คอลัมน์ : มองอย่างไท

สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล
เรื่องหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นความภาคภูมิใจอย่างที่สุดของชาวไทย คือการที่ชาติของเรามีภาษาของตัวเองใช้
ทั้งภาษาพูดและภาษาเขียนที่เรียกว่าภาษาไทยซึ่งประวัติศาสตร์ได้จารึกไว้ว่าผู้ที่คิดค้นและออกแบบอักษรไทย จนนำมาสู่ภาษาไทยที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้คือพ่อขุนรามคำแหงมหาราช กษัตริย์พระองค์ที่ ๓ ของอาณาจักรสุโขทัย ซึ่งพระองค์ทรงเป็นมหาราชพระองค์แรกของชาติไทย
การประดิษฐ์ “ลายสือไทย” หรือตัวอักษรภาษาไทยโดยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชนั้นเกิดขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช ๑๘๒๖ โดยเชื่อว่าน่าจะทรงประดิษฐ์อักษรขึ้นใหม่โดยดัดแปลงมาจากอักษรที่มีอยู่เดิม เช่น อักษรขอมหวัดและอักษรเดิมซึ่งมีรากมาจากอักษรมอญและอักษรเขมรเก่า เป็นรูปแบบอักษรพราหมีใต้ที่มาจากอักษรปัลลวะ
พระองค์ได้ทรงคิดค้นสระและวรรณยุกต์ขึ้นใหม่เพื่อให้สามารถเขียนแทนเสียงในภาษาไทยได้ครบทุกคำ โดยในระยะแรกจะมีเฉพาะไม้เอกและไม้โท ซึ่งต่อมามีการประดิษฐ์เพิ่มเติม และหลังจากทรงประดิษฐ์แล้ว ได้โปรดให้ช่างสลักลงบนแท่งหินชนวน ซึ่งก็คือศิลาจารึกหลักที่ ๑ หรือศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ที่จารึกไว้เมื่อปี พ.ศ.๑๘๓๕
อักษรไทยที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมานั้น มีพยัญชนะ ๔๔ ตัว สระ ๒๑ รูป และวรรณยุกต์ ๔ รูป และเครื่องหมายอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง โดยอักษรไทยนั้นถือเป็นอักษรแรกบนโลกที่มีการประดิษฐ์เครื่องหมายวรรณยุกต์ ที่ใช้ในการกำหนดเสียงสูงต่ำ จัดลำดับเสียงให้เป็นเสียงเอก เสียงโท เสียงตรีและเสียงจัตวา โดยในการเขียนนั้นไม่มีอักษรตัวใหญ่หรือตัวเล็ก และจะเขียนคำติดต่อกันไปจนจบประโยค จึงจะมีการเว้นวรรคเพื่อเริ่มต้นเขียนประโยคใหม่
อักษรไทยมีการปรับปรุงอยู่หลายครั้ง เริ่มตั้งแต่สมัยพระยาลิไท ราวปี พ.ศ. ๑๙๐๐ ทำให้ตัวอักษรผิดเพี้ยนจากเดิมบ้าง เช่น ญ จะมีเชิงอยู่ข้างล่างต่อมาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ราวปี พ.ศ.๒๒๒๓ มีการปรับทรวดทรงของตัวอักษรแต่ไม่ทิ้งรูปเดิมยกเว้นบางตัวที่ผิดไปจากเดิม เช่น ฎ และ ธ ซึ่งเหมือนกับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ทำให้เชื่อว่าหลังจากรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช การเขียนตัวอักษรไทยมีความคล้ายคลึงกับปัจจุบันมากที่สุด
การที่อักษรไทยมีวรรณยุกต์นั้น ทำให้เมื่อต้องออกเสียงในการอ่านหรือพูด จึงมีลักษณะของเสียงสูง เสียงกลาง เสียงต่ำแทรกอยู่ด้วย ทำให้เป็นภาษาที่มีความไพเราะสละสลวย และน่าจะเป็นที่มาของการที่ภาษาไทยถูกนำมาเขียนเป็นโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอนได้อย่างวิจิตรยิ่ง เป็นเอกลักษณ์พิเศษทางวัฒนธรรมของชาติ
สิ่งหนึ่งที่ติดตามมาของการนำภาษาไทยมาใช้คือสุภาษิตไทยและสํานวนไทย โดยสุภาษิตไทยจะเป็นลักษณะของการใช้ภาษาในการเปรียบเทียบเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพื่อสร้าง แนวคิดและการสอนสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต
ส่วนสํานวนไทยนั้นคือถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวสืบต่อกันมานาน มีความหมายเปรียบเทียบในเชิงอุปมา อุปไมย ไม่แปรตรงตามตัวอักษร โดยมีที่มาหลากหลาย
สํานวนไทยปรากฏครั้งแรกๆ ในศิลาจารึกหลักที่ ๑ ของพ่อขุนรามคำแหง อาทิ
ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ซึ่งมีความหมายว่าบ้านเมืองมีความอุดมสมบูรณ์ทำมาหากินได้ง่าย
ไพร่ฟ้าหน้าใส มีความหมายว่าประชาชนมีความสุขสบาย ไร้ความทุกข์เข็ญ
เจ้าเมืองบ่เอาจังกอบในไพร่ลู่ทาง หมายความว่าเจ้าเมืองไม่เก็บภาษีผ่านทางหรือภาษีการค้าจากราษฎรเกินควร เป็นการค้าขายอย่างเสรี
ที่มาที่ไปของสำนวนไทยที่หลากหลายนั้น ได้แก่
ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากการสังเกตปรากฏการณ์ธรรมชาติและพฤติกรรมของสัตว์รอบตัว ตัวอย่างเช่น ฝนตกไม่ทั่วฟ้า ซึ่งมาจากลักษณะการตกของฝนที่บางแห่งตกบางแห่งไม่ตกใช้เปรียบเทียบกับการให้ผลประโยชน์หรือความช่วยเหลือที่ไม่ทั่วถึงตื่นแต่ไก่โห่มาจากพฤติกรรมของไก่ที่ขันตั้งแต่เช้ามืดใช้เปรียบเทียบกับการตื่นนอนแต่เช้าตรู่
วิถีชีวิตและการกระทำของมนุษย์ ทั้งจากพฤติกรรมการกินอยู่ การประกอบอาชีพและกิจวัตรประจำวัน ตัวอย่างเช่น ก้นหม้อไม่ทันดำ หมายถึงคู่แต่งงานซึ่งยังไม่ทันได้ใช้เตาหุงข้าวให้นานจนก้นหม้อดำ
ก็ต้องเลิกรากันไปก่อนแล้ว ชุบมือเปิบ หมายถึงผู้ที่ไม่ได้ลงมือทำด้วยตัวเองแต่ฉวยโอกาสเอาสิ่งที่
ผู้อื่นทำนั้นไป
ประเพณีและวัฒนธรรม เกี่ยวกับพิธีกรรมความเชื่อหรือแบบแผนปฏิบัติในสังคม ตัวอย่างเช่นฝังรกฝังราก ซึ่งหมายถึงประเพณีโบราณที่เมื่อเด็กเกิดมาจะต้องนำรกของเด็กไปฝังไว้เพื่อให้เด็กเติบโตขึ้นแล้วมีความมั่นคง ปิดทองหลังพระ หมายถึงผู้ที่ทำบุญปิดทองที่ด้านหลังองค์พระพุทธรูปซึ่งมองไม่เห็นจากด้านหน้า เปรียบกับการทำความดีที่ไม่ต้องการคำชมหรือประกาศให้ใครรู้
ความเชื่อและศาสนา จะเกี่ยวกับหลักธรรมคำสอนหรือเรื่องราวของศาสนาต่างๆ ตัวอย่างเช่น กินบุญเก่า ซึ่งหมายถึงความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมและการสะสมบุญในอดีตชาติ ใช้เปรียบกับคนที่สุขสบายอยู่ได้เพราะทรัพย์สินหรือบุญกุศลที่ทำไว้แต่ปางก่อน
วรรณคดีนิทานและประวัติศาสตร์ มาจากเหตุการณ์ในพงศาวดาร นิทานพื้นบ้านหรือวรรณคดีต่างๆ ตัวอย่างเช่น ชักแม่น้ำทั้งห้า ที่มาจากวรรณคดีเรื่องมหาเวสสันดรชาดก ที่ชูชกได้กล่าวอ้างแม่น้ำทั้งห้าเพื่อขอ ๒ กุมาร เป็นการเปรียบเทียบกับการพูดจาหว่านล้อม ยกย่องอย่างวนไปวนมาเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ ไกลปืนเที่ยง มาจากการยิงปืนใหญ่บอกเวลาเที่ยงวัน ผู้คนที่อยู่ไกลไปย่อมไม่ได้ยินเสียงปืนเปรียบกับคนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือห่างเหินความเจริญ
ส่วนสุภาษิตไทยนั้นเป็นถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวสืบต่อกันมาเป็นเวลานาน มีลักษณะเป็นคติสอนใจ
มุ่งเน้นสอนให้ประพฤติดีประพฤติชอบหรือละเว้นจากความชั่วโดยมีข้อคิดหรือความจริงทางใจความอยู่ในตัวเอง
ตัวอย่างของสุภาษิตที่ถูกนำมาใช้มาก เช่น
น้ำขึ้นให้รีบตัก หมายถึงเมื่อมีโอกาสดีเข้ามาให้รีบทำอย่าปล่อยให้ผ่านไป ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม หมายถึงค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำอย่างรอบคอบย่อมจะสำเร็จได้ดีกว่าการเร่งรีบทำ คบคนพาลพาลพาไปหาผิด หมายถึงการคบคนไม่ดี ก็จะถูกชักนำไปสู่เรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ รักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี หมายถึงเมื่อรักลูกต้องอบรมสั่งสอนและลงโทษเมื่อทำผิดเพื่อให้ได้ดี ใกล้เกลือกินด่าง หมายถึงมองข้ามสิ่งที่มีค่าหรือมีประโยชน์ซึ่งอยู่ใกล้ตัวไป
