เฉลยแล้วรอยตีนปริศนา! กรมธรณียืนยันเป็นไดโนเสาร์กินเนื้อ อายุ 120 ล้านปีก่อน

กรมทรัพยากรธรณียืนยันผลตรวจสอบรอยตีนปริศนาบริเวณอุทยานแห่งชาติภูหินจอมธาตุ-ภูพระบาท จ.อุดรธานี พบเป็นซากดึกดำบรรพ์รอยตีนไดโนเสาร์กินเนื้อกลุ่มเทอโรพอด นับเป็นการค้นพบรอยตีนไดโนเสาร์กินเนื้อครั้งแรกของจังหวัด มีอายุประมาณ 120 ล้านปี คาดไดโนเสาร์เจ้าของรอยตีนมีความยาวลำตัวประมาณ 6.30 เมตร เตรียมวางมาตรการอนุรักษ์และพัฒนาเป็นแหล่งศึกษาทางธรณีวิทยาในอนาคต
จากกรณีผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์รายหนึ่งโพสต์ภาพหินที่มีลักษณะคล้ายรอยตีนไดโนเสาร์ พร้อมสอบถามข้อมูลในกลุ่มเฟซบุ๊ก “นี่คือตัวอะไร” โดยระบุว่าพบร่องรอยดังกล่าวบริเวณอุทยานแห่งชาติภูหินจอมธาตุ-ภูพระบาท จ.อุดรธานี ก่อนที่เจ้าหน้าที่อุทยานจะลงพื้นที่ตรวจสอบและพบว่ามีลักษณะเข้าข่ายเป็นรอยตีนไดโนเสาร์นั้น
ล่าสุด วันที่ 20 ตุลาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมทรัพยากรธรณีเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อพิสูจน์ว่าร่องรอยดังกล่าวเป็นรอยตีนไดโนเสาร์จริงหรือเกิดจากกระบวนการทางธรรมชาติประเภทอื่น โดยมอบหมายให้นายนิพนธ์ จำนงศิริศักดิ์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รักษาการอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี ประสานเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมศิลปากร
ผลการตรวจสอบยืนยันว่า พบซากดึกดำบรรพ์รอยตีนไดโนเสาร์กลุ่มเทอโรพอด (Theropod) ซึ่งเป็นไดโนเสาร์กินเนื้อที่เดินด้วยขาหลัง 2 ข้าง จำนวน 1 แนวทางเดิน ประกอบด้วยรอยตีนทั้งหมด 6 รอย ปรากฏอยู่บนชั้นหินทรายหมวดหินภูพาน มีอายุอยู่ในยุคครีเทเชียสตอนต้น หรือประมาณ 120 ล้านปีก่อน
รอยตีนที่พบมีลักษณะเด่นคือมีนิ้วเท้า 3 นิ้ว ปลายแหลม แต่ละรอยมีความยาวประมาณ 29 เซนติเมตร และกว้าง 26 เซนติเมตร จากการวิเคราะห์ขนาดรอยตีน นักธรณีวิทยาประเมินว่าไดโนเสาร์เจ้าของรอยดังกล่าวมีความสูงบริเวณสะโพกประมาณ 1.42 เมตร และมีความยาวลำตัวประมาณ 6.30 เมตร โดยมีขนาดใกล้เคียงกับ “สยามโมไทรันนัส อีสานเอนซิส” ไดโนเสาร์กินเนื้อที่เคยค้นพบในประเทศไทยจากช่วงเวลาเดียวกัน
ภายหลังการค้นพบ กรมทรัพยากรธรณี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมศิลปากร เตรียมดำเนินมาตรการคุ้มครองตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ. 2551 เพื่อป้องกันความเสียหายจากการรบกวนของนักท่องเที่ยว รวมถึงวางแนวทางป้องกันการกัดเซาะจากน้ำ พร้อมพิจารณาพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งศึกษาและวิจัยด้านธรณีวิทยาและซากดึกดำบรรพ์ ตลอดจนแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศในอนาคต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

