านที่เราบริหารจัดการได้ (ปี65 เคยพุ่งสูงสุดถึง 1.3แสนล้าน)
ถ้าลองหันไปดู ญี่ปุ่น ที่สปอยทุ่มเงินกว่า 2.6 ล้านล้านบาท อุดหนุนตรงไปที่โรงกลั่นเพื่อตรึงราคาดีเซลไว้ที่ 150-170 เยน (32-36 บาท/ลิตร) ทั้งที่นำเข้าน้ำมันดิบร้อยเปอร์เซ็นต์ จนนักวิจารณ์หวั่นกลายเป็นวิกฤตที่กระทบวินัยการคลังระยะยาว บิดเบือนกลไกตลาด และย้อนแย้งกับนโยบายเปลี่ยนผ่านพลังงานในประเทศ
สำหรับไทย ต้องยอมรับว่า รมว.เอกนัฏ สู้เต็มที่ผ่านหลายเครื่องมือ:
1) กองทุนน้ำมัน 2) ลดค่าการกลั่น: ดึงผลประโยชน์ส่วนเกินโรงกลั่น 7ครั้ง 2.8หมื่นล้านมาช่วยราคาน้ำมัน คล้ายภาษีลาภลอย 3) ปล่อยแผนบริหารวิกฤตฉบับใหม่ ชดเชยแบบมีระบบใน 3ฉากทัศน์ ส่งเสริมน้ำมันชีวภาพในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิลนำเข้าระยะยาว 4) จ่อลดภาษีสรรพสามิต: ประคอง B20 E20
สิ่งที่สำคัญกว่าการแก้ระยะสั้น ส่วนตัวผมคิดว่าคือการทบทวนโมเดลกองทุนน้ำมันเอง อย่างถอนรากถอนโคน
ปรับบทบาท กองทุนน้ำมัน ➔ “กันชนน้ำมัน” (Shock Absorber)
ขึ้นชื่อว่า “กันชน”... มันไม่ได้มีไว้สร้างภาพลวงตาว่ารถไม่เคยชน หน้าที่ของมันคือ “รองรับแรงกระแทก” ให้คนนั่งข้างในไม่เจ็บหนัก ทรัพย์สินไม่เสียหาย และชีวิตยังขับเคลื่อนไปต่อได้!
การแก้หนี้ด้วยการอุ้มแจกเงินหรือกู้มาโปะอย่างเดียวไม่ใช่ทางออกยั่งยืน โมเดลใหม่ของกองทุนน้ำมัน ควรปรับจูน 4 ข้อนี้ทันที:
- ปรับความผันผวน ไม่ใช่บิดเบือนราคา: กองทุนต้องทำหน้าที่สลายความชัน (Slope) ของราคา ไม่ให้พุ่งพรวดพราดจนประชาชนปรับตัวไม่ทัน ไม่ใช่ฝืนกลไกโลกจนกองทุนกระเป๋าฉีก เลี่ยงชดเชยเชื้อเพลิงข้ามประเภท Cross-Subsidy
- หากราคาอิงตลาดสิงคโปร์ ปชช.ต้องเข้าถึงตัวเลข: ที่ผ่านมาเปิดเผยราคาสำเร็จรูปสิงคโปร์(MOPS)ไม่ได้ เพราะติดลิขสิทธิ์ของ S&P Global คนทั่วไปและสื่อเลยไปอ้างอิงตลาดน้ำมันดิบ WTI หรือ Brent ซึ่งไม่เกี่ยวกับต้นทุนจริงในไทยจนเข้าใจผิด ถึงเวลาต้องสื่อสารเชิงโครงสร้างที่ถูกต้อง
- นับสต็อคก่อนชดเชยจริง: ด้วยระบบAPIเรียลไทม์ เช็กปริมาณน้ำมันในคลังจริงก่อนประกาศชดเชย ดับช่องโหว่การเคลมเงิน คุมตัวเลขเงินไหลออกให้ได้จริง (สมัยก่อนมีกระทรวงพลังงาน กรมทะเบียนการค้าก็เคยทำ) ไม่ใช่เชื่อตัวเลขวาล์วฝั่งเดียว
- ส่งตรงส่วนลดถึงมือผู้ใช้จริง - ดักทางไอ้โม่ง : ผูกระบบชดเชยผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มอย่าง 'เป๋าตัง' เปลี่ยนวิธีชดเชยเป็นการให้ส่วนลดตรงถึงมือคนไทย โชว์ราคาหน้าป้ายขึ้นตามจริง เช่นดีเซล 50.-ลิตร แต่ทอยเงินชดเชย5บาท/ลิตรกลับเข้า 'เป๋าตัง'
ให้คนเห็นเป็นรูปธรรมว่ารัฐช่วยเค้าแบ่งเบาไปเท่าไหร่ เกิดความตระหนักถึงกลไกความช่วยเหลือจริง ไม่ใช่กองทุนแบกราคาเงียบๆ แล้วโดนด่าเหมือนเดิม และยังเป็นเกราะกันน้ำมันราคาอุดหนุนไหลข้ามแดนไปขายเพื่อนบ้าน
สถานการณ์นี้ไม่มีอภินิหารครับ มีแต่การทำงานตรงไปตรงมา ช่วยเป็นกำลังขับเคลื่อนให้ทีมรมว.เอกนัฏ และทีมสุดซอย ใช้เครื่องมือเชิงนโยบายอย่างรัดกุม และการกล้าปฏิรูปโครงสร้างเพื่อไม่ให้ทิ้งภาระไว้ให้คนรุ่นหลัง
ใช้วิกฤตครั้งนี้ เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานให้โปร่งใส โปร่งใสกับผู้ใช้พลังงานไทยครับ"
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

