'ดร.สุวินัย' ชำแหละ อุทาหรณ์ฝรั่งเศส ชี้ ประชาธิปไตยกินได้ อาจกลายเป็นสิ่งที่กินอนาคตตัวเอง

จากสถานการณ์การชุมนุมประท้วงต่อต้านค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีประชาชนออกมาร่วมชุมนุมมากกว่า 500,000 คน โดยมีคนกลุ่มรุ่นใหม่และเด็กนักเรียนเข้าร่วมด้วย ก่อนที่เหตุการณ์จะทวีทวีความรุนแรงลุกลามเป็นการจลาจลทั่วประเทศ โดยกลุ่มผู้ประท้วงได้ก่อเหตุจุดไฟเผาอาคาร รถยนต์ และศาลาว่าการเมือง รวมถึงมีการบุกปล้นร้านค้าแบรนด์เนมชื่อดังอย่าง หลุยส์ วิตตอง จนได้รับความเสียหายอย่างหนัก ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลต้องนำกำลังเข้าสลายการชุมนุม ทำให้ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ประชาชนอยู่ในความสงบและเป็นระเบียบเรียบร้อย หลังจากเหตุการณ์ประท้วงใหญ่ทั่วประเทศ
ล่าสุดวันนี้ 21 ตุลาคม 2569 ดร. สุวินัย ภรณวลัย โพสต์ร่ายยาวเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับประเทศฝรั่งเศส กับ ระบอบ ประชาธิปไตย โดยระบุว่า "การล่มสลายของ "ประชาธิปไตยกินได้" : อุทาหรณ์จากฝรั่งเศส
/////
เมื่อประชาธิปไตยแข่งขันกันด้วยคำสัญญาว่าประชาชนจะได้รับอะไร แต่ไม่มีใครกล้าถามว่า ใครจะเป็นผู้จ่าย และจะจ่ายได้นานเพียงใด

.....
1. ประเทศที่เคยสัญญาว่าจะดูแลประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย
ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบสวัสดิการสังคมก้าวหน้าที่สุดในโลกคนฝรั่งเศสได้รับการคุ้มครองด้านสุขภาพ การศึกษา การว่างงาน การเลี้ยงดูบุตร และการเกษียณอายุอย่างกว้างขวางระบบดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน
หากเป็นผลจากการสร้างรัฐสวัสดิการต่อเนื่องยาวนานหลายทศวรรษ นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี ค.ศ. 1945 ฝรั่งเศสเริ่มวางรากฐานระบบประกันสังคมสมัยใหม่ ภายใต้อุดมคติที่ได้รับอิทธิพลจากขบวนการต่อต้านนาซี อุดมคตินั้นมีชื่อว่า Les Jours Heureux หรือวันเวลาแห่งความสุขเป็นความหวังที่จะสร้างสังคมใหม่ที่ประชาชนไม่ต้องเผชิญความยากจน ความเจ็บป่วย และความไม่มั่นคงในชีวิตโดยลำพัง ในบริบทของประเทศที่เพิ่งผ่านสงคราม แนวคิดนี้มีเหตุผลรองรับอย่างชัดเจน ประชาชนต้องการหลักประกันรัฐบาลต้องการสร้างความมั่นคงและสังคมต้องการความหวังร่วมกัน แต่ปัญหาของนโยบายสาธารณะบางอย่างก็คือ สิ่งที่เหมาะสมในวันเริ่มต้น อาจกลายเป็นภาระในวันข้างหน้า หากไม่มีการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยเฉพาะเมื่อโครงสร้างประชากร เศรษฐกิจ และความสามารถในการหารายได้ของรัฐเปลี่ยนแปลงไป
.....
