คอลัมน์ : คิด เขียน คุย

จาก‘ซักฟอกรัฐบาล’ ถึง‘ดราม่ากะเพรา’
สส.พรรคส้มนั้นเป็นพวก“เด็กอ่อนหัด” ซึ่งในที่สุดการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ 18 รัฐมนตรีที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรวมอยู่ด้วยนั้น ก็ต้องถูกลากยาวออกไปไม่มีกำหนด เพราะการต่อรองเรื่องจำนวนวันที่จะเปิดอภิปรายยังตกลงกันไม่ได้
จากเดิมที่รัฐบาลเสนอให้มีการอภิปรายระหว่างวันที่ 27-30 ตุลาคมนี้ โดยให้มีการอภิปรายสามวัน และลงมติในวันที่ 30 ตุลาคม แต่ฝ่ายค้านที่นำโดยพรรคประชาชนไม่ยอม ยืนกรานว่าจะต้องมีการอภิปราย 5 วัน 60 ชั่วโมง และลงมติอีก 1 วัน รวมทั้งหมดเป็น 6 วัน ซึ่งทางฝ่ายรัฐบาลยอมพบกันครึ่งทาง ด้วยการเพิ่มวันอภิปรายให้อีกหนึ่งวัน จากเริ่มเปิดอภิปรายวันแรกวันที่ 27 ตุลาคม เปลี่ยนมาเป็นเริ่มช่วงบ่ายวันที่ 26 ตุลาคม โดยจัดสรรเวลาให้ฝ่ายค้านได้อภิปราย 45-48 ชั่วโมง และลงมติในวันที่ 30 ตุลาคมตามกำหนดเดิม
ปรากฏว่าฝ่ายค้านก็ยังไม่ยอม โดยตั้งเงื่อนไขว่า ถ้าฝ่ายรัฐบาลยอมเพิ่มเวลาวันอภิปรายเป็น 4 วัน จากเดิมที่ฝ่ายค้านตั้งธงไว้ 5 วัน ก็จะต้องเลื่อนวันอภิปรายออกไปเป็นเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากฝ่ายค้านอ้างว่าต้องไปหารือลดเวลากับ สส.ที่ถูกวางตัวให้เป็นผู้อภิปรายไว้แล้วซึ่งมีอยู่จำนวนมาก พร้อมทั้งยังอ้างในสมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการเปิดอภิปรายรัฐมนตรีแค่ 9-10 คน ยังได้ถึง 40 ชั่วโมง แต่คราวนี้มีรัฐมนตรีถูกเปิดอภิปรายทั้งหมด 18 คน
สุดท้ายที่ประชุมวิป 3 ฝ่าย คือฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และฝ่ายคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา ก็ไม่สามารถตกลงกันได้ โดยวิปฝ่ายค้านจากพรรคประชาชนได้วอล์กเอาท์เดินออกจากที่ประชุม จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะมีการอภิปรายวันไหน โดยเฉพาะสำหรับเดือนตุลาคม ฝ่ายค้านเสียโอกาสเปิดอภิปรายซักฟอกรัฐบาลไปแล้ว
เนื่องจากนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ลงนามหนังสือนัดประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 28-29 ตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นวาระปกติของสภาฯ ที่จะมีการประชุมพิจารณาร่างกฎหมาย ญัตติ และกระทู้ถามสด ไม่ได้กำหนดให้เป็นการประชุมวาระพิเศษ เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 151 ดังที่พรรคฝ่ายค้านเสนอ
และนี้ก็คือ“ความอ่อนหัด”ของ สส.พรรคส้ม เพราะยิ่งยืดเวลาออกไปนานเท่าใด ปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ก็เปลี่ยนไปเหมือน“ตีเหล็กที่ยังไม้ร้อน” ประเด็นต่างๆ ที่ฝ่ายค้านคิดจะเปิดอภิปรายถล่มรัฐบาลก็พลอย“เย็นชืด”ไปด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นที่ฝ่ายค้านขอเปิดอภิปรายนั้นเป็นเรื่องเก่าเล่าซ้ำ เช่น คดีฮั้วเลือก สว.,
คดีการทุจริตสอบท้องถิ่น, คดีสแกมเมอร์และเว็บพนันเถื่อน, ความล้มเหลวในการบริหารจัดการเรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม และรวมทั้งประเด็นที่เป็นนามธรรมเกี่ยวกับ“ระบอบสีน้ำเงินกินรวบประเทศ”
หรืออาจจะมีที่ฮือฮาบ้างก็คือ กรณี“เว็บพนันออนไลน์”ของนายไท่หยาง ซาง สามีนางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ หรือ “สส.ไอเดียร์” สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งถูกขุดคุ้ยว่าอาจจะพัวพันกับขบวนการสแกมเมอร์ และเกี่ยวโยงไปถึงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเกือบ 2 พันล้านบาทของ“สส.ไอเดียร์”กับสามีที่ได้แจ้งต่อ ป.ป.ช.
