ประจานเกมปชน.ยื่น152 อ่อนหัดซ้ำซาก อดิศรซัดหน้าหงาย ปชป.ชิ่งไม่เล่นด้วย เพจกุข่าววืดประกัน

เกมดัดหลังรัฐบาลชิงยื่นอภิปรายฯมาตรา 152 ของพรรคปชป.ส่อเป็นหมันหลังเจอกระแสรุมอัดอย่างหนัก ล่าสุด“อดิศร เพียงเกษ” พรรคเพื่อไทย ฟาดไม่ไว้หน้า เย้ยอ่อนหัดซ้ำซาก จับปลาสองมือระวังคึกซักฟอกสูญเปล่า ขณะที่ ปชป.รู้แกวส่งสัญญาณไม่เล่นด้วย อ้างฝ่ายค้านยังไม่คุยกัน ย้ำข้อสรุปยื่นญัตติ ม.151 ตกผลึกไปแล้ว ขณะที่‘กล้าธรรม’ขอแจมไม่ไววางใจ ด้วย ส่วนแอดมินเพจเฟคนิวส์วืดประกันระเห็จนอนคุก ด้านตร.ไล่ล่าต่อใครพาหนีก่อนเข้ามอบตัว หวังกระชากทั้งขบวนการ
เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2560 นายอดิศร เพียงเกษ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ได้โพสต์ผ่านแอปพลิเคชัน X แสดงความคิดเห็นกรณีที่มี ส.ส.พรรคประชาชน ในฐานะพรรคแกนนำฝ่ายค้าน มีการเสนอแนวคิดขอเปิดอภิปรายทั่วไป โดยไม่มีการลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา152 เพื่อดัดหลังรัฐบาลที่ยื้อการอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจออกไปในช่วงต้นเดือนธันวาคมว่า ได้ข่าวว่า พรรคประชาชน ฝ่ายค้าน จะยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ โดยไม่ลงมติ ตามมาตรา152อีกญัตติหนึ่ง ทั้งๆที่ได้ยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ แบบลงมติรัฐมนตรี18คน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา151ไปแล้วและมีกำหนดวันอภิปรายวันที่ 7-8-9-10 และลงมติในวันที่ 11ธันวาคม
‘อดิศร’ซัด’ปชน.’อ่อนหัดซ้ำซาก
นายอดิศร โพสต์อีกว่า เกมการเมืองเช่นนี้ของฝ่ายค้าน ถือว่า “อ่อนหัดซ้ำซาก” อีกครั้งของฝ่ายค้าน ไม่ไว้วางใจ มาตรา151กับมาตรา152 เจตนารมณ์ ตามรัฐธรรมนูญไม่เหมือนกัน มาตรา151ส.ส.จำนวนไม่น้อยกว่า1ใน5เข้าชื่อเพื่อเปิดอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ มาตรา152 ส.ส.จำนวน 1ใน10เข้าชื่อยื่นญัตติ เพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี โดยไม่มีการลงมติ ในเมื่อฝ่ายค้านได้ยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ เพื่อลงมติตามมาตรา151ไปแล้ว จะมายื่นญัตติตามมาตรา152อีกทำไม
เตือนจับปลา2มือระวังไม่ได้อะไร
“เพื่อดัดหลังรัฐบาล ที่กำหนดเวลา เนิ่นนานในการอภิปรายโดยลงมติไปเป็น 7-11ธันวาคม ไม่อยากให้มีช่องว่าง เวลาว่าง แก่รัฐบาล จึงจะยื่น152 ซ้ำเข้าไป แต่152 เพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อครม.ได้เท่านั้น อย่าจับปลาสองมือ ผมขอเตือน เดี๋ยวจะหลุดลอย ไม่ได้เนื้อหาสาระอะไร การอภิปรายตามมาตรา151 จะสูญเปล่า ไม่แนะนำดีกว่า แต่ขอถาม ปชป.ที่คว่ำหวอดทางการเมือง ช่วยบอกให้ปชน. หยุดเคลื่อนไหวเรื่องนี้ได้แล้ว หรือจะยื่น152 เพื่อหาข้อมูลมาอภิปราย151คบเด็กสร้างบ้าน มันสับสนวุ่นวายเช่นนี้แหละโยมเอ้ย” พร้อมได้แต่งกลอนทิ้งท้ายว่า“อย่าจับปลาสองมืออะไรจะยึดถือเป็นหลักฐานมิใช่ไหว้ครูโหมโรงจนลนลานไร้หลักการ เป็นไม้หลักปักขี้เลน