2. เมื่อสวัสดิการกลายเป็นเครื่องมือแข่งขันทางการเมือง
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา รัฐบาลฝรั่งเศสจากหลายพรรคการเมืองต่างมีส่วนในการขยายระบบสวัสดิการประชาชนได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นตามลำดับ การรักษาพยาบาลมีความครอบคลุมมากขึ้น การศึกษามีเงินสนับสนุนจากรัฐ
แรงงานได้รับหลักประกันการว่างงาน วันหยุดพักผ่อน และระบบบำนาญในปี ค.ศ. 1982 รัฐบาลของประธานาธิบดีฟร็องซัว มิตแตร์ร็อง ได้ลดอายุเกษียณตามปกติจาก 65 ปีเหลือ 60 ปี โดยเริ่มมีผลในปีถัดมา ต่อมาในปี ค.ศ. 1988 ฝรั่งเศสจัดตั้งระบบรายได้ขั้นต่ำสำหรับผู้มีทรัพยากรไม่เพียงพอและในปี ค.ศ. 2000 ก็เริ่มใช้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเพิ่มเติม เพื่อขยายความคุ้มครองแก่ผู้ที่เข้าไม่ถึงระบบเดิมนโยบายเหล่านี้ล้วนมีเหตุผลทางสังคมรองรับ แต่ทุกนโยบายมีต้นทุนและต้นทุนบางอย่างไม่ได้ปรากฏทั้งหมดในปีที่ประกาศใช้เงินบำนาญที่สัญญาว่าจะจ่ายในอนาคต อาจกลายเป็นภาระผูกพันต่อเนื่องอีกหลายสิบปีสิทธิประโยชน์ที่ประชาชนได้รับแล้ว ย่อมเป็นเรื่องยากทางการเมืองที่จะปรับลดในภายหลังตรงนี้เองที่เกิดปัญหาเชิงโครงสร้างของประชาธิปไตยแบบแข่งขันด้วยผลประโยชน์นักการเมืองได้รับคะแนนนิยมจากการเพิ่มสิทธิประโยชน์ในวันนี้ แต่ต้นทุนจำนวนหนึ่งจะตกแก่รัฐบาลและประชาชนในวันข้างหน้า เมื่อเป็นเช่นนี้ การแข่งขันทางการเมืองจึงมีแนวโน้มให้รางวัลแก่ผู้ที่สัญญาว่าจะให้มากขึ้น มากกว่าผู้ที่กล้าอธิบายข้อจำกัดของประเทศนี่คือจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เราเรียกว่า "ประชาธิปไตยกินได้" ประชาธิปไตยที่คุณค่าของการเลือกตั้งค่อย ๆ ถูกผูกเข้ากับคำถามว่า ประชาชนจะได้รับผลประโยชน์ทางวัตถุมากเพียงใดแทนที่จะถามควบคู่กันว่า ประเทศจะสร้างความมั่งคั่งและรักษาความสามารถในการจ่ายผลประโยชน์เหล่านั้นได้อย่างไร
.....
3. ไม่มีสวัสดิการใดปราศจากต้นทุน
ตัวเลขทางการคลังของฝรั่งเศสสะท้อนปัญหานี้ได้ชัดเจนในปี ค.ศ. 2023 รายจ่ายด้านสังคมของฝรั่งเศสตามข้อมูลเปรียบเทียบของหน่วยงานรัฐอยู่ที่ประมาณร้อยละ 31.7 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมที่ปรับตามศักยภาพทางเศรษฐกิจ
สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตกและยุโรปเหนือที่นำมาเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญรายจ่ายจำนวนมากเป็นเรื่องบำนาญและการดูแลผู้สูงอายุขณะเดียวกัน ในปี ค.ศ. 2025 ฝรั่งเศสมีรายจ่ายภาครัฐรวมสูงถึงร้อยละ 57.2 ของ GDP แต่รายได้ยังไม่เพียงพอ รัฐบาลขาดดุลการคลังประมาณร้อยละ 5.1 ของ GDP และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นปีอยู่ที่ร้อยละ 115.6 ของ GDP ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าฝรั่งเศสกำลังจะล้มละลายในทันที ฝรั่งเศสยังเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ มีฐานภาษี มีสินทรัพย์ และมีความสามารถในการระดมทุนแต่สิ่งที่ตัวเลขกำลังบอกก็คือประเทศที่มั่งคั่งเพียงใด ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางการคลังได้ตลอดไป เมื่อรายจ่ายประจำเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความสามารถในการหารายได้ รัฐบาลย่อมต้องเลือกจะเพิ่มภาษี จะลดรายจ่าย จะกู้เงินเพิ่ม หรือจะปรับโครงสร้างสิทธิประโยชน์ที่เคยสัญญาไว้ไม่มีทางเลือกใดปราศจากต้นทุนทางเศรษฐกิจและการเมือง และยิ่งปล่อยปัญหาไว้นานเท่าใด ทางเลือกก็ยิ่งยากขึ้นเท่านั้น
.....
