ปฐม อินทโรดม สะท้อนมุมมอง ไม่ได้กลัวคนที่อยากเปลี่ยนประเทศ แต่กลัวคนที่พร้อมจะเผาประเทศ บทเรียนจากจลาจลฝรั่งเศส

19 ตุลาคม 2569 นายปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย (DCT) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Pathom Indarodom ระบุว่า ผมเห็นภาพเหตุจลาจลในฝรั่งเศสที่มีทั้งการเผารถยนต์ ทำลายทรัพย์สิน ปล้นร้านค้า มันน่าตกใจมาก... แต่สิ่งที่ทำให้ผมอึ้งยิ่งกว่าภาพความรุนแรง กลับเป็นความคิดเห็นของคนไทยบางคนที่ดูเหมือนจะสะใจ และบางคนถึงกับอยากเห็นเหตุการณ์แบบเดียวกันเกิดขึ้นในประเทศไทย
ผมไม่ได้กลัวคนที่อยากเปลี่ยนประเทศครับ แต่ผมกลัวคนที่พร้อมจะเผาประเทศ เพียงเพราะเชื่อว่าตัวเองอยู่ฝ่ายที่ถูกต้อง
เพราะการนั่งเชียร์ให้บ้านเมืองลุกเป็นไฟจากหน้าจอโทรศัพท์ เป็นเรื่องง่ายมาก โดยเฉพาะเมื่อเรามั่นใจว่าบ้านของตัวเองจะไม่ถูกเผา
ผมเข้าใจว่าประชาชนฝรั่งเศสมีเหตุผลที่จะไม่พอใจ ทั้งปัญหาค่าครองชีพ ความเหลื่อมล้ำ และความไม่ไว้วางใจรัฐบาล การออกมาเรียกร้องสิทธิเป็นเรื่องชอบธรรมในสังคมประชาธิปไตย แต่เมื่อการประท้วงบางส่วนกลายเป็นการเผาร้านค้าและทำร้ายผู้คน ผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่า เจ้าของร้านขายของชำที่ถูกปล้นทำผิดอะไร หรือพนักงานที่ต้องตกงานเพราะร้านถูกเผามีส่วนสร้างความเหลื่อมล้ำตรงไหน
สิ่งที่น่ากลัวคือ เมื่อความโกรธถูกห่อหุ้มด้วยคำสวยหรูอย่างการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม ความรุนแรงก็อาจถูกทำให้ดูเป็นเรื่องที่ยอมรับได้
ผมอยากพาย้อนกลับไปดูเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นไม่ไกลจากประเทศไทย และเป็นบทเรียนที่เราไม่ควรลืม
อินโดนีเซีย พฤษภาคม ค.ศ. 1998
ขณะนั้นอินโดนีเซียกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ค่าเงินรูเปียห์ทรุดหนัก ธุรกิจล้มละลาย คนตกงานจำนวนมาก ความไม่พอใจต่อรัฐบาลซูฮาร์โตที่ครองอำนาจมายาวนานสะสมจนถึงจุดเดือด
แต่ความโกรธแค้นไม่ได้หยุดอยู่แค่การเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบ มันลุกลามกลายเป็นเหตุจลาจลครั้งใหญ่ และสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นเลวร้ายกว่าการต่อสู้ทางการเมืองมากนัก
ความโกรธต่อผู้มีอำนาจ ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นความเกลียดชังคนเชื้อสายจีน
ชาวอินโดนีเซียเชื้อสายจีนจำนวนมากตกเป็นเป้าหมาย ร้านค้าถูกปล้น บ้านเรือนถูกเผา ผู้คนถูกทำร้าย และมีรายงานความรุนแรงทางเพศต่อผู้หญิงเชื้อสายจีน เหตุจลาจลครั้งนั้นคร่าชีวิตผู้คนมากกว่าหนึ่งพันคน แม้ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นชาวจีนก็ตาม
ผมอยากให้ลองนึกภาพครอบครัวหนึ่งที่เปิดร้านขายของเล็ก ๆ ทำงานหนักมาตลอดชีวิต เก็บเงินส่งลูกเรียน ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่วันหนึ่งกลับมีคนมาทุบร้าน เผาบ้าน และทำร้ายคนในครอบครัว เพียงเพราะพวกเขามีเชื้อสายจีน
คนเหล่านี้ทำผิดอะไรครับ?