แต่ประเด็นนี้ ถึงทึ่สุดก็ไม่ได้มีผลสะเทือนอะไรกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ 18 รัฐมนตรีของพรรคฝ่ายค้าน
ในครั้งนี้ เพราะ“สส.ไอเดียร์”ไม่ได้เป็นรัฐมตรีที่ถูกซักฟอก และนายไท่หยาง ซาง ก็เป็นบุคคลภายนอก จะมีก็แค่อภิปรายโฉบเฉี่ยวไปยังนายไชยชนก ชิดชอบ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่รับผิดชอบดูแลเรื่อง“เว็บพนัน” ซึ่งนายไชยชนกถูกฝ่ายค้านตั้งประเด็นซักฟอกเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจบนที่ดินรัฐแบบผิดกฎหมาย และใช้เงินภาษีรวมทั้งอำนาจเอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเอง ครอบครัว และพวกพ้อง
ประเด็นใหญ่ที่นายไชยชนก ชิดชอบ ซึ่งมีตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย จะถูกฝ่ายค้ายอภิปรายถล่ม ก็คือ“กรณีที่ดินเขากระโดง”นั่นเอง ที่จะโยงไปถึงนายเนวิน ชิดชอบ “ครูใหญ่”และผู้นำจิตวิญญาณพรรคภูมิใจไทย ผู้เป็นบิดาของนายไชยชนก ซึ่งก็เป็นเรื่องเก่าที่เล่าซ้ำซากอีกเช่นกัน
ดังนั้น การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ“18 รัฐมนตรี”ของฝ่ายค้านถูกเลื่อนออกไป ยิ่งนานก็ยิ่งไร้ความหมาย ขนาดว่าเจอ“ดราม่ากะเพรา”ก็ถูกกลบข่าวไปเรียบร้อย ชาวบ้านไม่ได้สนใจว่าฝ่ายค้านจะได้เปิดอภิปรายวันไหนหรือจะมีอภิปรายหรือไม่อย่างไร แต่ไปสนใจเรื่องกะเพราแทน ในโลกโซเชียลช่วงนี้ทุกแพลตฟอร์มมีแต่เรื่องกะเพรา
พวกปั่นข่าวก็ปั่นกันจนคนไทยหัวหมุน กลัวว่าในอนาคตจะไม่มีกะเพรากินกันเหมือนเดิม เพราะเข้าใจผิดว่าบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ หรือ“ซีพี”ยึดกะเพราไทยไปผูกขาดเป็นของตนเองเรียบร้อยแล้ว
ทั้งที่ข้อเท็จจริง “บริษัทซีพีแรม”ในเครือซีพี ได้ยื่นจดทะเบียนคุ้มครอง“กะเพรา”แค่ 4 สายพันธุ์ ซึ่งเป็นพันธุ์พืชใหม่ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 และได้รับการอนุญาตเมื่อปี 2567 จากคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืช ที่มีปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธาน อันเป็นผลมาจากการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ โดยบริษัทซีพีแรมให้ทุนสนับสนุนการวิจัยแก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เพื่อพัฒนากะเพราพันธุ์“แก้วจุรี01”, “แก้วจุรี02”, แก้วจุรี03” และ“แก้วจุรี04”
ขณะที่กะเพราที่มีอยู่จริงในประเทศไทย มีความหลากหลายอยู่มากกว่า 300 สายพันธุ์ ทั้งพันธุ์พื้นเมือง พันธุ์ดั้งเดิม พันธุ์ท้องถิ่น และพันธุ์ที่เกษตรกรเก็บไว้เอง โดยที่เกษตรกรยังสามารถใช้ประโยชน์ได้ตามปกติ พูดง่ายๆ ก็คือปลูกขายปลูกกินได้เหมือนเดิม ส่วนของซีพี 4 สายพันธุ์นั้น มีการคุ้มครองไว้ระหว่างปี 2567-2579 เฉพาะการปลูก“เมล็ดพันธุ์”ขายเท่านั้นไม่ได้ห้ามนำ“ใบ”เพื่อการปรุงอาหารไปขายในท้องตลาด
เรื่องก็มีอยู่แค่นี้เองสำหรับ“ดราม่ากะเพรา”!
รุ่งเรือง ปรีชากุล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

