ตรวจรง.ขยะพิษปราจีน เอี่ยวทุนเทา คนไทยเป็นนอมินี พาณิชย์ฯตื่นเอาผิด แฉข้อมูลลอบนำเข้า

กรมพัฒนาธุรกิจฯ ลุยตรวจโรงงานรีไซเคิลขยะกระทำผิดมีนอมินีทุนเทา อายัดของกลางติดประกาศสั่งปิด เอาผิดผู้ประกอบการส่วนกรมการค้าต่างประเทศเร่งประสานสถานทูตต่างชาติห้ามส่งของเสีย-ขยะพิษเข้าไทย ขณะที่กรมศุลฯ ลุยตรวจตู้สินค้าเสี่ยงขยะพิษ
เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย (มีผลกระทบถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2569) ฉบับที่11 ว่าช่วงวันที่ 22-25 ตุลาคม 2569 ภาคตะวันออกและภาคใต้จะมีฝนตกต่อเนื่องและฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ ส่วนภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมทั้งกทม.และปริมณฑล ยังคงมีฝนฟ้าคะนองกับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากลมกระโชกแรง ฝนตกหนักถึงหนักมาก และฝนตกสะสมที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก ในพื้นที่ลาดเชิงเขาและพื้นที่ลุ่ม เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านภาคใต้ตอนกลาง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามันตอนล่าง ในขณะที่บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนจะแผ่ปกคลุมภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และทะเลจีนใต้ ส่งผลให้มีลมฝ่ายตะวันออกพัดปกคลุมประเทศไทยและอ่าวไทย
สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองจะมีคลื่นสูงกว่า 3 เมตร ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง รวมทั้งหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ขอให้ประชาชนวางแผนการใช้ชีวิตและการเดินทางในช่วงเวลาดังกล่าวอย่างระมัดระวัง จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่อง และสามารถติดตามข้อมูล
ด้านนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ ประกอบกับการระบายน้ำที่ไหลจากภาคเหนือ มาสมทบกับมวลน้ำในภาคกลาง ทำให้ปัจจุบันมีสถานการณ์อุทกภัยใน17จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ลพบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ นครปฐม ราชบุรี สมุทรสงคราม และกระบี่ รวมถึงกทม.รวม 64 อำเภอ 473 ตำบล 3,423 หมู่บ้าน และกทม.2 เขต 14 แขวง ประชาชนได้รับผลกระทบ 384,469 ครัวเรือน 1,160,486 คน
ขณะที่นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า จากกรณีข่าวโรงงานรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและสร้างความเดือดร้อนทางมลพิษแก่ระบบนิเวศและประชาชนในพื้นที่เป็นวงกว้าง รวมทั้งบริษัทดังกล่าวอาจมีการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) ในการประกอบธุรกิจ โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเอาผิดตามกฎหมายแต่ละหน่วยงานอย่างเคร่งครัด ว่าในส่วนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีการตรวจสอบการดำเนินธุรกิจว่ามีการใช้คนไทยเป็นนอมินีในการประกอบธุรกิจและดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายหรือไม่ รวมถึงขยายการตรวจสอบไปยังบริษัทที่ประกอบธุรกิจขยะทั้งหมดที่มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น ใน จ.ปราจีนบุรี เพื่อทลายขบวนการทุนเทาต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย
นายกิตติวัฒน์ กล่าวต่อว่า สำนักงานพาณิชย์จังหวัดปราจีนบุรี และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจดังกล่าว โดยพิจารณารายละเอียดของบริษัทตั้งแต่เริ่มต้นจดทะเบียนจัดตั้ง เงินลงทุน โครงสร้างผู้ถือหุ้น อำนาจการบริหารธุรกิจที่แท้จริง รวมถึงความเชื่อมโยงกับนิติบุคคลอื่นที่อาจกระทำความผิดฐานใช้คนไทยเป็นนอมินี เบื้องต้นพบ 4 บริษัทมีพฤติกรรมเข้าข่ายใช้คนไทยเป็นนอมินี
