MPI ก.ย. 69 ขยายตัว 2.05% รับแรงหนุน “ไทยช่วยไทยพลัส” AI และ Data Center

นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า สศอ. ได้เริ่มการจัดทำดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) โดยวิธีเชื่อมโยงแบบลูกโซ่ (Chain-link Approach) เพื่อให้สะท้อนโครงสร้างและการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมได้ดียิ่งขึ้น โดยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ระดับ 101.37 ขยายตัว 2.05% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่60.58 %ภาพรวมดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมไตรมาส 3 ปี 2569 อยู่ที่ระดับ 100.30 ขยายตัว 3.40 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่59.98% โดยได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐที่ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและสนับสนุนกำลังซื้อในประเทศ
โดยเฉพาะโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ยังคงกระตุ้นกำลังซื้อภาคประชาชนต่อเนื่องมาจากเดือนก่อนหน้า ส่งผลดีต่อการผลิตในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม และบรรจุภัณฑ์ รวมถึงมาตรการบรรเทาต้นทุนพลังงานโดยปรับลดราคาค่าไฟฟ้างวด ก.ย. – ธ.ค. 2569 จาก 3.95 เหลือ 3.89 บาทต่อหน่วย ช่วยลดต้นทุนภาคธุรกิจและค่าครองชีพ อีกทั้ง ความต้องการสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับ AI และ Data Center ขยายตัว
นายศุภกิจ กล่าวว่า ปัจจัยกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงสร้างความเสี่ยงต่อราคาพลังงานและค่าขนส่ง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการมีความผันผวน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาพลังงาน ซึ่งเพิ่มภาระต้นทุนให้แก่ภาคธุรกิจ ขณะที่ผู้ประกอบการอาจมีข้อจำกัดในการส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังราคาจำหน่ายซึ่งอาจกดดันอัตรากำไรและความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการแข่งขันกับสินค้านำเข้าราคาถูก ตลาดในประเทศเผชิญแรงกดดันจากสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศที่เพิ่มมากขึ้น กระทบต่อยอดขายของผู้ประกอบการไทย สินค้าที่ได้รับผลกระทบ เช่น เสื้อผ้าสำเร็จรูป เหล็กแผ่น และผลิตภัณฑ์พลาสติก
ด้านระบบการเตือนภัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทย เดือนตุลาคม 2569 “ส่งสัญญาณปกติเบื้องต้น” โดยปัจจัยในประเทศส่งสัญญาณปกติเบื้องต้น คาดว่าจะยังได้รับผลดีจากการส่งออกและการลงทุนที่ขยายตัวได้ต่อเนื่อง รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ แต่ยังมีแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ปัญหาอุทกภัยกระทบเส้นทางการขนส่งวัตถุดิบและสินค้า รวมถึงความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อที่ปรับตัวลดลง ในขณะที่ปัจจัยต่างประเทศส่งสัญญาณเฝ้าระวัง เนื่องจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงยืดเยื้อ การประท้วงและการชะลอตัวของเศรษฐกิจในสหภาพยุโรป รวมถึงความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ
อีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่น่าจับตามองคือ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงของไทย ซึ่งเติบโตต่อเนื่องตามกระแส Pet Humanization โดยตั้งแต่ปี 2567 ไทยก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงอันดับ 2 ของโลก และในปี 2568 มีมูลค่าการส่งออก 2,899 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ครองส่วนแบ่งตลาดโลก10.3 % ขณะที่ช่วงครึ่งแรกของปี 2569การส่งออกยังขยายตัว 7.57 %
นอกจากนี้ MPI อาหารสัตว์เลี้ยงในเดือนสิงหาคม 2569 ขยายตัว 12.07 % และช่วง 8 เดือนแรกของปีขยายตัว 11.27% สะท้อนถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมที่มีทั้งห่วงโซ่อุปทานในประเทศ มาตรฐานการผลิตที่ได้รับการยอมรับ และความสามารถในการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดอย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังต้องให้ความสำคัญกับการแข่งขันที่สูงขึ้น มาตรฐานและข้อกำหนดที่เข้มงวดขึ้น ตลอดจนการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และการสร้างแบรนด์ เพื่อเพิ่มมูลค่าและขยายตลาดใหม่ในอนาคต”
นายศุภกิจ กล่าวทั้งนี้ สศอ. ได้จัดทำดัชนี MPI โดยใช้วิธีเชื่อมโยงแบบลูกโซ่ (Chain-link Approach) ตามข้อเสนอแนะขององค์การสหประชาชาติ (UN Recommendation) เพื่อให้สามารถสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการผลิตภาคอุตสาหกรรมได้อย่างเหมาะสมรวดเร็ว สามารถวัดชีพจรภาคอุตสาหกรรมได้ทันต่อบริบทการเปลี่ยนแปลง ทั้งในด้านเทคโนโลยี และความต้องการสินค้าในตลาดโลกสำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีผลผลิตเดือนกันยายน 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัว 27.28 %จาก Printed Circuit Board Assembly (PCBA) เป็นหลัก ตามการขยายตัวของตลาดโลก ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมามีการลงทุนเพื่อขยายการผลิตในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ เพิ่มขึ้นอุปกรณ์สื่อสาร ขยายตัว 50.31% จากอุปกรณ์รับส่งสัญญาณแบบออปติคอล ตามการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของกลุ่ม Data Center ทั่วโลก ส่งผลให้ผู้ผลิตในไทยขยายกำลังการผลิต โดยมียอดการจ้างงานเพิ่มขึ้นจากปีก่อนกว่าเท่าตัวคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง ขยายตัว 8.38 % จาก Hard Disk Drive (HDD) เป็นหลัก ตามการเติบโตของอุตสาหกรรม โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของ Data Center และ
สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนีผลผลิตเดือนกันยายน 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม หดตัว 5.93 % จากน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว เป็นหลัก จากโรงกลั่นน้ำมันบางแห่งหยุดซ่อมบำรุงหน่วยกลั่นบางหน่วยพลาสติกและยางสังเคราะห์ขั้นต้น หดตัว 13.22 % จาก Polyethylene (PE), Styrene Butadiene Rubber (SBR) และ Ethylene เป็นหลัก
ยานยนต์ หดตัว 6.22 % จากรถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปและไฮบริด และรถบรรทุกปิคอัพ เป็นหลัก ตามการหดตัวของตลาดในประเทศ จากภาระหนี้ครัวเรือนสูง กำลังซื้อมีจำกัด และสถาบันการเงินเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อ ประกอบกับการถูกแทนที่ด้วยรถยนต์ไฟฟ้าที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