‘ปชป.’ย้ำมุ่งซักฟอกตามมาตรา151
ด้าน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะวิปฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มี สส.พรรคประชาชนในฐานะพรรคแกนนำฝ่ายค้านมีการเสนอแนวคิดให้พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 เพื่อดัดหลังรัฐบาลที่ยื้อการอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลตามมาตรา 151ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ออกไปในช่วงเดือนธ.ค.แล้ว ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์มีความเห็นอย่างไรว่า จริงๆยังไม่ได้มีการคุยกันซึ่งแนวคิดนี้เลยในวิปฝ่ายค้าน และยังไม่มีการพูดคุยกันภายในพรรคประชาธิปัตย์ เพราะตนเห็นว่ามันเป็นเพียงกระแสข่าวเฉยๆ แต่ที่เป็นทางการนั้นยังไม่มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ ที่สำคัญพรรคปชป.โฟกัสกันที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา151 โดยมีการประชุมเตรียมการหลายรอบ สอบทานข้อมูลต่างๆ กัน จึงยังไม่คิดเรื่องการยื่นอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 แต่อย่างใด
เมื่อถามว่า เมื่อมีกระแสออกมาเช่นนี้ ทางพรรคประชาธิปัตย์จำเป็นต้องมีการพูดคุยกันเผื่อไว้หรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า ไม่จำเป็น เพราะยังไม่มีการคุยกัน แนวคิดนี้ก็ยังไม่ใช่แนวคิดที่เป็นทางการ เป็นแค่แนวคิดลอย ๆ อยู่ในกระแสลม ดังนั้นไม่ขอสมมติอะไร เพราะยังไม่คุยกัน
ซักฟอก151แน่นอนกำหนดวันแล้ว
เมื่อถามต่อว่า หากมีการอภิปรายทั่วไปมาตรา152ในช่วงระหว่างนี้ถือว่า เหมาะสมหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า เอาเป็นว่า พรรคประชาธิปัตย์ โฟกัสเรื่องอภิปรายไม่ไว้วางใจมาตรา 151 อยู่ในตอนนี้ ด้วยเหตุผลว่า มาตรา151นั้น มาจากการประชุมของวิปร่วมฝ่ายค้าน และทุกพรรคเห็นตรงกันว่าจะยื่น มาตรา 151 ซึ่งตอนนั้นที่คุยกัน มีการหารือว่าจะยื่น มาตรา 151 กับ มาตรา152 โดยจะแยกกันยื่นมาตรา 152 ก่อน แล้วค่อยต่อด้วย มาตรา151หรือไม่ ซึ่งทุกพรรคเห็นตรงกันว่าควรยื่น มาตรา151 ทันที เพราะฉะนั้น ถือว่ายุติทางความคิดแบบนั้นอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นตอนนี้ถือว่า เรื่องมาตรา151 คือจบ ทุกฝ่ายเห็นตรงกันและยื่นญัตติอภิปรายไปแล้ว มีการกำหนดวันแล้ว ก็คงจะรอตรงนั้น ส่วนมาตรา152 มันเป็นเพียงแค่ความคิดที่เป็นกระแสข่าว แต่ยังไม่มีใครยืนยันอย่างเป็นรูปธรรมว่าจะเสนอ
ยันคุยกันตกผลึกมาได้2เดือนแล้ว