ทั้งนี้ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดปราจีนบุรีได้นำส่งข้อมูลให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องดำเนินการสืบสวนสอบสวน และนำไปสู่การดำเนินคดีกับผู้ประกอบธุรกิจที่เข้าข่ายกระทำความผิดตามกฎหมาย รวมทั้งตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ถือหุ้นคนไทยที่อาจเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) ด้วย
นอกจากนี้ได้ขยายผลตรวจสอบธุรกิจขยะใน จ.ปราจีนบุรีที่มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น โดยจากการตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลจากระบบวิเคราะห์พฤติกรรมนิติบุคคล (Intelligence Business Analytics System: IBAS) พบว่านิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงที่ประกอบธุรกิจประเภทขยะใน จ.ปราจีนบุรี มี 44 ราย แบ่งออกเป็น 1. ธุรกิจประเภทขยะที่ไม่เป็นอันตราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้นในบริษัทจำกัด 41 ราย แบ่งเป็น 1.1ชาวต่างชาติถือหุ้นน้อยกว่า 50% รวม 37 ราย และ 1.2 ชาวต่างชาติถือหุ้นเท่ากับหรือมากกว่า 50% รวม 4 ราย และ 2.ธุรกิจประเภทขยะที่เป็นอันตราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้นในบริษัทจำกัด 3 ราย แบ่งเป็น 2.1 ชาวต่างชาติถือหุ้นน้อยกว่า 50% รวม 2 ราย และ 2.2 ชาวต่างชาติถือหุ้นเท่ากับหรือมากกว่า 50% รวม 1 ราย ซึ่งสำนักงานพาณิชย์จังหวัดปราจีนบุรี และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ลงพื้นที่ตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงที่เข้าข่ายเป็นนอมินีทันที ซึ่งหากตรวจพบว่าดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายจะมีการบังคับใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานอย่างเคร่งครัดต่อไป
อย่างไรก็ตาม กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ดำเนินการป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมายในกลุ่มธุรกิจเป้าหมายตามอำนาจหน้าที่ด้วยการชี้เป้านิติบุคคลต้องสงสัยที่คาดว่ามีการใช้คนไทยเป็นนอมินีในการประกอบธุรกิจ และพร้อมร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ขจัดความเดือดร้อนของผู้ประกอบการที่ดำเนินการประกอบธุรกิจโดยสุจริตและประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2569) ทั่วประเทศมีบริษัทจำกัดประกอบธุรกิจประเภทขยะและมีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น รวม 2,863 ราย แบ่งเป็น 1.ธุรกิจประเภทขยะที่ไม่เป็นอันตราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้นในบริษัทจำกัด 2,568 ราย แบ่งเป็น 1.1 ชาวต่างชาติถือหุ้นน้อยกว่า 50% รวม 2,438 ราย และ 1.2 ชาวต่างชาติถือหุ้นเท่ากับหรือมากกว่า 50% รวม 130 ราย และ 2.ธุรกิจประเภทขยะที่เป็นอันตราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้นในบริษัทจำกัด 295 ราย แบ่งเป็น 2.1 ชาวต่างชาติถือหุ้นน้อยกว่า 50% รวม 288 ราย และ 2.2 ชาวต่างชาติถือหุ้นเท่ากับหรือมากกว่า 50% รวม 7 ราย
ขณะเดียวกัน นายสุรพงษ์ ญัตติณรงค์ นายกอบต.หนองหงษ์จ.ชลบุรี พร้อมด้วยนายดวงจันทร์ อุ่นชาติ วิศวกรชำนาญการ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี ร่วมกับฝ่ายปกครอง และตำรวจ สภ.พานทอง ลงพื้นที่ตรวจสอบโกดังแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ที่หมู่ 6 ต.หนองหงษ์ อ.พานทอง เพื่อติดประกาศสั่งปิดโกดังและอายัดสิ่งของภายใน หลังจากพบการคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เข้าข่ายเป็นขยะอันตราย ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการดังกล่าว ภายหลังได้รับข้อมูลว่ามีการลักลอบคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์หลายชนิด จึงเก็บตัวอย่างขยะในโกดังส่งไปตรวจวิเคราะห์