4. เมื่อเงินบำนาญของคนรุ่นก่อนเบียดบังอนาคตของคนรุ่นหลัง
เดือนตุลาคม ค.ศ. 2026 มีรายงานสำคัญฉบับหนึ่งจากฝรั่งเศสรายงานประกอบร่างกฎหมายงบประมาณเปิดเผยว่า เงินประมาณร้อยละ 32 ของงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการ ถูกจัดสรรเข้าสู่บัญชีพิเศษเพื่อรองรับภาระบำนาญข้าราชการคิดเป็นเงินประมาณ 28,500 ล้านยูโร ขณะที่กระทรวงมหาดไทยมีสัดส่วนภาระลักษณะเดียวกันประมาณร้อยละ 30 ต้องเข้าใจว่าเงินเหล่านี้มิได้สูญหายไปไหนมันเป็นภาระที่รัฐมีต่อบุคลากรซึ่งเคยทำงานให้ประเทศ
แต่ปัญหาคือ เมื่อภาระดังกล่าวเพิ่มขึ้น พื้นที่ทางการคลังสำหรับบริการสาธารณะในปัจจุบันก็ถูกจำกัดลง เงินที่ต้องจ่ายเพื่อรองรับอดีต ย่อมเป็นเงินก้อนเดียวกับที่อาจนำไปลงทุนเพื่ออนาคตได้ นี่คือความขัดแย้งระหว่างคนต่างรุ่นที่เริ่มปรากฏชัดขึ้น คนรุ่นก่อนต้องการรักษาหลักประกันที่ตนเคยได้รับคำมั่นสัญญา คนรุ่นปัจจุบันต้องทำงานและเสียภาษีเพื่อประคองระบบ ส่วนคนรุ่นใหม่ต้องการโรงเรียนที่ดี โอกาสทำงาน และอนาคตที่มั่นคง ทุกฝ่ายมีเหตุผลของตนเอง แต่ทรัพยากรของประเทศมีจำกัด เมื่อรัฐบาลไม่สามารถจัดลำดับความสำคัญอย่างเหมาะสม ความขัดแย้งจึงหลีกเลี่ยงได้ยาก ปัญหาของฝรั่งเศสจึงไม่ใช่เพียงเรื่องเงินบำนาญ หากเป็นคำถามที่ลึกกว่านั้นว่า สังคมหนึ่งจะรักษาคำสัญญาต่อคนรุ่นก่อน โดยไม่ทำลายโอกาสของคนรุ่นหลังได้อย่างไร
.....
