คอลัมน์ : คิด เขียน คุย

จับทาง‘ศึกซักฟอกรัฐบาล’
เมื่อวันที่ 20 ตุลาคมวานนี้ นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ หรือ “สส.ไอเดียร์” สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ที่กำลังตกเป็นข่าวเรื่อง “เงินเทา 1.9 พันล้าน” พร้อมด้วยสามี คือนายไท่หยาง ซาง ได้เข้าพบพนักงานสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตามหนังสือเชิญ หลังจากนายไท่หยาง และ “สส.ไอเดียร์”ถูกนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน กับนายศิริโชค โสภา อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้“เป็นผู้กล่าวหา-เป็นเป็นโจทก์-เป็นพนักงานสอบสวน-เป็นศาล”ตั้ง“ศาลเตี้ย”ดำเนินคดีในโลกโซเชียลอย่างต่อเนื่องทุกวัน
คดีนี้เริ่มมาจากผู้กล่าวหา คือ นายรังสิมันต์ โรม ได้เปิดประเด็นนำร่องเหมือนทุกๆ เรื่องที่ สส.พรรคส้มผู้นี้ใช้กล่าวหาบุคคลอื่นโดยไร้พยานหลักฐาน และก็มักจะถูกฟ้องกลับในข้อหาหมิ่นประมาทเกือบทุกเรื่อง ซึ่งนายรังสิมันต์ ได้ยกเรื่องนี้มาอภิปรายพาดพิงและเชื่อมโยงนายไท่หยาง สามีของ “สส.ไอเดียร์” ระหว่างการตั้งกระทู้สดถามนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา เกี่ยวกับความคืบหน้าของคดีเก่าข้ามปีว่าด้วย“ปมสินบน 40 ล้านบาท”
นายรังสิมันต์ โรม ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ได้“โยนระเบิด”ใส่ไปยังนางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ด้วยการพาดพิงว่านายไท่หยาง ซาง สามีของเธอ มีความเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ และการฟอกเงินคริปโตเคอร์เรนซี โดยยกบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินเกือบ 2 พันล้านบาทที่ “สส.ไอเดียร์”แจ้งต่อ ป.ช.ป.มาเป็น“สารตั้งต้น”ข้อกล่าวหา
และการอภิปรายของนายรังสิมันต์ โรม ในวันนั้นก็ได้เกิดการประท้วงโต้กันไปโต้กันมาจนเกิดความวุ่นวาย และนายรังสิมันต์ถูกนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุม เชิญให้ออกจากห้องประชุม เพราะไม่ยอมถอนคำพูดจากข้อกล่าวหาลอยๆ ที่ทำให้นางสาวสุชาดาได้รับความเสียหาย และวันรุ่งขึ้นนางสาวสุชาดา ก็ได้เข้าแจ้งความเอาผิดกับนายรังสิมันต์ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ในข้อหา“หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา”
ที่มาที่ไปของ“เงินเทา 1.9 พันล้าน” เริ่มจาก“รังสิมันต์ โรม” สส.พรรคส้มเจ้าเก่า ที่เวลากล่าวหาใครมักจะไม่มีข้อมูลเชิงลึกหรือหลักฐานใดๆ จากการ“ขุดคุ้ย”ด้วยตนเอง จะมีก็แต่“การแสดงดราม่า”เพื่อให้เกิดกระแสและข้อมูลชุดนี้น่าจะเป็นชุดเดียวกับที่ นายศิริโชค โสภา อดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่อยู่นอกสภาฯเป็นผู้“ขุดคุ้ย”
