เรื่องนี้มีประวัติ : พระตำหนักสวนบ้านแก้ว จันทบุรี

เมื่อกล่าวพระนาม สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 หลายคนที่ศึกษาประวัติศาสตร์ไทยยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 คงเข้าใจโดยพลันว่า ทรงเป็นสมเด็จพระราชินีผู้ทรงพลัดพรากจากแผ่นดินไทยไปพร้อมกับสมเด็จพระราชสวามี พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังจากถูกชิงพระราชบัลลังก์ โดยคณะราษฎร์ หลังก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475





นั่นคือช่วงเวลาหนี่งในประวัติศาสตร์ที่ไม่จำเป็นต้องพูดย้ำว่าพระองค์จะทรงขื่นขมพระทัยสักเพียงใด แต่สิ่งที่พระองค์ทรงทำก็คือยอมรับในพระชะตา แล้วเสด็จอยู่เคียงข้างพระราชสวามีตลอดไป แม้จะต้องตามเสด็จไปอยู่ในต่างประเทศ โดยทรงใช้พระชีวิตแบบผู้ทรงพลัดแผ่นดินถิ่นกำเนิด และต้องทรงสูญเสียพระราชสถานะสมเด็จพระราชินี แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็เพียงเพื่อทรงปรารถนาให้สถานการณ์การเมืองไทยกลับสู่สภาวะสุขสงบโดยเร็ว ไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อ ไม่ต้องประสบปัญหามิคสัญญีกลียุค ทั้งนี้รัชกาลที่ 7 ทรงสละราชสมบัติเมื่อ 2 มีนาคม 2478 ทั้งคู่เสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ ประเทศอังกฤษ จนกระทั่งรัชกาลที่ 7 เสด็จสวรรคตเมื่อ 30 พฤษภาคม 2484 ถวายพระเพลิงพระบรมศพ วันที่ 3 มิถุนายน 2484 ณ สุสานโกลเดอร์ส-กรีน กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ หลังจากนั้นสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชนี ยังประทับ ณ กรุงลอนดอนต่อไป จนกระทั่งได้รับการกราบบังคมทูลเชิญเสด็จนิวัติกลับประเทศไทย พ.ศ. 2492 โดยทรงอัญเชิญพระบรมอัฐิพระบรมราชสวามีเสด็จนิวัติประเทศไทยด้วย โดยเมื่อเสด็จนิวัติประเทศไทยแล้วทรงประทับ ณ วังศุโขทัย แล้วต่อจากนั้นทรงไปประทับ ณ วังหรือพระตำหนักสวนบ้านแก้ว จันทบุรี ครั้นในช่วงปลายพระชนม์ชีพ ทรงกลับไปประทับ ณ วังศุโขทัย




พระราชประวัติ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงมีพระนามเดิมคือ หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี สวัสดิวัตน์ พระราชสมภพ เมื่อวันอังคารที่ 20 ธันวาคม 2447 ณ วังปทุมวัน พระนามลำลองคือท่านหญิงนา) พระบิดาและพระมารดาคือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงอาภาพรรณี ทรงเข้าพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนศุโขทัยธรรมราชา ต่อมาคือรัชกาลที่ 7 เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2461 ทรงรับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระบรมราชินี เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2468 เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2527 สิริพระชนมายุ 79 พรรษา

พระราชกรณียกิจในสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชีนี หลังจากเสด็จนิวัติประเทศไทย ทรงอุทิศพระวรกายทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่าง ๆ โดยทรงแบ่งเบาพระราชภารกิจในสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นานัปการ ดังนี้

