คอลัมน์ : มองมุมเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

รัฐบาลหมดท่า แจกยาบ้าประชานิยม ต้องล้างพิษประชานิยม ในสังคมที่เสพติด
ข้อสังเกตหลักจากเวทีธนาคารโลกและ IMF ต่อโยบายประชานิยมของไทย คือ ความกังวลเรื่องภาระหนี้สาธารณะ ความยั่งยืนทางการคลัง และความเสี่ยงที่นโยบายแจกเงินหรือกระตุ้นระยะสั้นจะไปแย่งชิงงบประมาณในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว รวมถึงข้อเสนอแนะให้รัฐบาลมุ่งเน้นการช่วยเหลือแบบเฉพาะเจาะจง (Targeted measures) แทนการใช้มาตรการกวาดหว่าน เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในภาพรวม
ประชานิยมในประเทศไทยเริ่มขึ้นได้อย่างไร
ต่างจากระบบสวัสดิการของรัฐอย่างไร
เมื่อประชาชนเสพติดประชานิยม
เราจะบำบัดการติดยาเสพติดได้อย่างไร
นับแต่ รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ได้ริเริ่มนำนโยบายประเภท “ประชานิยม” เข้ามาใช้อย่างเป็นระบบ หากมองย้อนกลับไป เราจะพบโครงการสร้างปัญหาที่ทิ้งบาดแผลทางการคลังไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ด ที่ขาดดุลงบประมาณมหาศาลและเปิดช่องทุจริต, โครงการรถยนต์คันแรกที่กระตุ้นหนี้ครัวเรือนพุ่งสูง, โครงการแท็บเลตแจกเด็กที่ไร้ความคุ้มค่าและพังไว, โครงการกองทุนหมู่บ้านที่กลายเป็นภาระหนี้ซ้ำซ้อนของชุมชน หรือ โครงการหวยบนดิน ที่ส่งเสริมการพนันในระบบ โครงการบ้านเอื้ออาทร ที่มีการทุจริตโกงจนต้องติดคุกอยู่จนถึงทุกวันนี้
ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน รัฐบาลอนุทิน ก็ยังคงสืบทอดพันธุกรรมประชานิยมอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็น โครงการไทยช่วยไทยพลัสที่เน้นแจกเงินคนละ 4,000 บาท, โครงการแจกเงินช่วยต้นทุนชาวนาไม่เกิน 10,000 บาทต่อครอบครัว,โครงการคนละครึ่งพลัสหรือนโยบายฉาบฉวยอย่าง ไทยเที่ยวไทยพลัสและ TH-AI Passport (แจกสิทธิ์ใช้ AI โปรฟรี)
ทั้งหมดนี้ล้วนเน้น “ความฟินระยะสั้น” เพื่อซื้อใจผู้ลงคะแนนเสียงทั้งสิ้น
ประชานิยม VS สวัสดิการรัฐ :“ยาบรรเทาปวด” กับ “การดูแลสุขภาพ”
ความจริงที่ประชาชนต้องรู้คือ “โครงการประชานิยม” ไม่ใช่“สวัสดิการของรัฐ” และมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
l สวัสดิการรัฐ (เช่น 30 บาท รักษาทุกโรค, การศึกษาฟรี,เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ) คือ “การสร้างความมั่นคงถาวร”มีกฎหมายรองรับ ประชาชนได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียม มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและการศึกษาเพื่อให้คนยืนได้ด้วยตัวเองในระยะยาว และมีแผนการ แผนภาษีและงบประมาณที่ชัดเจน
l ประชานิยม คือ “การอุดหนุนระยะสั้น” เป็นมาตรการชั่วคราวที่เปลี่ยนไปตามวาระทางการเมืองการเลือกตั้ง เน้นการแจกเงิน หรืออุดหนุนราคา ซึ่งไม่ได้ช่วยพัฒนาทักษะการทำมาหากินของประชาชนเลย มิหนำซ้ำสร้างหนี้สินทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง ต้องจ่ายคืนพร้อมดอกเบี้ย
เงินภาษี ค่าเสียโอกาส และการจำนองอนาคตคนรุ่นถัดไป
สิ่งสำคัญที่สุดที่รัฐบาลไม่เคยบอกประชาชน คือ เงินทุกบาทที่นำมาแจกในโครงการประชานิยม ล้วนเป็นเงินภาษีที่มาจากหยาดเหงื่อแรงงานของประชาชนทุกคน

การนำเงินงบประมาณแผ่นดินไปละลายกับการแจกเงินแลกความพึงพอใจชั่วคราว ทำให้ประเทศต้องสูญเสีย“ค่าเสียโอกาส” (Opportunity Cost) มหาศาลเงินหลายแสนล้านบาทที่ถูกแจกหมดไปในไม่กี่วัน ควรจะถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่านั้น เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การลงทุนในระบบน้ำและการเกษตรยั่งยืน การอัปเกรดโรงพยาบาลและโรงเรียน หรือการปรับโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีและระบบขนส่งของประเทศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