5. เมื่อคนรุ่นใหม่เริ่มตั้งคำถามกับรัฐสวัสดิการ
การประท้วงในฝรั่งเศสช่วงเดือนกันยายนและตุลาคม ค.ศ. 2026 เริ่มจากความไม่พอใจต่อสภาพการศึกษาและการขาดแคลนทรัพยากรในโรงเรียน นักเรียนจำนวนหนึ่งเผชิญปัญหาห้องเรียนแออัด บุคลากรไม่เพียงพอ และสภาพแวดล้อมการเรียนที่เสื่อมโทรมจากการเคลื่อนไหวของนักเรียนและครู ความไม่พอใจขยายไปสู่ประเด็นค่าครองชีพ รายได้ และคุณภาพบริการสาธารณะ วันที่ 17 ตุลาคม การชุมนุมขนาดใหญ่เกิดขึ้นในหลายเมือง ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ชุมนุมโดยสงบแต่บางพื้นที่เกิดการปะทะ การทำลายทรัพย์สิน และความรุนแรง จนรัฐบาลต้องใช้มาตรการรักษาความสงบเข้มงวดขึ้น เหตุการณ์นี้ไม่ควรถูกอธิบายอย่างง่าย ๆ ว่าเป็นผลจากรัฐสวัสดิการเพียงอย่างเดียว เพราะยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำ ค่าครองชีพ การบริหารงานของรัฐบาล และความไม่พอใจทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่หากมองลึกลงไป จะเห็นความย้อนแย้งประการหนึ่งประเทศที่เคยสัญญาว่าจะดูแลประชาชนอย่างครอบคลุมกลับกำลังเผชิญการประท้วงจากประชาชนที่รู้สึกว่ารัฐดูแลตนได้ไม่ดีพอ นี่คือวิกฤตความคาดหวัง เมื่อรัฐสร้างความคาดหวังไว้สูง แต่ความสามารถในการตอบสนองลดลงความผิดหวังย่อมรุนแรงตามไปด้วย โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้เป็นผู้ร่วมตัดสินใจสร้างภาระทางการคลังเหล่านี้ตั้งแต่ต้น
.....
6. "ประชาธิปไตย" ที่ผลักภาระจากปัจจุบันไปสู่อนาคตอย่างต่อเนื่อง
ถึงตรงนี้ จำเป็นต้องแยกประเด็นให้ชัดเจนปัญหาของฝรั่งเศสไม่ได้พิสูจน์ว่าประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองที่ผิดพลาดและไม่ได้หมายความว่าประชาชนไม่มีความสามารถในการตัดสินใจทางการเมือง ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่แรงจูงใจของระบบการเมือง
- เมื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งแข่งขันกันเสนอผลประโยชน์ระยะสั้น
- เมื่อประชาชนไม่ได้รับข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับต้นทุนระยะยาว
- เมื่อรัฐบาลไม่กล้าปรับเปลี่ยนนโยบายที่ได้รับความนิยม แม้จะรู้ว่าฐานะการคลังเริ่มมีปัญหา
ประชาธิปไตยก็อาจกลายเป็นระบบที่ผลักภาระจากปัจจุบันไปสู่อนาคตอย่างต่อเนื่องนักการเมืองไม่ได้จำเป็นต้องมีเจตนาร้าย ประชาชนก็ไม่ได้จำเป็นต้องเห็นแก่ตัว แต่ทั้งสองฝ่ายอาจติดอยู่ในโครงสร้างแรงจูงใจที่ทำให้การตัดสินใจซึ่งดูสมเหตุสมผลในระยะสั้น กลายเป็นปัญหาใหญ่ในระยะยาวนักการเมืองต้องการชนะเลือกตั้ง ประชาชนต้องการความมั่นคงในชีวิต แต่หากไม่มีใครรับผิดชอบต่อความยั่งยืนของระบบ ประเทศก็อาจสะสมภาระเกินกำลังของตนเอง
สิ่งที่ล่มสลายจึงอาจไม่ใช่ประชาธิปไตยในฐานะระบอบการปกครองหากเป็นความเชื่อที่ว่า ประชาธิปไตยสามารถตอบสนองความต้องการทางเศรษฐกิจของทุกคนได้ โดยไม่ต้องเผชิญข้อจำกัดของทรัพยากร นี่ต่างหากคือ มายาคติของประชาธิปไตยกินได้
.....