นั่นก็เพราะ จากหลักฐานที่พบในเฟซบุ๊กของนายศิริโชค โสภา หลังจากที่นายรังสิมันต์ โรม กล่าวพาดพิง“สส.ไอเดียร์”และสามีกลางสภาฯ ในช่วงบ่ายเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 และคืนวันเดียวกันนั้น เวลา 22.17 น. นายศิริโชคก็ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กเป็นการรับลูกต่อว่า “ผมลองขุดเรื่อง ‘สามี สส.สุชาดา’ ตามที่คุณรังสิมันต์ โรม พาดพิงในสภาฯว่าอาจเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ”
นายศิริโชค โสภา อดีต“วอลล์เปเปอร์”ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อครั้งนายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี ช่วงปี 2551-2554 ใช้ลีลาออกตัวที่เหนือชั้นกว่านายรังสิมันต์ โรม จากการเขียนในโพสต์ดังกล่าวว่า“ขอบอกก่อนว่า ผมไม่ได้เริ่มจากข้อสรุปว่าเขาเป็น ‘สแกมเมอร์’ ผมเริ่มจากคำถามง่ายๆ ว่า คุณโรมกำลังพูดถึงอะไร และมีอะไรในประวัติการเงินของสามี สส.คนนี้ที่ควรตรวจสอบจริงหรือไม่? ยิ่งขุด ยิ่งเจอเรื่องที่น่าสนใจ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องพูดให้แฟร์ว่า จนถึงตอนนี้ผมยังไม่พบคำพิพากษาหรือเอกสารจากหน่วยงานรัฐที่ระบุว่า Taiyang Zhang ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานฉ้อโกง ดังนั้นคำว่า ‘สแกมเมอร์’ ที่กำลังพูดถึงกัน ผมยังถือว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ต้องพิสูจน์”
และนับจากวันนั้นเป็นต้นมา นายศิริโชค โสภา ก็ได้ทำการขุดคุ้ยและโพสต์ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวแต่เปิดเป็นสาธารณะที่มีคนติดตามกดไลก์หลักหมื่นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งถึงเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมวานนี้ เวลา 11.26 น. รวมทั้งหมดมี 33 ตอน โดยตอนที่ 33 นายศิริโชคเขียนโพสต์ไว้อย่างนี้
“จากวันที่ผมเริ่มเปิดโปงบ่อน Shuffle.com วันนี้ DSI ส่งหนังสือ ‘ลับ ด่วนที่สุด’ถึงผมแล้ว ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการค้นหาความจริงเกี่ยวกับบ่อน Shuffle.com ตั้งแต่โครงสร้างผู้ถือหุ้น ผลประโยชน์มหาศาลจากธุรกิจการพนันออนไลน์ ไปจนถึงเส้นทางการเงินและความเชื่อมโยงกับบุคคลในแวดวงการเมืองไทย ข้อมูลหลายอย่างอยู่ไกลถึงต่างประเทศ เอกสารบางฉบับต้องใช้เวลาตามหาเป็นวันๆ ธุรกรรมบางรายการต้องแกะรอยกันทีละขั้น บางคืนผมนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์จนดึก เพียงเพื่อหาคำตอบให้กับคำถามที่ยังค้างคาใจ
“ยิ่งค้นก็ยิ่งพบเรื่องที่น่าสงสัย และยิ่งพบก็ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ควรถูกปล่อยให้เงียบหายไป ระหว่างทางมีทั้งคนให้กำลังใจ คนช่วยส่งข้อมูล และคนที่ตั้งคำถามว่าผมทำไปเพื่ออะไร บางคนมองว่าเป็นเรื่องการเมือง บางคนถึงกับเอาผลการเลือกตั้งมาพูดเหน็บแนม ผมไม่เคยคิดว่าทุกคนจะต้องเห็นด้วยกับผม แต่ผมเชื่อเสมอว่า ข้อเท็จจริงไม่ได้เปลี่ยนไปตามความชอบหรือความเกลียดชังของใคร และความจริงก็ไม่จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากผู้มีอำนาจก่อนจึงจะถูกเปิดเผยได้”