หลังจากคณะรัฐบาลที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นนายกรัฐมนตรี ได้เข้าบริหารประเทศตั้งแต่วันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๙ นับเป็นระยะ ๗ เดือนเศษ ซึ่งก็ได้มีการปฏิบัติหน้าที่ที่แสดงถึงผลงานหลายด้านที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและ ประชาชน แต่ก็อาจจะมีหลายเรื่องเช่นกันซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความไม่พอใจของประชาชนบางส่วนและพรรคการเมืองโดยเฉพาะฝ่ายค้านซึ่งก็เป็นเรื่องปกติวิสัย แต่ก็จะเป็นสิ่งที่ถูกหยิบยกมาเพื่อเป็นหัวข้อในการขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีซึ่งรวมถึงตัวนายกรัฐมนตรีด้วย โดยมักจะอ้างเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชันการแทรกแซงองค์กรอิสระ การละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและอื่นๆ
ขณะนี้พรรคฝ่ายค้านก็ได้รวมตัวกันยื่นมติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลรวม ๑๘ คน ต่อประธานสภาไปแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะอภิปรายรวมกี่วัน และจะประชุมเมื่อใด
ปกติในการอภิปรายนั้น ผู้แทนจากฝ่ายค้านก็จะอภิปรายโดยนำเสนอข้อมูลและหลักฐานที่ฝ่ายค้านมีอยู่ ในการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลได้บริหารราชการแผ่นดินโดยมิชอบ และก็เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีที่ถูกขอเปิดอภิปรายจะต้องตอบคำถามและแสดงเอกสารหลักฐานว่าได้บริหารราชการฯ โดยชอบอย่างถูกต้อง เพื่อเป็นการโต้แย้งข้อกล่าวหาทั้งหลาย และหลังจากอภิปรายครบทุกท่านตามจำนวนวันแล้วก็จะมีการลงมติว่า “ไว้หรือไม่ไว้วางใจ”รัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ฝ่ายใดได้เสียงข้างมากก็เป็นผู้ชนะ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ต้องติดตามดูต่อไป
เชื่อว่าการอภิปรายที่จะเกิดขึ้นจะเป็นไปด้วยความดุเดือด แต่ความดุเดือดนั้นหากเป็นการเอาข้อมูลมาโต้แย้งกันด้วยเหตุและผลก็เป็นเรื่องที่ดี แต่หากเป็นการอภิปรายโดยใช้ข้อมูลเท็จ ใส่อารมณ์เข้าหากันและใช้คำพูด ตลอดจนท่าทีในลักษณะที่ไม่สุภาพเหมาะสมหรือหยาบคาย ก็เป็นเรื่องที่ไม่ดี โดยเฉพาะลักษณะที่ว่านี้จะเป็นตัวอย่างที่ก่อผลกระทบแก่สังคม โดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชนที่อาจจะมีโอกาสได้รับทราบ จึงเป็นเรื่องที่ผู้แทนฯ และรัฐมนตรีแต่ละท่านจะต้องสำเหนียกในสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น และอยากจะขอให้ทุกท่านพึงระลึกถึงสุภาษิตไทยที่ใช้กันมาอย่างยาวนานแล้วประโยคหนึ่งว่า “สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล”ซึ่งมีความหมายว่าคำพูดซึ่งรวมถึงน้ำเสียงและการใช้ถ้อยคำ ตลอดจนกิริยามารยาทที่แสดงออกมา สามารถบ่งบอกถึงพื้นฐานการอบรมเลี้ยงดู การศึกษาและชาติตระกูลของบุคคลนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี
ปิยะ เนตรวิเชียร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