7. บทเรียนจากฝรั่งเศสสำหรับประเทศไทย
ประเทศไทยยังมีโครงสร้างเศรษฐกิจและระบบสวัสดิการแตกต่างจากฝรั่งเศสมาก การทำนายตื้น ๆ ว่าไทยจะเจริญรอยตามฝรั่งเศสแน่ๆ เป็นสิ่งที่พึงระวังเราไม่สามารถนำตัวเลขของฝรั่งเศสมาด่วนสรุปว่า ประเทศไทยจะเดินไปสู่จุดเดียวกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่บทเรียนสำคัญมีอยู่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยจำนวนประชากรวัยทำงานมีแนวโน้มลดลง ขณะที่รายจ่ายด้านสุขภาพและการดูแลผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นหากประเทศไทยเลือกขยายสิทธิประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงฐานภาษี ผลิตภาพแรงงาน และความสามารถในการเติบโตของเศรษฐกิจปัญหาทางการคลังย่อมสะสมขึ้นได้เช่นเดียวกัน เรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่าเราควรปฏิเสธรัฐสวัสดิการทั้งหมด ประชาชนควรเข้าถึงบริการพื้นฐานที่จำเป็น โดยเฉพาะการศึกษาและการรักษาพยาบาลเพราะประชาชนที่มีสุขภาพดีและได้รับการศึกษาย่อมเป็นกำลังสำคัญในการสร้างความมั่งคั่งให้ประเทศ แต่สวัสดิการที่ดีต้องมีระบบการเงินรองรับ ต้องมีการประเมินต้นทุน ต้องมีการจัดลำดับความสำคัญ ต้องมีมาตรการป้องกันการใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพ และต้องปรับเปลี่ยนได้เมื่อเงื่อนไขทางเศรษฐกิจเปลี่ยนไป (ขีดเส้นใต้ตรงนี้) ที่สำคัญ ประชาชนต้องเข้าใจว่าเงินสวัสดิการไม่ได้เกิดขึ้นจากความปรารถนาดีของนักการเมืองเพียงอย่างเดียวมันเกิดจากผลผลิตของเศรษฐกิจ จากแรงงาน จากธุรกิจ จากภาษี และจากความสามารถในการบริหารทรัพยากรของประเทศ รัฐบาลอาจเป็นผู้จัดสรร แต่สังคมทั้งหมดต่างหากที่เป็นผู้รับภาระต้นทุน ดังนั้น ก่อนจะถามว่านักการเมืองจะให้อะไรแก่ประชาชน เราควรถามด้วยว่าประเทศจะหาเงินจากไหน? ใครจะเป็นผู้จ่าย? จะจ่ายได้นานเพียงใด? และจะกระทบต่อโอกาสของคนรุ่นหลังอย่างไร? คำถามเหล่านี้อาจไม่สร้างความนิยมในการเลือกตั้งแต่เป็นคำถามที่ประเทศซึ่งต้องการอนาคตจำเป็นต้องตอบให้ได้
.....
