คอลัมน์ : มองมุมเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

ปิดฉากความปรองดอง วิเคราะห์เจตนาเบื้องหลัง การยื่นนิรโทษกรรมของ‘ทักษิณ ชินวัตร’
ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่สังคมไทยพยายามก้าวข้ามความขัดแย้งยืดเยื้อยาวนานสองทศวรรษ การผลักดัน พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข ถูกคาดหวังว่าจะเป็นเครื่องมือเยียวยารอยแผลเป็นให้แก่ประชาชนระดับฐานรากและผู้ชุมนุมที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมือง
ทว่า ท่าทีล่าสุดของ นายทักษิณ ชินวัตร ที่มอบหมายให้ทีมทนายความยื่นคำร้องขอนิรโทษกรรมและล้างมลทินภายใต้กฎหมายฉบับนี้ กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามตัวโตๆ ในสังคมว่า แท้จริงแล้วกฎหมายฉบับนี้ถูกร่างขึ้นเพื่อ “สันติสุขของส่วนรวม”หรือถูกใช้เป็น “เครื่องมือส่วนตัว” กันแน่
เจตนาที่แท้จริงและกำแพงข้อยกเว้นของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข
ในทางหลักการ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขมีเจตนารมณ์เพื่อบรรเทาความขัดแย้งทางการเมืองและคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแสดงออกหรือการชุมนุมในช่วงวันที่ 1 มกราคม 2548 ถึง16 กรกฎาคม 2568 แต่ตัวบทกฎหมายได้วาง “ข้อยกเว้นเด็ดขาด” ไว้ชัดเจนเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกบิด
โดยเฉพาะการระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ ความผิดฐาน
ทุจริตหรือประพฤติมิชอบ รวมถึงคดีที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือบาดเจ็บสาหัส ไม่เข้าข่ายได้รับนิรโทษกรรมทั้งสิ้น
ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากฐานความผิดของนายทักษิณ ทั้งคดีทุจริตและคดีที่เกี่ยวข้อง จึงถูกล็อกประตูตายโดยตัวบทกฎหมายตั้งแต่วันแรก
การที่ทีมทนายความยังคงเดินหน้ายื่นเรื่องขอนิรโทษกรรมและล้างมลทิน (ซึ่งในทางกฎหมายแท้จริงแล้ว การล้างมลทินไม่ได้อยู่ในขอบเขตของพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฉบับนี้ด้วยซ้ำ) จึงสะท้อนให้เห็นว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้ทำไปบนพื้นฐานของความเป็นไปได้ทางกฎหมาย แต่ขับเคลื่อนด้วย “เจตนาทางการเมือง” เป็นสำคัญ
สารภาพผิดต่อศาลแล้ว... จะพลิกอ้าง “ถูกกลั่นแกล้ง” ได้อีกหรือ?

ประเด็นสำคัญที่ทำให้ข้ออ้างเรื่อง “การถูกกลั่นแกล้งจากการยึดอำนาจ 2549” สิ้นน้ำหนักในทางกฎหมายและตรรกะ ก็คือ “ข้อเท็จจริงทางคดีที่สิ้นสุดลงแล้วด้วยตัวของนายทักษิณเอง”
1.คำรับสารภาพต่อศาลฎีกาฯ : นายทักษิณ ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและมีคำพิพากษา รวมถึงเคยปรากฏกระบวนการที่ยอมรับข้อเท็จจริงในทางคดีทุจริต
2.การยอมรับผิดในฎีกาอภัยโทษ : ในขั้นตอนการขอพระราชทานอภัยโทษ นายทักษิณได้ยื่นทูลเกล้าฯ สำนึกในความผิด ยอมรับกระบวนการยุติธรรม จนกระทั่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณลดหย่อนโทษเหลือจำคุก 1 ปี และได้เข้าสู่กระบวนการรับโทษจนครบถ้วนพ้นโทษออกมาแล้ว
เมื่อสถานะทางกฎหมายยุติลงด้วยการรับสารภาพและรับโทษ การจะกลับลำมาอ้างภายหลังว่าตนเองเป็น “เหยื่อผู้บริสุทธิ์ที่ถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง” จากการรัฐประหาร เพื่อขอเกี่ยวอานิสงส์จาก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม จึงเป็นการขัดแย้งกับข้อเท็จจริงทางกฎหมายอย่างสิ้นเชิง เป็นการพยายามลบประวัติศาสตร์ด้วยวาทกรรม มากกว่าการแสวงหาความยุติธรรมตามระบบ
ประโยชน์ส่วนตนเหนือสังคม : ภาพสะท้อนการเมืองเพื่อเครือข่าย
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นของพฤติกรรมทักษิณ ในอดีตถึงปัจจุบัน จึงเป็นกระจกสะท้อนลำดับความสำคัญของความคิดผู้นำทางการเมืองรายนี้ได้อย่างชัดเจน โดยสามารถเรียงลำดับความสำคัญได้ดังนี้ :
● อันดับหนึ่ง (สูงสุด) : ประโยชน์ของตนเองและครอบครัว ในทุกเรื่องที่ต่อสู้ไม่ว่าจะเรื่องแก้กฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ธุรกิจของตนเมื่อครั้งเรืองอำนาจ การหลีกเลี่ยงไม่เสียภาษี และในครั้งนี้เมื่อสบช่อง ก็หาช่องทาง เพื่อปลดล็อกพันธนาการทางกฎหมายและทรัพย์สินในระยะยาว
● อันดับรองลงมา : ประโยชน์ของพรรคพวกและเครือข่ายอำนาจ ในระบบอุปถัมภ์
● อันดับสุดท้าย (ต่ำสุด) : ประโยชน์ของสังคมส่วนรวม
การดึงดันผลักดันในสิ่งที่รู้อยู่แก่ใจว่าเป็นไปไม่ได้ตามกฎหมาย ไม่เพียงแต่สร้างความปั่นป่วนให้แก่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการฯ เท่านั้น แต่ยังดึงให้รัฐบาลและสังคมต้องเสียเวลาเสียทรัพยากร และเสียโอกาสในการขับเคลื่อนนโยบายที่สร้างสรรค์เพื่อแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนที่กำลังเดือดร้อนอย่างหนัก
บทสรุป
การยื่นขอนิรโทษกรรมและล้างมลทินที่ไม่สมเหตุสมผลครั้งนี้ จึงไม่ใช่หนทางสู่ความปรองดองที่แท้จริง หากแต่เป็น “ยุทธศาสตร์สร้างวาทกรรม” เพื่อหล่อเลี้ยงความเชื่อให้กลุ่มผู้สนับสนุนตายใจ และผลิตซ้ำคำกล่าวอ้างว่าตนเองถูกกลั่นแกล้งไม่รู้จบ
ในขณะที่สังคมไทยยังคงต้องจมปลักอยู่กับการถกเถียงเรื่องคดีความของคนคนเดียวประเทศชาติกลับสูญเสียเวลาอันมีค่าในการพัฒนาผลลัพธ์ที่ได้จึงมีเพียงความรู้สึกเหลื่อมล้ำที่ฝังรากลึกในใจของประชาชน และตอกย้ำให้เห็นว่าวาทกรรมเรื่อง “ความปรองดองของชาติ”มักถูกลดทอนลงเหลือเพียงเครื่องมือรับใช้“ความอยู่รอดทางการเมืองของครอบครัวชินวัตร” เพียงเท่านั้น
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

