ติดกระบองยักษ์อสส. ตั้งทีมสืบสวนร่วมตร.

ติดกระบองยักษ์อสส.
ตั้งทีมสืบสวนร่วมตร.
อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ขานรับนโยบายอัยการสูงสุด ให้ทำงานเชิงรุก “เตรียมกระบองให้ยักษ์” เดินหน้าตั้งชุด สืบสวนอัยการ เบื้องต้น 20 อัตรา มีอำนาจหน้าที่สืบสวนจับกุมทำคดีร่วมกับตำรวจ ดีเอสไอ
เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน กล่าวถึงกรณีที่นายโกวิท ศรีไพโรจน์ อัยการสูงสุด มอบนโยบายสำคัญให้อัยการทำงานเชิงรุก โดยสะท้อนภาพลักษณ์ที่ผ่านมา ว่าเปรียบเสมือนยักษ์ที่ไม่มีกระบอง สิ่งที่อัยการต้องมีคืออำนาจการป้องปราม โดยยกตัวอย่างหน่วยงานเอฟบีไอ สหรัฐฯ ว่าตระหนักถึงนโยบายของอัยการสูงสุด จึงเรียกประชุมอัยการในสังกัด ระบุถึงวิสัยทัศน์ของอัยการสูงสุด ที่ต้องการเห็นบทบาทเชิงรุกของอัยการ ในการปราบปรามอาชญากรรม คดีสำคัญ ซึ่งยังขาดหน่วยปฏิบัติภาคสนาม และชุดสืบสวนสนับสนุน
นายวัชรินทร์กล่าวต่อว่าคำว่า “อัยการไทย เหมือนยักษ์ที่ไม่มีกระบอง” คือเมื่อได้รับการเชิญชวนหรือมีความจำเป็นต้องเข้าไปร่วมปราบปรามองค์กรอาชญากรรม กลับพบข้อจำกัดสำคัญ คืออัยการ ไม่มีหน่วยงานภาคปฏิบัติ หรือเจ้าหน้าที่สืบสวนในสังกัด ซึ่งตรงกับสิ่งที่ตนอยากผลักดันมาตลอด อย่างไรก็ตาม ระบบกฎหมายของไทย แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับในหลายประเทศ
“เคสตัวอย่างที่สะท้อนภาพความยากลำบากในการทำงานที่ผ่านมา ในคดีความผิดนอกราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 ซึ่งอัยการสูงสุด มอบหมายให้อัยการสำนักงานการสอบสวน รับผิดชอบ โดยเป็นคดีลักลอบนำเข้าเกล็ดลิ่น (ตัวนิ่ม) น้ำหนักกว่า 500 กิโลกรัม เข้ามาในราชอาณาจักร คดีดังกล่าวเดิมที่อยู่ในความรับผิดชอบของตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ผ่านมา 2 ปี คดีไม่มีความคืบหน้า ผู้กล่าวหาจึงมาร้องต่ออัยการ สำนักงานการสอบสวน จึงทำหนังสือถึงอัยการสูงสุด เพื่อขอให้เปลี่ยนแปลงผู้มีอำนาจสอบสวน ทางอัยการสูงสุด เห็นชอบ จึงมอบให้อัยการ สำนักงานการสอบสวน เข้ามารับผิดชอบแทน ทีมพนักงานสอบสวนอัยการ ได้สืบสวนสอบสวน ออกหมายเรียกและรวบรวมพยานหลักฐาน กระทั่งพบตัวผู้กระทำผิด ที่มีทั้งเจ้าพนักงานของรัฐ และบริษัทชิปปิ้ง” นายวัชรินทร์กล่าว
นายวัชรินทร์กล่าวอีกว่า แต่ปัญหาอุปสรรคหน้างาน ก็เกิดขึ้นทันที เนื่องจากอัยการ ไม่มีเจ้าหน้าที่สืบสวนตรวจค้นจับกุม พูดง่ายๆ มีแต่คนสอบสวน แต่ไม่มีคนตรวจค้น จับกุม ทั้งที่หน่วยงานอื่นที่มีอำนาจสอบสวน ทั้งตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หรือฝ่ายปกครอง ก็มี แต่อัยการนั้นกฎหมายให้มีอำนาจสอบสวน แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่สืบสวนตรวจค้น คดีนี้มีปัญหาตั้งแต่ขอหมายจับ ทางอัยการต้องดำเนินการเอง เมื่อได้หมายจับแล้ว ได้ส่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ติดตามจับกุมผู้ต้องหาให้ ซึ่งอาจล่าช้าเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีภารกิจอื่นจำนวนมาก