8. บทส่งท้าย : ประชาธิปไตยที่กินอนาคตของตัวเอง
บทเรียนจากฝรั่งเศสไม่ได้บอกเราว่า สวัสดิการเป็นสิ่งเลวร้ายและไม่ได้บอกว่าประชาธิปไตยไม่มีคุณค่า ตรงกันข้าม มันเตือนว่าแม้แต่อุดมคติที่ดี ก็อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่พึงปรารถนาได้ หากปราศจากวินัยและความรับผิดชอบ รัฐสวัสดิการที่เริ่มต้นจากความปรารถนาจะช่วยเหลือประชาชน อาจกลายเป็นระบบที่แบกรับภาระเกินกำลังประชาธิปไตยที่เริ่มต้นจากความต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดอนาคต อาจกลายเป็นการแข่งขันเพื่อผลประโยชน์เฉพาะหน้าและการเมืองที่ควรสร้างความหวังให้คนรุ่นใหม่ อาจกลับกลายเป็นการส่งต่อหนี้สินและภาระผูกพันให้พวกเขา ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะประชาชนต้องการมีชีวิตที่ดี หากเกิดขึ้นเมื่อสังคมไม่ยอมรับว่า ชีวิตที่ดีมีต้นทุน และต้นทุนนั้นต้องมีผู้รับผิดชอบ (ขีดเส้นใต้ตรงนี้) ประเทศไม่สามารถใช้คำสัญญาทางการเมืองทดแทนความสามารถในการผลิตความมั่งคั่งได้ และไม่สามารถใช้การกู้ยืมเพื่อรักษาความนิยมไปได้ตลอดกาลในที่สุด ความเป็นจริงทางเศรษฐกิจย่อมกลับมาทวงถามสิ่งที่การเมืองพยายามหลีกเลี่ยง
<< ประชาธิปไตยกินได้ จึงอาจกลายเป็นประชาธิปไตยที่กินอนาคตของตัวเอง >>
หากคนรุ่นปัจจุบันบริโภคผลประโยชน์แต่ปล่อยให้คนรุ่นหลังเป็นผู้จ่ายความขัดแย้งระหว่างคนต่างรุ่นก็จะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ บทเรียนที่ประเทศไทยควรได้รับจากฝรั่งเศส จึงไม่ใช่การเลิกเชื่อในประชาธิปไตย แต่คือการเลิกเชื่อว่า ประชาธิปไตยสามารถทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้โดยไม่ต้องจ่ายต้นทุน เพราะประชาธิปไตยที่ดี ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่สัญญาว่าจะให้ทุกอย่างแก่ประชาชน แต่คือประชาธิปไตยที่กล้าบอกประชาชนว่า อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ อะไรควรทำ
และอะไรที่เราต้องยอมเสียสละในวันนี้ เพื่อไม่ให้ลูกหลานต้องเป็นผู้รับภาระในวันข้างหน้า ประเทศที่ดี ไม่ใช่ประเทศที่คนรุ่นหนึ่งอยู่สบายที่สุด แต่คือประเทศที่คนรุ่นหนึ่งไม่ใช้ความสุขของตนเองเป็นหนี้สินของคนรุ่นถัดไป ~ สุวินัย ภรณวลัย มหาวิทยาลัยไร้รอย"

หลังจากที่โพสต์ของ สุวินัย ภรณวลัย เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ได้ไม่นาน ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น
"เป็นบทความที่ดีมากๆครับมองได้ลึกทุกมิติ ผมอยากให้ทุกฝักฝ่ายได้อ่านกันจริงๆ เผื่อเกิดพุทธิปัญญาหาวิธีที่ทำให้เกิดความสมดุลย์ในการวางรากฐานอนาคตร่วมกัน ประเทศเรายังคงยุ่งอยู่กับการแบ่งฝักฝ่ายและอุดมการณ์ที่เหมือนคนทุกรุ่นต่างเดินละเมอ(เหมือนบทความที่อาจาย์เขียนก่อนหน้า)"
"จบเกมส์ พังพินาศ และจะแย่ไปอีกนานมากๆ ยังมองไม่เห็นว่ามันจะดีขึ้นได้ยังไง เป็นไปตาม Quate ทางเศรษฐศาสตร์ เก่าๆ อันนึง “โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี !”"
"ปัญหาที่สร้างขึ้นเอง เอาเงินไปสนับสนุนยูเครนมากมาย บอยคอต พลังงานรัสเซีย ทำให้ราคาพลังงาน แพง เพิ่มงบป้องกันประเทศ รับผู้ลี้ภัยเข้าประเทศมากมาย เหลือเงินมาพัฒนาประเทศ สวัสดิการประชาชนลดลง ค่าครองชีพแพงขึ้น คนตกงานมากขึ้น"
"ขอบคุณค่ะอาจารย์"
"ชอบตรงนี้มากเลยครับ (ขีดเส้นใต้ตรงนี้) มันทำให้ไม่อ่านข้ามประเด็นสำคัญไป"










ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สุวินัย ภรณวลัย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

