9 เดือน ปี ‘69 ต่างชาติลงทุนในไทย 2.71 แสนล้านบาท สิงคโปร์ นำโด่งอันดับ หนึ่ง กว่า 7.44 หมื่นล้านบาท


นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า การลงทุนของคนต่างด้าวในช่วง 9 เดือน (3 ไตรมาส) ปี 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 971 ราย
โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 228 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 743 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 271,176 ล้านบาท โดยมีจำนวนนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. จีน 183 ราย คิดเป็น 19% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 46,031 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ
ธุรกิจแปรรูปไม้เพื่อทำเครื่องเรือนและเครื่องใช้สอย,ธุรกิจบริการฝึกอบรม ติดตั้ง บำรุงรักษา และซ่อมแซมเกี่ยวกับเครื่องจักร เครื่องกล,ธุรกิจบริการเป็นศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย,ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น อุปกรณ์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ผลิตภัณท์โลหะและชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป ผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อการอุตสาหกรรม เป็นต้น
2. สหรัฐอเมริกา 160 ราย คิดเป็น 16% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 6,940 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ
ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม,ธุรกิจโฆษณา,ธุรกิจแปรรูปไม้เพื่อทำเครื่องเรือนและเครื่องใช้สอย ,ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนเหล็กหล่อขึ้นรูป ชิ้นส่วนเครื่องเรือน Circuit Breaker เป็นต้น
3. สิงคโปร์ 131 ราย คิดเป็น 13% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 74,452 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจผลิตไม้วีเนียร์ (Wood Veneer)
ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การวางระบบสายสัญญาณ การทดสอบสายสัญญาณ การเดินสายสัญญาณ และการทดสอบอุปกรณ์เครือข่ายที่ใช้ภายในศูนย์ข้อมูล เป็นต้น ,ธุรกิจบริการให้ใช้ช่วงสิทธิแฟรนไชส์ (Franchising) เพื่อประกอบธุรกิจจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม,ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป บรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดปลอดเชื้อ เครื่องจักรอัตโนมัติ เป็นต้น
4. ญี่ปุ่น 131 ราย คิดเป็น 13% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 56,562 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การประเมินความเสี่ยงทางเทคนิค และการกำหนดแนวทางการวิจัยและพัฒนาชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น,ธุรกิจบริการออกแบบทางอิเล็กทรอนิกส์,ธุรกิจบริการพัฒนา/ปรับปรุงซอฟต์แวร์,ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนยานพาหนะ ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นต้น
5. ฮ่องกง 89 ราย คิดเป็น 9% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 16,987 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียม ภายในบริเวณพื้นที่แปลงสำรวจที่ได้รับสัมปทานในอ่าวไทย,ธุรกิจบริการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้า สำหรับยานพาหนะไฟฟ้า,ธุรกิจบริการพัฒนา/ปรับปรุงซอฟต์แวร์,ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น เม็ดสีพลาสติกมาสเตอร์แบทช์ (Plastic Masterbatch), High Energy Density Battery, เครื่องจักรอัตโนมัติที่มีขั้นตอนการออกแบบระบบอัตโนมัติและระบบควบคุมการปฏิบัติงานด้วยสมองกลเอง เป็นต้น
เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2568 พบว่า การอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย เพิ่มขึ้น 201 ราย (26%) (เดือน ม.ค.-ก.ย. 2569 อนุญาต 971 ราย / เดือน ม.ค.-ก.ย. 2568 อนุญาต 770 ราย) และมีมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น 18,060 ล้านบาท (7%) (เดือน ม.ค.-ก.ย. 2569 ลงทุน 271,176 ล้านบาท / เดือน ม.ค.-ก.ย. 2568 ลงทุน 253,116 ล้านบาท) รวมถึงมีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวรวม 6,134 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1,002 คน (20%) (เดือน ม.ค.-ก.ย. 2569 จ้างงาน 6,134 คน / เดือน ม.ค.-ก.ย. 2568 จ้างงาน 5,132 คน)
นอกจากนี้ ยังพบว่า การลงทุนของต่างชาติที่เข้ามา ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 494 ราย คิดเป็น 51% ของจำนวนการอนุญาตทั้งหมด 971 ราย มูลค่าลงทุน 201,352 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมอนาคต (Future Industries) เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล AI ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเกษตรอาหาร โดยประเภทธุรกิจที่ได้รับอนุญาตผ่านช่องทาง BOI สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่
1. ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะ เครื่องจักรอัตโนมัติ ผลิตภัณฑ์พลาสติกและชิ้นส่วนพลาสติก เป็นต้น ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง
2. ธุรกิจบริการที่มีมูลค่าสูง อาทิ กิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน (Trade and Investment Support Office: TISO) กิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center: IBC) และกิจการศูนย์จัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบระหว่างประเทศ (International Procurement Office: IPO) ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีส่วนสำคัญในการยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนในระดับภูมิภาค
3. ธุรกิจบริการด้านคอมพิวเตอร์ เช่นบริการพัฒนาซอฟต์แวร์ / แพลตฟอร์ม บริการ Data Center เป็นต้นซึ่งตรงกับเป้าหมายเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และ AI Services
อธิบดีกิตติวัฒน์ ฯ เพิ่มเติมว่า สำหรับการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ ในช่วง 3 ไตรมาสปี 2569 (เดือนมกราคม - กันยายน) มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 302 ราย คิดเป็น 31%ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 80 ราย (36%) (เดือน ม.ค.-ก.ย. 2569 ลงทุน 302 ราย / เดือน ม.ค.–ก.ย. 2568 ลงทุน 222 ราย) โดยมีมูลค่าการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 102,740 ล้านบาท คิดเป็น 38% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจาก *จีน 110 ราย ลงทุน 36,775 ล้านบาท *ญี่ปุ่น 45 ราย ลงทุน 28,283 ล้านบาท *ฮ่องกง 35 ราย ลงทุน 7,319 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 112 ราย ลงทุน 30,363 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ
ทั้งนี้ เฉพาะเดือนกันยายน 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจในประเทศไทย จำนวน 136 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จำนวน 29 ราย และการขอหนังสือรับรอง
การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาต
ตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) จำนวน 107 ราย เงินลงทุนทั้งสิ้น 21,915 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติจากสหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่น ตามลำดับ
มีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 271 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านโดยตรงจากประเทศผู้เข้ามาลงทุนให้แก่คนไทย เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับระบบบริหารร้านค้าและการบริหารลูกค้า องค์ความรู้เกี่ยวกับการทำงานของรางเชื้อเพลิงแรงดันสูงภายในเครื่องยนต์ และองค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้งานเครื่องจักร Injection Molding Machine เป็นต้น
ธุรกิจที่คนต่างด้าวได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในเดือนกันยายน 2569 ได้แก่ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ การให้คำปรึกษาทางเทคนิค และการออกแบบทางวิศวกรรม เป็นต้น
ธุรกิจบริการด้านจัดการพลังงาน โดยเป็นการติดตั้งและบริหารจัดการระบบผลิตน้ำเย็นเพื่อระบบปรับอากาศของอาคาร
ธุรกิจบริการพัฒนา/ปรับปรุงซอฟต์แวร์ บริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น อุปกรณ์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า แม่พิมพ์ และชิ้นส่วนแม่พิมพ์ ผลิตภัณท์ โลหะและชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป เป็นต้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