จากผลการตรวจสอบพบว่าเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์อันตราย ปริมาณรวมกว่า 100 ตัน จึงติดประกาศสั่งปิดโกดัง พร้อมอายัดสิ่งของและขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด เพื่อป้องกันการเคลื่อนย้าย
ด้านนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้ออกประกาศกระทรวงฯ กำหนดให้ขยะเทศบาล ขยะอิเล็กทรอนิกส์ เศษพลาสติก ยางรถใช้แล้ว และเศษยาง เป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร พร้อมดำเนินการเชิงรุก ประสานสถานทูตต่างประเทศ ขอความร่วมมือกำชับดูแล แจ้งเตือนผู้ส่งออกในประเทศต้นทาง เพื่อป้องกันการส่งขยะหรือของเสียต้องห้ามเข้าไทย
นอกจากนี้ได้หารือเพื่อกำหนดแนวทางการตรวจสอบร่วมกันในการประเมินความเสี่ยงสินค้า และการพิจารณาหลักเกณฑ์เพิ่มเติมภายใต้กรอบกฎหมายของแต่ละหน่วยงาน เพื่อคุมเข้มไม่ให้มีขยะหรือของเสียที่เข้าข่ายสินค้าต้องห้ามแฝงเข้ามาพร้อมกับเศษโลหะ
ส่วนนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า ได้ขยายผลตรวจสอบสินค้าที่เกี่ยวข้อง ภายหลังพบการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าต้องสงสัยในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี และ จ.ระยอง พร้อมเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจปล่อยสินค้า และเสนอแนวทางควบคุมการนำเข้าในระยะยาว เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยเป็นแหล่งรองรับของเสียจากต่างประเทศ
สำหรับกรณีที่ จ.ปราจีนบุรี พบความเชื่อมโยงกับสินค้านำเข้า8 ตู้จากสหรัฐอเมริกา และจากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบใบขนสินค้าอีก 5 ฉบับ จึงอายัดสินค้าที่เกี่ยวข้องเพิ่มอีก 5 ตู้ น้ำหนักเกือบ 100 ตัน เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป โดยมาตรการเร่งด่วนคือการเปิดตรวจทางกายภาพทุกตู้ สินค้าที่สำแดงเป็นเศษโลหะและสินค้ากลุ่มเสี่ยง จะนำสินค้าออกจากตู้เพื่อตรวจสอบ ไม่ใช้ภาพเอกซเรย์เพียงอย่างเดียว หากพบการกระทำผิดจะดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมผลักดันกลับประเทศต้นทาง โดยผู้นำเข้าต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม กรมศุลกากร ยังมีข้อเสนอให้จัดตั้งกลไกแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกับกรมการค้าต่างประเทศ กรมควบคุมมลพิษ และกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อกำกับการอนุญาตและป้องกันการหลีกเลี่ยงมาตรการด้วยการเปลี่ยนพิกัดสำแดงสินค้า
ที่รัฐสภา วันเดียวกัน นายวัชรพงษ์ ศิริรักษ์ สส.ระยอง พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามสดถึงการกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์หรือกากอุตสาหกรรมหลังจากพบขบวนการลักลอบนำขยะพิษเข้าประเทศ และพบกรณีบดผสมดิน หลอกเอาไปถมที่ ผสมปุ๋ยขี้ไก่ โดยนายวราวุธศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม ชี้แจงว่า ปัญหาที่ผ่านมาเกิดจากความหละหลวม แม้มีเจ้าหน้าที่ลงตรวจ แต่ไม่ทั่วถึง ทั้งนี้แนวทางการแก้ปัญหา คือ เร่งตรวจสอบหากพบโรงงานใดทำไม่ถูกต้องจะสั่งปิดและยึดใบอนุญาต รวมถึงบริหารจัดการขยะ หากพบโรงงานนำขยะทิ้งข้างนอก เช่นในที่นาหรือหนองน้ำ จะฟ้องร้องให้โรงงานนำขยะเหล่านั้นกลับไปในโรงงาน ส่วนความเสียหายขึ้นอยู่กับกฎหมายรักษาสิ่งแวดล้อม ที่กรมควบคุมมลพิษ เป็นผู้ดำเนินการ
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างการหามาตรการเพิ่มเติม รวมถึงประสานงานปปง.ให้การทิ้งกากขยะอุตสาหกรรมที่ไม่ถูกกฎหมาย เป็นคดีความผิดการเงิน ที่นำไปสู่การยึดทรัพย์ผู้ประกอบการ
“เรื่องนี้ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ตั้งทีมขึ้นมาทั้งหมด 50 ทีมในการตรวจเบื้องต้นที่โรงงานปัจจุบันมีประมาณ 1,500 กว่าโรง และคาดว่าภายใน 1-2 เดือนนี้จะได้รายละเอียดทั้งหมดว่ามีที่ใดที่ผิดกฎหมายและการดำเนินการอย่างไรบ้าง เพื่อป้องกันเหตุที่จะเกิดขึ้นในอนาคต” นายวราวุธกล่าวชี้แจง