“วันนี้ผมได้รับหนังสือจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ประทับตราสีแดงว่า “ลับ” และ “ด่วนที่สุด” ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2569 ในหนังสือระบุว่า DSI กำลังสืบสวนเรื่องบ่อน Shuffle.com ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายคอมพิวเตอร์และความผิดทางอาญาอื่นๆ พร้อมเชิญผมเข้าให้ถ้อยคำและส่งมอบเอกสารหลักฐานในวันที่ 22 ตุลาคมนี้ ผมยอมรับว่าอ่านแล้วรู้สึกดีใจอยู่ลึกๆ ไม่ใช่เพราะผมเอาชนะใครได้ แต่เพราะข้อมูลที่ผมใช้เวลาค้นคว้าและตรวจสอบมาตลอด กำลังจะได้เข้าสู่กระบวนการสืบสวนของหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมายเสียที”
“แน่นอนว่าหนังสือฉบับนี้ไม่ได้หมายความว่าใครมีความผิด และผมก็ไม่ทราบว่าการสืบสวนจะนำไปสู่ข้อสรุปอย่างไร แต่ผมพร้อมจะนำข้อมูลและหลักฐานทั้งหมดที่มีไปมอบให้เจ้าหน้าที่อย่างเต็มที เพราะผมเชื่อว่า การเปิดโปงความจริงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่การทำให้ผู้กระทำผิดต้องรับผิดชอบต่างหาก คือจุดหมายปลายทางของความยุติธรรม”
“และก่อนจบ ผมขอฝากถึงท่านนายกรัฐมนตรีอนุทินสักนิดครับ ผมยอมรับว่าผมสอบตกเลือกตั้ง แพ้ก็คือแพ้ ไม่มีอะไรต้องอาย เพราะการแพ้ชนะเป็นเรื่องธรรมดาของระบอบประชาธิปไตย แต่สิ่งที่ผมอยากให้ท่านเข้าใจก็คือ การสอบตกเลือกตั้งไม่ได้หมายความว่าคนคนนั้นหมดคุณค่าหรือหมดสิทธิ์ที่จะทำประโยชน์ให้บ้านเมือง ประชาธิปไตยไม่ได้ให้สิทธิ์เฉพาะคนที่ชนะเลือกตั้ง และความถูกต้องก็ไม่ได้เป็นสมบัติของคนที่มีอำนาจ คนสอบผ่านได้สิทธิ์เข้าไปบริหารประเทศ ส่วนคนสอบตกก็ยังมีสิทธิ์ตรวจสอบคนที่เข้าไปบริหารประเทศ เพราะประชาชนไม่ได้มอบอำนาจให้ใครไปแล้วต้องยอมปิดหูปิดตาตลอดสี่ปี”
“สุดท้ายแล้ว คนสอบตกเลือกตั้งอาจไม่มีเก้าอี้ให้นั่งในสภา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องนั่งดูความไม่ชอบมาพากลอยู่เฉยๆ และคนที่สอบผ่านเลือกตั้ง ก็ควรจำไว้ด้วยว่า ประชาชนเลือกท่านเข้าไปใช้อำนาจ ไม่ได้เลือกท่านเข้าไปอยู่เหนือการตรวจสอบ ผมสอบตกเลือกตั้งก็จริงครับ แต่ผมไม่ได้สอบตกจากการเป็นประชาชนคนไทย”
สรุป ก็คือ ข้อมูลที่นายรังสิมันต์ โรม นำไปเปิดประเด็นกล่าวหา “สส.ไอเดียร์”และสามีนั้น ย่อมเป็น“ข้อมูลเดียวกัน”กับที่นายศิริโชค โสภา “ขุดคุ้ย” และข้อมูลทั้งหมดนายศิริโชคก็ได้ใช้เป็นประเด็นเปิดอภิปรายใม่ไว้วางนายอนุทิน ชาญวีรกูล นอกสภาฯเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และนับจากนี้ก็เป็นหน้าที่ของนายรังสิมันต์ และ สส.ฝ่ายค้านทั้งพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะนำข้อมูลของนายศิริโชคไปเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายอนุทินและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต่ออีกทอดหนึ่งในสภาฯ
นึกภาพได้เลยว่า“สภาฯป่วน”แน่ เพราะต้องเกิดการประท้วงกันอย่างวุ่นวายแน่นอน !
รุ่งเรือง ปรีชากุล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

