NIA กางแผนดัน ‘สตาร์ตอัปไทย’ สู่เวทีโลก ชูโมเดลจับคู่ธุรกิจเอกชน - ลุย 12 ตลาดต่างประเทศ

“เติบโต ขยายตลาด เข้าถึงทุนและแข่งขันในระดับสากลได้” คือหัวใจของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ในการดำเนินพัฒนาระบบนิเวศวิสาหกิจเริ่มต้นระดับโลก (Startup Thailand: Global Startup Hub 2026) ภายใต้กลไกหลัก 4 ด้าน ได้แก่ GROOM (เตรียมความพร้อม), GRANT (ให้ทุนสนับสนุน), GROWTH (สร้างการเติบโต) และ GLOBAL (ก้าวสู่ระดับโลก) ที่มุ่งยกระดับศักยภาพของสตาร์ตอัป ตั้งแต่การสร้างความพร้อมด้านธุรกิจและการตลาด การเข้าถึงแหล่งเงินทุน กฎหมายและกฎระเบียบ ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับบริษัทขนาดใหญ่ นักลงทุน และพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้สตาร์ตอัปไม่ได้มีเพียง “ผลิตภัณฑ์ที่ดี” แต่ต้องมีความพร้อมทางธุรกิจ และพร้อมที่จะเติบโตในตลาดโลก
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผอ. NIA เปิดเผยว่า NIA เน้นสตาร์ตอัปในกลุ่มเทคโนโลยีที่มีศักยภาพต่อเศรษฐกิจแห่งอนาคต ได้แก่ AI, IoT, Semiconductor, EV & Mobility, Energy Tech และ Climate Tech & Sustainability เข้าร่วมโครงการจำนวนทั้งสิ้น 30 บริษัทและเพื่อรองรับการเติบโต NIA ได้สร้าง Platform หรือระบบฐานรากที่รองรับการทำงานที่เชื่อมโยงการทำงานอย่างครบวงจร มีการจัด Workshop อย่างเข้มข้น และให้คำปรึกษาแบบเจาะลึกรายบริษัท โดยหัวใจสำคัญของโครงการคือการทำ Business Matching หรือการจับคู่ธุรกิจ เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการทำ Proof of Concept - POC (การพิสูจน์และทดสอบแนวคิดว่าใช้งานได้จริง) กับองค์กรระดับประเทศ
ซึ่งสิ่งที่โครงการ Global Startup Hub ต้องการสร้างจึงไม่ใช่แค่ Business Matching แต่ต้องพยายามขยับจาก การจับคู่ทางธุรกิจ การพิสูจน์แนวคิด การทำให้เป็นเชิงพาณิชย์ การขยายตลาด/เติบโต

“ส่วนแนวทางต่อยอดโครงการ Global Startup Hub 2026 คือ การผลักดันให้สตาร์ตอัปที่ร่วมโครงการ 30 ราย สามารถนำเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ และโซลูชันของตนเอง ไปสร้างโอกาสในการนำเสนอต่อภาคอุตสาหกรรมในการเจรจาทางธุรกิจ และนำไปสู่การทดสอบใช้งานจริงกับภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรม หรือ Proof of Concept (PoC) ที่สำคัญผลลัพธ์จาก PoC หลายกรณีในปีนี้แสดงให้เห็นว่า เทคโนโลยีของสตาร์ตอัปไทยสามารถตอบโจทย์การใช้งานของภาคธุรกิจได้ และบางรายสามารถต่อยอดจากการทดลองไปสู่ การเป็นคู่ค้าทางธุรกิจ การขยายการใช้งาน หรือการสร้างรายได้ ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ NIA ต้องการเห็นจากการพัฒนาสตาร์ตอัป” ดร.กริชผกา กล่าวและว่า สำหรับก้าวต่อไปของ NIA คือการผลักดันให้สตาร์ตอัปได้ลูกค้าหรือพาร์ทเนอร์ที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่ให้มากขึ้นผ่านการทำ PoC ร่วมกัน โดย NIA สนับสนุนเงินทุนผ่านโครงการ Market Expansion เราจะผนึกกำลังความร่วมมือกับทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และบริษัทขนาดใหญ่ที่จะมามอบโจทย์ให้แก่สตาร์ตอัป หากสตาร์ตอัปรายไหนมีโซลูชั่นที่สามารถตอบโจทย์กับบริษัทเหล่านั้นได้ก็จะมีโอกาสในการนำเสนอผลงานเพื่อนำไปสู่การทดสอบการใช้งานหรือ POC ร่วมกันในอนาคต แต่สิ่งสำคัญที่จะสร้างโอกาสในการนำไปสู่การ Scale คือการนำสตาร์ตอัปที่ผ่านการพิสูจน์ตลาดและมีความพร้อม ออกไปสร้างโอกาสในตลาดต่างประเทศ
“ในปี 2570 NIA เตรียมต่อยอดกับสตาร์ตอัปที่ร่วมโครงการในปีนี้และเปิดรับสตาร์ตอัปใหม่ที่มีความพร้อม เข้าร่วมโครงการ Scale Up to Global 2027 โดยมีเป้าหมายเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปไทยเข้าสู่ตลาดเป้าหมายในต่างประเทศ รวม 12 ประเทศ ได้แก่ ภูมิภาคอาเซียน 6 ประเทศ มีอินโดนีเซีย, ลาว, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และเวียดนาม ภูมิภาคเอเชีย มี ญี่ปุ่น,จีน (โดยเฉพาะเซินเจิ้นและฮ่องกง) และไต้หวัน กลุ่มตะวันออกกลาง มีซาอุดีอาระเบีย โดยอาจจะต้องประเมินเรื่อง Geopolitics หรือ ภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงทางการเมืองอย่างใกล้ชิด เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่สงคราม และกลุ่มอเมริกา ได้แก่ สหรัฐอเมริกา และ ตลาดในภูมิภาคแอฟริกา ซึ่งมีศักยภาพสำหรับเทคโนโลยีด้านการเกษตร (AgTech) แต่การเข้าไปทำตลาดจำเป็นต้องดำเนินการผ่านช่องทางทางการทูตของกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อรับประกันความปลอดภัยของบริษัทไทย” เราอยากเห็นเส้นทางการเติบโตที่ต่อเนื่องจาก “การพิสูจน์แนวคิดในประเทศไทย พัฒนาเป็นโซลูชันที่ผ่านการพิสูจน์ ก้าวสู่ตลาดโลก ขยายสู่ธุรกิจระหว่างประเทศ” ดร.กริชผกา กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

