กมธ.พลังงาน เอาด้วย! จ่อเรียกสอบแจงปม โซลาร์ฟาร์ม EEC 2.3 หมื่นล้าน ไร้อี-บิดดิ้ง ลามโยง อดีตบิ๊กมท. เอื้อประโยชน์หรือไม่

เมื่อวันที่ 15 ต.ค.2569 นายสุพล จุลใส สส.ชุมพร พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับโครงการโซลาร์ฟาร์มในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มูลค่ากว่า 23,000 ล้านบาท ที่กำลังอยู่ในความสนใจของสังคมและอยู่ระหว่างการตรวจสอบของ ป.ป.ช. ว่า เรื่องนี้จำเป็นต้องมองให้รอบด้านและครบทุกมิติ เนื่องจากพลังงานสะอาดถือเป็นอนาคตของประเทศ หากโครงการขนาดใหญ่เกิดความล่าช้า ประชาชนและภาคธุรกิจอาจเสียโอกาสในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากพลังงานสะอาด ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างความเป็นธรรมให้แก่นักลงทุนรายอื่นด้วย สิ่งสำคัญคือต้องตรวจสอบให้ชัดเจนว่าความล่าช้าเกิดจากสาเหตุใด และผลกระทบที่แท้จริงมีมากน้อยเพียงใด เพื่อให้การขับเคลื่อนพลังงานสะอาดสามารถเดินหน้าต่อได้อย่างโปร่งใส
นายสุพล กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นข้อสงสัยเรื่องการไม่เปิดประมูลแข่งขันราคาผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) แต่กลับใช้วิธีเฉพาะเจาะจงจนเกิดข้อครหาเรื่องการเอื้อประโยชน์นั้น ประธาน กมธ.พลังงาน ชี้แจงว่า จะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนว่าโครงการดังกล่าวใช้หลักเกณฑ์ใดในการคัดเลือกเอกชน และตามกฎหมายมีข้อกำหนดหรือข้อยกเว้นให้ใช้วิธีการอื่นได้หรือไม่
“การไม่ได้ใช้ e-bidding เพียงอย่างเดียว ยังไม่ใช่ข้อสรุปว่ามีการทุจริต แต่หากมีการคัดเลือกโดยไม่มีการแข่งขัน ก็ต้องชี้แจงเหตุผลให้ชัดเจนว่าใช้หลักเกณฑ์ใด ใครเป็นผู้อนุมัติ มีการเปรียบเทียบข้อเสนอหรือไม่ และรัฐได้ประโยชน์สูงสุดจริงหรือเปล่า เพราะเม็ดเงินลงทุนระดับ 2.3 หมื่นล้านบาท ประชาชนย่อมมีสิทธิ์รับรู้ ทุกขั้นตอนต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ทุกมิติ” นายสุพล กล่าว
นายสุพล กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่สังคมจับตาความเชื่อมโยงของบริษัทเอกชนกับบริษัท SPCG ซึ่งมีภริยา อดีตข้าราชการระดับสูง กระทรวงมหาดไทย เป็นผู้บริหารนั้น ความสัมพันธ์ทางครอบครัวหรือการเป็นผู้บริหารบริษัท ไม่ใช่หลักฐานชี้ชัดว่ามีการกระทำผิด แต่เมื่อมีข้อร้องเรียนในโครงการขนาดใหญ่ ก็จำเป็นต้องตรวจสอบกระบวนการตัดสินใจอย่างตรงไปตรงมา โดยเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ชี้แจงด้วยข้อเท็จจริงและพยานเอกสาร ไม่ใช่ตัดสินกันจากความสัมพันธ์ส่วนตัว
นายสุพล กล่าวด้วยว่า ในทีมกรรมาธิการฯ ได้หารือกันแล้วว่าจะใช้อำนาจหน้าที่เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และภาคเอกชน เข้ามาชี้แจงรายละเอียด รวมถึงประสานข้อมูลร่วมกับคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. เพื่อขอเอกสารสำคัญ ตรวจสอบขั้นตอนการคัดเลือกและเงื่อนไขต่าง ๆ อย่างละเอียด โดยคาดว่าจะสามารถเชิญผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงได้หลังจากเสร็จสิ้นช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เนื่องจากมีวาระการประชุมที่กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว พร้อมยืนยันว่าจะทำหน้าที่อย่างโปร่งใสที่สุดเพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