พระราชกรณียกิจด้านพัฒนาการเกษตรและหัตถกรรมท้องถิ่น ณ วังสวนบ้านแก้ว โดยพระองค์เสด็จไปประทับ และทรงทำการเกษตร เป็นเวลานานกว่า 18 ปี ในช่วงเวลานั้นทรงศึกษาการทอเสื่อกก และทรงนำความรู้ไปต่อยอด เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หัตถกรรมที่มีชื่อเสียงในเวลาต่อมาคือ เสื่อสมเด็จฯ ซึ่งช่วยสร้างอาชีพและรายได้ให้ราษฎรในพื้นที่ผู้เข้าร่วมโครงการ ดังนั้น พระตำหนักสวนบ้านแก้ว จึงเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้การเกษตรและการพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎร และศูนย์เรียนรู้ฝึกอบรมหัตถกรรมพื้นบ้าน โดยเฉพาะการทอเสื่อจันทบูร และหัตถกรรมพื้นบ้านอื่น ๆ ที่ใช้วัสดุในพื้นถิ่นเป็นส่วนประกอบสำคัญ


พระราชกรณียกิจด้านการศึกษา ทรงอุทิศพระตำหนักสวนบ้านแก้วให้กระทรวงศึกษาธิการ จัดตั้งวิทยาลัยครูจันทบุรี ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี และพระราชทานการสนับสนุนงานของ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มาโดยตลอดพระชนม์ชีพ

พระราชกรณียกิจด้านการแพทย์และสาธารณสุข ทรงสนับสนุนและพัฒนาด้านการแพทย์และสาธารณสุขในภูมิภาค พระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างอาคารศัลยกรรม (ห้องผ่าตัด) ให้โรงพยาบาลประจำจังหวัดจันทบุรี ซึ่งเวลาต่อมาได้รับพระราชทานนามว่า โรงพยาบาลพระปกเกล้า และทรงสนับสนุนการดำเนินงานของวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี

พระราชกรณียกิจด้านอนุรักษ์พระราชปณิธานในรัชกาลที่ 7 และด้านประวัติศาสตร์ไทย ทรงก่อตั้งมูลนิธิประชาธิปก-รำไพพรรณี เพื่อสืบสานพระราชกรณียกิจในรัชกาลที่ 7 และทรงสนับสนุนทุนการศึกษาในการค้นคว้าวิจัยของมูลนิธิ และพระราชทานสิ่งของส่วนพระองค์ในรัชกาลที่ 7 จำนวนกว่า 700 ชิ้น เพื่อนำไปจัดแสดง และจัดตั้งพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์การเมืองไทย


จากพระราชกรณียกิจทั้งหมดนี้ ทำให้พระองค์ทรงได้รับการยกย่องจาก
องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ
(United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization : UNESCO) ในปี 2569 ให้ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก

ชวนเที่ยวพระตำหนักสวนบ้านแก้ว วังสวนบ้านแก้ว หรือพระตำหนักสวนบ้านแก้ว ปัจจุบันตั้งอยู่ในเขตมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี โดยเป็นพิพิธภัณฑ์และเป็นแหล่งท่องเที่ยวด้านประวัติศาสตร์ เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 09.00-16.00 น. ไม่เก็บค่าเข้าชม


ประวัติการทรงสร้างพระตำหนักสวนบ้านแก้ว หลังจากที่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ เสด็จนิวัติประเทศไทยเป็นการถาวร เมื่อปี 2492 จึงทรงมีพระราชดำริจัดหาที่ดินในต่างจังหวัด ทรงเลือกที่เงียบสงบ อากาศดี และทำการเกษตรได้ แล้วจึงทรงสร้างเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ โดยทรงซื้อที่ดินบริเวณริมคลองบ้านแก้ว จังหวัดจันทบุรี พื้นที่ 689 ไร่ (บางแหล่งข้อมูลระบุว่า 720 ไร่) ช่วงปี 2493 ที่เสด็จไปประทับนั้นยังทุรกันดาร ไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปา แรกเริ่มทรงประทับที่เรือนเทา หลังจากนั้นประมาณ 2 ปี จึงทรงให้สร้างพระตำหนักใหญ่ ทรงให้หม่อมเมัยเฉลิม กฤดากร เป็นสถาปนิกออกแบบพระตำหนัก พระตำหนักตั้งอยู่บนเนินดิน ทำให้ทอดพระเนตรทิวทัศน์ร่มรื่นของสวนบ้านแก้วได้กว้างขวาง ตำหนักมีสถาปัตยกรรมแบบอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้สไตล์ยุโรป ทาสีเทาทั้งหลัง พื้นที่ชั้นล่างเป็นห้องโถงใหญ่ และห้องรับรองพระราชอาคันตุกะ ส่วนชั้นบนเป็นห้องพระบรรทม อิฐที่ใช้สร้างพระตำหนักเป็นอิฐที่ทรงให้คนงานในสวนช่วยกันทำแล้วเผาเอง โดยอิฐทุกก้อนมีตัวอักษร ส.บ.ก. คือสวนบ้านแก้วประทับลงไป


