ตลกปนสมเพช! 'ปฐม'ร่ายยาวดรามากะเพรา เตือนพวกอคติบังตา ทำนวัตกรรม-วิจัยดับ

จากกรณีดรามากะเพรา หลังจากที่ บริษัทเอกชน ได้นำสายพันธุ์กะเพราไปวิจัย พัฒนา และยื่นขอขึ้นทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่จำนวน 4 สายพันธุ์ (แก้วจุรี 01-04) จนกลายเป็นที่ถกเถียงกันเป็นจำนวนมาก
ล่าสุด นายปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย (DCT) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Pathom Indarodom ระบุว่า ผมอ่านข่าวแล้วขำปนสมเพช จากเรื่องที่เอกชนร่วมกับมหาวิทยาลัยวิจัยและพัฒนากะเพราขึ้นมาใหม่ 4 สายพันธุ์ กลายเป็นกระแสว่านายทุนกำลังจะยึดกะเพราทั้งประเทศ บางคนโกรธแค้นราวกับว่าพรุ่งนี้จะมีเจ้าหน้าที่เดินตรวจสวนครัว ใครปลูกกะเพราโดยไม่ได้รับอนุญาตจะถูกจับ ส่วนร้านอาหารตามสั่งอาจต้องติดป้ายว่า “ร้านนี้ใช้กะเพราถูกกฎหมาย”
ผมว่าถ้าเราเอาเวลาในการด่านายทุนมาอ่านรายละเอียดของข่าวสักครึ่งหนึ่ง ประเทศไทยอาจพัฒนาไปไกลกว่านี้มากครับ
เพราะความจริงคือ เขาไม่ได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของกะเพราทั้งประเทศ แต่เป็นการขอรับความคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์ที่ผ่านการวิจัยและปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมาใหม่ ไม่ใช่เดินไปเด็ดกะเพราข้างรั้วแล้วประกาศว่าเป็นของตัวเอง
ผมไม่ได้มีหน้าที่ปกป้อง CP และไม่ได้คิดว่าบริษัทใหญ่ทำอะไรก็ถูกต้อง แต่ผมคิดว่าเราควรแยกให้ออกระหว่างการตรวจสอบการผูกขาด กับการกล่าวหาคนอื่นโดยที่ยังไม่เข้าใจว่าเขาทำอะไร
ที่น่าขำคือ เราบ่นกันทุกวันว่าประเทศไทยไม่มีนวัตกรรม ไม่มีงานวิจัย ไม่มีเทคโนโลยีของตัวเอง แต่พอมีคนลงทุนพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ขึ้นมาจริง ๆ กลับมีคนโวยวายเหมือนเขากำลังจะมายึดสวนครัวหลังบ้าน
ตกลงเราอยากให้คนไทยคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ หรืออยากให้ทุกคนหยุดคิดค้นอะไรเสียเลย จะได้ไม่มีใครต้องจดทะเบียนคุ้มครองผลงาน?
ผมเคยมีโอกาสทำหน้าที่เป็นอนุกรรมการด้านลิขสิทธิ์มาก่อน จึงอยากใช้โอกาสนี้อธิบายเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาสักหน่อย เพราะดูเหมือนหลายคนยังสับสนระหว่างลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และสิทธิในการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นกฎหมายคนละประเภท
ลองนึกภาพง่าย ๆ ครับ
ถ้าคุณคิดค้นเครื่องยนต์ชนิดใหม่ที่ประหยัดน้ำมันกว่าเดิม คุณอาจขอสิทธิบัตรสำหรับสิ่งประดิษฐ์นั้นได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นเจ้าของเครื่องยนต์ทุกเครื่องในโลก
ถ้าคุณพัฒนาข้าวพันธุ์ใหม่ที่ทนแล้งได้ดี ให้ผลผลิตสูงกว่าเดิม คุณอาจขอรับความคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าชาวนาทั้งประเทศต้องขออนุญาตคุณก่อนปลูกข้าว
หรือถ้าคุณคิดค้นสูตรผัดกะเพราแสนอร่อยขึ้นมา ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะจดลิขสิทธิ์แล้วห้ามคนทั้งประเทศผัดกะเพรากินได้ เพราะลิขสิทธิ์ไม่ได้คุ้มครองตัวสูตรหรือแนวคิดในการปรุงอาหารโดยอัตโนมัติ
เรื่องกะเพราก็เช่นเดียวกันครับ เขาคุ้มครองพันธุ์ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ไม่ได้คุ้มครองคำว่า “กะเพรา”
กะเพราพื้นบ้านที่เราปลูกกันอยู่ก็ยังปลูกได้ตามปกติ จะเด็ดใบไปผัดกับหมูสับ ใส่ไข่ดาว หรือจะผัดจนใบไหม้ก็ไม่มีใครมาจับครับ ส่วนพันธุ์ใหม่ที่ได้รับความคุ้มครองนั้น การนำไปขยายพันธุ์เพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์ย่อมมีข้อจำกัดตามกฎหมาย
ลองคิดดูนะครับ ถ้าลูกหลานของคุณเป็นนักวิจัยไทยใช้เวลาสิบปีพัฒนาทุเรียนพันธุ์ใหม่ที่อร่อยกว่าเดิม เนื้อเยอะ เมล็ดเล็ก ทนโรค และส่งออกได้ดี แล้วขอรับความคุ้มครองผลงานของตัวเอง
เราอาจได้เห็นพาดหัวข่าวว่า “นายทุนจ้องยึดทุเรียนไทย ต่อไปกินหมอนทองต้องขออนุญาต!” แล้วลูกหลานคุณก็ถูกประนามว่าเป็นพวกขายชาติขายแผ่นดิน… แบบนี้คุณโอเคมั้ย?