ที่เลวร้ายกว่านั้น ยามที่รัฐบาลไม่มีเงินงบประมาณเพียงพอ แต่ยังดึงดันจะแจกในโครงการอย่าง ไทยช่วยไทยพลัส หรือ คนละครึ่งพลัส รัฐบาลมักเลือกใช้วิธี“กู้เงินมาแจก”
การกู้เงินมาแจก ไม่เพียงแต่ทำให้วินัยการเงินการคลังพังพินาศ แต่ยังเป็นการจำนองอนาคตของประเทศ มันคือมาตรการที่คิดสั้น หวังผลเลิศแค่ความนิยมทางการเมืองในระยะสั้น แต่โยนภาระหนี้สินมหาศาลพร้อมดอกเบี้ยไปให้ “คนรุ่นถัดไป” ต้องรับกรรมและชดใช้คืนในอนาคต
การกู้เงินเพื่อบริโภค ไม่ใช่เพื่อการลงทุน เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีสำหรับประชาชนอีกด้วย
เมื่อ “ประชานิยม” กลายเป็น “ยาเสพติด”ของสังคม
หากวิเคราะห์เปรียบเทียบ นโยบายประชานิยมมีกลไกการทำงานกับสังคมไม่ต่างจาก “สารเสพติด”:
1.สุขชั่วคราว (Short-term High): เมื่อรัฐแจกเงินสด ประชาชนจะรู้สึกดีใจทันที เหมือนผู้ติดยาที่ได้รับสารโดพามีนช่วยผ่อนคลายความเจ็บปวดเฉพาะหน้า
2.ภาวะดื้อยา (Tolerance): เมื่อเสพติดไประยะหนึ่ง การแจกเงินเท่าเดิมจะไม่ได้ผลอีกต่อไป รัฐบาลยุคต่อๆ ไปจึงต้อง “เพิ่มขนาดยา” จากแจกหลักร้อย เป็นหลักพัน และหลักหมื่น กู้เงินมหาศาลมาอัดฉีดเพื่อให้ประชาชนรู้สึกประทับใจเท่าเดิม
3.อาการลงแดง (Withdrawal Effect): วันใดที่รัฐบาลคิดจะยกเลิกหรือลดการแจก ประชาชนจะเกิดอาการ “ลงแดงทางการเมือง” โกรธเคืองและโหวตขับไล่รัฐบาลทันที จนไม่มีนักการเมืองคนไหนกล้าหักดิบ
4.ทำลายโครงสร้างประเทศ (Long-term Harm): ยาเสพติด ทำลายตับไตฉันใด ประชานิยมก็ทำลายกลไกการคลัง วินัยการออม และสร้าง “ภาวะเสพติดการพึ่งพา” จนประชาชนละทิ้งการพัฒนาตนเองเพื่อรอคอยการอุ้มชูจากรัฐตลอดเวลา
4 ขั้นตอน “บำบัดประเทศ” ให้หลุดพ้นจากวงจรประชานิยม
หากเราจะล้างพิษประชานิยมในสังคมที่เสพติดไปแล้ว เราต้องนำ “กระบวนการถอนยาเสพติดทางการแพทย์” มาปรับใช้กับนโยบายสาธารณะ:
1. ขับพิษ (Detox): ออกกฎหมายคุมเข้มวินัยการเงินการคลัง กำหนดเพดานงบอุดหนุนอย่างเด็ดขาด และบังคับให้พรรคการเมืองที่จะแจกเงิน ต้องระบุให้ชัดว่าจะเก็บภาษีจากไหนมาจ่าย เงินจำนวนดังกล่าวมีทางเลือกในการใช้เงินในเรื่องใดบ้าง เพื่อให้ประชาชนเห็น “ราคาจริง” ที่ต้องแลก
2. ค่อยๆ ถอนยา (Tapering): หยุดการแจกเงินสดฟรีๆ เปลี่ยนเป็น “เงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข” เช่น ให้คูปองแลกกับการฝึกอบรมทักษะอาชีพใหม่ หรือเปลี่ยนงบแจกเงินไปเป็นสวัสดิการถาวร เช่น ขนส่งสาธารณะราคาถูก และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
3. ฟื้นฟูค่านิยม (Rehabilitation): รณรงค์สร้างความเข้าใจกับประชาชนว่า “ไม่มีของฟรีในโลกเศรษฐศาสตร์” เงินที่แจกในวันนี้คือหนี้ที่ลูกหลานต้องผ่อนในวันหน้า เงินที่จะแจกสามารถใช้ลงทุนในเรื่องอื่นๆได้อย่างไรบ้าง พร้อมเปิดโอกาสให้ชุมชนร่วมจัดทำงบประมาณเพื่อพัฒนาท้องถิ่นด้วยตนเอง
4. ป้องกันการเสพซ้ำ (Relapse Prevention):จัดตั้ง องค์กรวิเคราะห์งบประมาณที่เป็นอิสระ เพื่อทำหน้าที่ตรวจการทางการคลัง ประเมินความคุ้มค่าและผลกระทบของทุกนโยบายหาเสียงให้ประชาชนทราบอย่างตรงไปตรงมาก่อนเข้าสู่วันเลือกตั้ง (ซึ่งมีกฎเกณฑ์แล้วแต่ล้มเหลว เพราะ กกต.ไม่มีประสิทธิภาพในการ
ตรวจสอบ)
บทสรุป:
ประชานิยมอาจเป็น “ยาแก้ปวด กล่อมประสาท” ที่หวานหอมในยามวิกฤต แต่การป้อนยาพิษนี้แก่ประเทศอย่างต่อเนื่องจะทำลายอนาคตของชาติ
หน้าที่ของรัฐบาลที่ดีไม่ใช่การเป็น “ผู้แจกทาน”ที่ผลาญเงินภาษีและผลักภาระหนี้ให้คนรุ่นหลัง แต่คือการเป็น “ผู้สร้างโอกาส” เพื่อให้ประชาชนยืนได้ด้วยขาของตัวเองอย่างภาคภูมิและยั่งยืน
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