ทั้งนี้ ในวันที่ 20 ธันวาคมทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 มหาวิทยาลัยราชภัฏรําไพพรรณี จัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อถวายพระเกียรติพระองค์ท่าน เช่น การแสดงศิลปวัฒนธรรรม แสดงโขน สาธิตอาหารพื้นถิ่นเมืองจันทบูร และแสดงหุ่นฟางยักษ์รูปสัตว์ต่าง ๆ เช่น สุนัขทรงเลี้ยง เนื่องจากทรงเลี้ยงสุนัขไว้ถึง 12 ชีวิต โดยทรงโปรดสุนัขที่ชื่อ แล็ชชี มากที่สุด นอกจากนั้นยังทรงเลี้ยงไก่ เป็ดปักกิ่ง และห่าน ดังนั้น พระตำหนักแห่งนี้จึงมีไข่ไก่จำหน่ายด้วย


สิ่งที่น่าชมในเขตพระตำหนักสวนบ้านแก้ว มีดังนี้ อุทยานการเรียนรู้วังสวนบ้านแก้ว จุดแสดงหุ่นฟางยักษ์ ที่ทำเป็นรูปสุนัข ไก่ และคนหาบกระจาด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์การทำหัตถกรรมพื้นบ้าน สินค้าจากการทำหัตถกรรมพื้นบ้านที่พระองค์ทรงสนับสนุนมีหลากหลาย อาทิ เสื่อกกคุณภาพดี แล้วทรงนำเสื้อกกไปทำผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น กระเป๋าเสื่อ ที่รองจาน ที่รองแก้ว และของใช้อื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งหาซื้อได้ในศูนย์ศิลปาชีพวังสวนบ้านแก้ว


อาคารสำคัญในพระตำหนักคือ เรือนเทา (ที่ประทับส่วนพระองค์) เรือนเขียว (ที่พักราชเลขานุการนพระองค์ และพระราชอาคันตุกะ) และเรือนแดง (ที่พักของข้าหลวงและข้าราชบริพาร) โดยสร้างเป็นเรือนไม้หลังเล็ก ๆ ปัจจุบันใช้จัดแสดงนิทรรศการ


ย้อนหลังไปเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2499 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ณ พระตำหนักสวนบ้านแก้ว ในครั้งนั้น ทรงปลูกต้นจำปา และต้นเงาะบางยี่ขัน ไว้เป็นที่ระลึก ที่บริเวณข้างพระตำหนักใหญ่



สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ประทับ ณ พระตำหนักสวนบ้านแก้ว เป็นเวลา 18 ปี (2493–2511) แล้วพระราชทานที่ดินและสิ่งก่อสร้างทั้งหมดให้กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อจัดตั้งวิทยาลัยครูจันทบุรี


ปัจจุบัน พระตำหนักใหญ่ได้รับการอนุรักษ์เป็นอย่างดี โดยตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเครื่องใช้ส่วนพระองค์ และพระราชกรณียกิจต่าง ๆ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