พวกเขาไม่ได้เป็นคนทำให้ค่าเงินรูเปียห์ตก ไม่ได้เป็นคนบริหารประเทศผิดพลาด และไม่ได้เป็นคนสร้างวิกฤตเศรษฐกิจ แต่เมื่อสังคมต้องการหาใครสักคนมารับผิดชอบต่อความทุกข์ยาก คนที่ไม่เกี่ยวข้องกลับกลายเป็นเหยื่อ
นี่คือด้านมืดของความโกรธ เมื่อเราเริ่มเกลียดคนกลุ่มหนึ่งมากพอ เราอาจเลิกสนใจไปเลยว่าคนเหล่านั้นผิดจริงหรือไม่
และอย่าคิดว่าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้เฉพาะในอินโดนีเซีย
ทุกสังคมมีความเหลื่อมล้ำ ทุกประเทศมีคนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรม และทุกยุคสมัยมีคนที่พร้อมจะชี้นิ้วบอกว่าใครคือศัตรูของประชาชน
วันนี้อาจเป็นนักการเมืองที่เราเกลียด พรุ่งนี้อาจเป็นนักธุรกิจที่เราคิดว่ารวยเกินไป วันต่อไปอาจเป็นคนต่างเชื้อชาติ หรือแม้แต่เพื่อนบ้านที่มีความคิดเห็นทางการเมืองไม่เหมือนเรา
เมื่อถึงจุดนั้น คำว่าเสรีภาพและความยุติธรรมอาจไม่เหลือความหมายอะไรอีกเลย เพราะคนที่ตัดสินว่าใครควรถูกลงโทษ ไม่ใช่ศาล ไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นฝูงชนที่กำลังโกรธแค้น
ผมไม่ได้กำลังบอกว่าประชาชนต้องยอมจำนนต่อความอยุติธรรม ตรงกันข้าม ผมเชื่อว่าประชาชนต้องมีสิทธิประท้วง ตรวจสอบรัฐบาล และเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเต็มที่
แต่การต่อสู้กับความอยุติธรรม ไม่ได้ให้สิทธิใครไปสร้างความอยุติธรรมกับคนอื่น
อย่าเกลียดความไม่เป็นธรรม จนยอมสร้างความไม่เป็นธรรมที่เลวร้ายกว่าเดิม
สำหรับประเทศไทย ผมไม่ปฏิเสธว่าเรามีปัญหามากมาย ทั้งความเหลื่อมล้ำ การทุจริต ระบบราชการที่ล้าหลัง และโอกาสทางเศรษฐกิจที่กระจุกตัวอยู่กับคนบางกลุ่ม
แต่ผมไม่เคยเชื่อว่าการทำลายประเทศตัวเองจะทำให้ปัญหาเหล่านี้หมดไป
คนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากความวุ่นวายอาจไม่ใช่นักการเมืองหรือมหาเศรษฐี เพราะคนเหล่านั้นยังมีเงิน มีทรัพย์สิน และมีทางเลือกที่จะหนีไปอยู่ที่อื่น
แต่คนหาเช้ากินค่ำจะหนีไปไหน เจ้าของร้านเล็ก ๆ จะเอาเงินที่ไหนมาสร้างร้านใหม่ คนที่ต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ หรือเลี้ยงลูก จะทำอย่างไรถ้าพรุ่งนี้ไม่มีงานให้ทำ
ผมอยากเห็นประเทศไทยดีขึ้น อยากเห็นคนรุ่นใหม่มีอนาคต อยากเห็นคนยากจนมีโอกาส และอยากเห็นประเทศที่คนคิดต่างสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องเกลียดชังกัน
แต่ผมไม่อยากเห็นลูกหลานของเราต้องเรียนรู้คุณค่าของสันติภาพ ผ่านการสูญเสียแบบที่ชาวอินโดนีเซียเคยเผชิญ
เพราะประวัติศาสตร์สอนเราแล้วว่า เมื่อความเกลียดชังถูกปล่อยให้กลายเป็นความรุนแรง คนที่ถูกทำร้ายอาจไม่ใช่คนที่เราตั้งใจจะต่อสู้ด้วยตั้งแต่แรก
สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากคำถามไว้กับคนที่รู้สึกสะใจเมื่อเห็นบ้านเมืองคนอื่นลุกเป็นไฟ
ถ้าวันหนึ่งความรุนแรงแบบเดียวกันเกิดขึ้นในประเทศไทย แล้วร้านค้าที่ถูกเผาเป็นของพ่อแม่คุณ บ้านที่ถูกปล้นเป็นบ้านของคุณ หรือคนที่ถูกทำร้ายเป็นลูกของคุณ
คุณยังจะเรียกมันว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอยู่หรือเปล่า?
การเผาบ้านคนอื่นอาจดูเหมือนการปฏิวัติ จนกระทั่งวันหนึ่งบ้านที่ถูกเผาเป็นบ้านของเราเอง!
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