หรือถ้ามหาวิทยาลัยไทยคิดค้นยางพาราพันธุ์ใหม่ที่ให้น้ำยางมากขึ้น ก็คงมีคนออกมาโวยวายว่า ต่อไปนี้ชาวสวนจะกรีดยางไม่ได้แล้ว เพราะนายทุนจดทะเบียนยางพาราไปหมด
ฟังดูตลกใช่ไหมครับ แต่ความเข้าใจผิดเรื่องกะเพราที่กำลังเป็นข่าวก็มีลักษณะไม่ต่างกันนัก
ผมไม่ได้บอกว่าการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชไม่มีปัญหาให้ตรวจสอบนะครับ โดยเฉพาะเรื่องสิทธิของเกษตรกร การใช้ประโยชน์จากพันธุกรรมพื้นเมือง และความเป็นธรรมของงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยของรัฐ เรื่องเหล่านี้ควรตั้งคำถามและตรวจสอบอย่างจริงจัง
แต่การตรวจสอบควรเริ่มจากข้อเท็จจริง ไม่ใช่เริ่มจากความเกลียดชังแล้วค่อยหาข้อมูลมาสนับสนุนความรู้สึกของตัวเอง
สิ่งที่ผมอยากฝากไว้คือ ประเทศที่อยากเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม ต้องเรียนรู้ที่จะเคารพทรัพย์สินทางปัญญาด้วย
สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ และการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ เป็นกฎหมายคนละประเภท แต่มีหลักคิดร่วมกันคือการสร้างสมดุลระหว่างสิทธิของผู้สร้างสรรค์หรือผู้พัฒนา กับประโยชน์ของสังคม สิทธิเหล่านี้มีขอบเขต มีเงื่อนไข และมีระยะเวลาคุ้มครอง ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ใครผูกขาดทุกอย่างไปชั่วลูกชั่วหลาน
หากใครลงทุนวิจัยสิ่งใหม่ขึ้นมาแล้วคนอื่นสามารถนำไปผลิตขายแข่งได้ทันทีโดยไม่มีข้อจำกัด เราจะสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุนวิจัยได้อย่างไร? ในทางกลับกัน หากการคุ้มครองสิทธิไปกระทบสิทธิของเกษตรกรหรือประโยชน์สาธารณะ เราก็ต้องมีกฎหมายและกลไกกำกับดูแลที่เหมาะสม
นี่ต่างหากคือเรื่องที่เราควรถกเถียงกัน ไม่ใช่มัวแต่ตกใจว่าจะถูกยึดต้นกะเพรา
ผมอยากเห็นประเทศไทยเป็นประเทศที่นักวิจัยกล้าคิดค้นสิ่งใหม่ บริษัทกล้าลงทุนพัฒนาเทคโนโลยี และประชาชนเข้าใจคุณค่าของทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ใช่ประเทศที่เรียกร้องหานวัตกรรมทุกวัน แต่พอมีคนสร้างนวัตกรรมขึ้นมาจริง ๆ กลับรีบกล่าวหาว่าเขากำลังจะผูกขาดประเทศ
ประเทศอื่นเขาแข่งกันจดสิทธิบัตร พัฒนาเทคโนโลยี และสร้างนวัตกรรม ส่วนบ้านเราแค่มีคนจดทะเบียนคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์ ก็เกือบจะมีขบวนการปลดแอกต้นกะเพรากันแล้ว
ไม่รู้ว่าประเทศไทยจะก้าวไปสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมเมื่อไร แต่ที่แน่ ๆ ตอนนี้เราก้าวเข้าสู่ยุคที่กะเพรากลายเป็นประเด็นระดับชาติไปเรียบร้อยแล้วครับ
ปล. ใครมีกะเพราปลูกอยู่หลังบ้าน ไม่ต้องรีบถอนนะครับ เก็บไว้ผัดกินได้ตามปกติ ส่วนใครยังไม่เข้าใจเรื่องนี้ ผมแนะนำให้เติมความรู้ก่อนเติมพริกครับ จะได้ไม่เผ็ดร้อนกันเกินเหตุ 555
ทั้งนี้ ยังโพสต์ข้อความในภาพว่า ประเทศอื่นเขแข่งกันสร้าง"นวัตกรรม" ส่วนบ้านเราแค่มีคนจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์ดะเพราะที่เกิด จากนวัตกรรม ก็เกิดดราม่าต่อต้านกันแล้ว! ถ้าชอบแบบนี้ เสนอให้ยุบคณะวิทยาศาสตร์ แล้วเปิดคณะไสยศาสตร์และการงมงายมาแทนเถอะ!
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