นายวัชรินทร์กล่าวว่า เรื่องนี้ทำให้คณะทำงานอัยการ ต้องกลับมาทบทวนข้อกฎหมายอย่างละเอียด โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 ซึ่งบัญญัติไว้ชัดเจนว่า เมื่ออัยการ ได้รับมอบหมายให้เป็นพนักงานสอบสวนแต่เพียงฝ่ายเดียว (ไม่ได้สอบสวนร่วมกับตำรวจหรือดีเอสไอ) ให้ถือว่าอัยการ มีสถานะเป็นพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ มีอำนาจปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกับตำรวจ ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา นำมาสู่ ปฏิบัติการครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่อัยการ นำกำลังไปจับกุมผู้ต้องหาด้วยตนเอง โดยวันดังกล่าวสืบทราบว่าผู้ต้องหา วัย 59 ปีกำลังยืนผัดก๋วยเตี๋ยวขายอยู่ แม้ว่า
เป้าหมาย จะไม่มีอาวุธ แต่คณะทำงานอัยการ ก็ยอมรับว่ามีความกังวล และต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก เพราะเป็นปฏิบัติการครั้งแรกของเรา
“เหตุการณ์นี้จึงเป็นเครื่องตอกย้ำ ว่าหากในอนาคต เป็นคดีอาชญากรรมข้ามชาติ หรือเครือข่ายผู้มีอิทธิพล ที่มีอาวุธครบมือ หรือจับเจ้าหน้าที่รัฐ ที่กระทำผิดกฎหมาย อัยการ สามารถปฏิบัติการภาคสนามด้วยตนเองได้หรือไม่ หากไม่มีเจ้าหน้าที่สืบสวนมืออาชีพ ที่คอยสนับสนุน จากข้อจำกัดดังกล่าว จากวิสัยทัศน์เชิงรุกของอัยการสูงสุด ทำให้เรื่องนี้กลับมาขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม”นายวัชรินทร์กล่าว
นายวัชรินทร์กล่าวอีกว่า มีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะผลักดันมาตรการเชิงรุก ในการจัดตั้งหน่วยงานสนับสนุนการปฏิบัติงานที่เป็นเจ้าหน้าที่สืบสวนสังกัดสำนักงานอัยการ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยผ่านการอนุมัติเห็นชอบจากคณะกรรมการอัยการ 53 ตำแหน่ง มีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมคัดเลือก ขอโอนมาหลายร้อยคน โดยมุ่งเน้นคัดเลือกบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ จากหน่วยงานด้านความมั่นคง ตำรวจ ดีเอสไอทหาร หรือ ป.ป.ส.หรือเจ้าหน้าที่รัฐที่ผ่านการฝึกอบรมยุทธวิธี มาร่วมทีม เพราะมีการจัดอบรมเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นความรู้ทักษะการใช้อาวุธ ความรู้ด้านการสืบสวนจับกุม ตรวจค้นการ ปฏิบัติการด้านยุทธวิธี ซึ่งสามารถขอให้ทางทหาร หรือตำรวจ มาฝึกฝนให้
อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน กล่าวต่อว่า ได้เตรียมเสนอแผนจัดตั้งกำลังพลเฉพาะกิจ เจ้าหน้าที่สืบสวนสังกัดอัยการ 20 อัตรา โดยเปิดรับสมัครคัดเลือกผู้ที่สนใจ และมีคุณสมบัติ เมื่อได้มาจะประสานความร่วมมือในการเตรียมความพร้อมด้านยุทธวิธีให้ดีที่สุด โดยเชื่อมั่นว่าภายใต้นโยบายเชิงรุกของอัยการสูงสุด โครงการจัดตั้งหน่วยสืบสวนของสำนักงานอัยการ จะสามารถผลักดันให้สำเร็จเป็นรูปธรรมได้ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทยให้มีความเข้มแข็ง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