เมื่อถามย้อนกลับไปในการประชุมวิปฝ่ายค้าน และเคาะเลือกยื่นอภิปรายมาตรา 151 และตีตกไม่เลือกยื่น มาตรา 152 นายสาทิตย์ กล่าวว่า ไม่ได้ใช้คำว่าตีตก แต่ในการประชุมร่วมเมื่อประมาณ 2 เดือนกว่ามาแล้ว ตอนนั้นเริ่มคุยกันว่าในสมัยประชุมนี้ควรจะยื่นญัตติตามมาตรา 151 หรือ152 ดี โดยเหตุผลในตอนนั้นคือพฤติกรรมของรัฐบาลมันถึงจุดที่ต้องยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ใช่เรื่องการยื่นอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ เพราะมีหลายเรื่องที่มีความชัดเจน ทั้งในแง่พฤติกรรมและแง่ข้อมูล เลยตัดสินใจยื่น มาตรา 151 ไป เข้าใจว่า 152 ที่เป็นกระแสข่าวนั้นไม่ยืนยันว่าใครเป็นคนเสนอ แต่ในการประชุมครั้งนั้นถือว่ายุติไปแล้ว
“การตัดสินใจจบลงที่การยื่น อภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามมาตรา 151 คือมีการถกกันถึงระยะเวลา ข้อดี ข้อเสียตอนนั้น แต่ว่าแน่นอนเราก็ไม่ได้คิดว่ารัฐบาลนี้จะเงื่อนไขเยอะขนาดนี้ รู้สึกแตะต้องยากเหลือเกิน แต่ไม่เป็นปัญหา เมื่อมีการกำหนดวันอภิปรายมาแล้ว ก็ถือว่ามีความชัดเจน จากช่วงนี้ไปก็เป็นช่วงที่ต้องเตรียมการอภิปรายให้ดีที่สุด” กล่าวและว่า จนกว่าจะมีใครสักคนยื่นหารือว่าจะยื่นอภิปรายตามมาตรา 152 มา เราค่อยมาว่ากันใหม่ อย่าเพิ่งไปคิดเรื่องสมมติ
จ่อคุยพรรคร่วมมุ่งประเด็นไหน
นายสาทิตย์ กล่าวด้วยว่า สำหรับการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 นี้ พอเราได้ช่วงเวลามาแล้วนั้น เหลือแค่มาคุยกันอีกรอบ เพราะเรามีการคุยกันเบื้องต้นว่า ให้แต่ละพรรคเอาประเด็นมาดูว่า มีประเด็นสำคัญหรือไม่ ซึ่งถ้ามีประเด็นสำคัญ ก็จะได้เอาประเด็นสำคัญนั้นมาพูดคุย หารือกันว่าทิศทางของแต่ละคนจะมุ่งไปประเด็นไหน ก็จะทำให้เกิดความชัดเจนว่า ในประเด็นสำคัญนั้นเราจะแบ่งคนพูดอย่างไร ก็อาจจะกำหนดเวลาได้ส่วนหนึ่ง คาดว่าจะคุยกันในสัปดาห์หน้า ส่วนประเด็นของพรรคประชาธิปัตย์นั้นคุยกันจบแล้ว โดยยืนตามหลักเดิม
‘กล้าธรรม’ได้2ชม.แจมซักฟอกรบ.
ขณะที่ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทราและโฆษกพรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงพรรคกล้าธรรมขอร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล โดยขอโควตาเวลา 2 ชั่วโมงว่า เรื่องนี้มีมติตั้งแต่การประชุมครั้งแรก แม้หลังจากนั้นจะมีคนไม่เห็นด้วย แต่ตนก็ไม่ได้ว่าอะไร เราเพียงใช้สิทธิ์ของเรา ส่วนจะมาบังคับให้เราอภิปรายไปตามเจตนารมณ์ของพรรคอื่น เราคงไม่สามารถทำได้ คงจะอภิปรายไปตามเจตนารมณ์ของพรรคกล้าธรรม เมื่อถามว่า มีการล็อกเป้าหรือไม่ว่าจะอภิปรายเรื่องอะไร หรือกระทรวงใด นายอรรถกร กล่าวว่า ต้องดูคนที่จะอภิปรายว่าเขาคิดอย่างไรกับผลงานของรัฐมนตรีทั้ง 18 คน ซึ่งตนไม่ได้บังคับสมาชิกว่าต้องอภิปรายมากน้อยเพียงใด ก็ค่อยๆคุยกัน
เมื่อถามว่า จะมีปัญหากับพรรคภท.หรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวกล้าธรรมจะร่วมรัฐบาล นายอรรถกร กล่าวว่า วันนี้เรายังไม่ร่วมรัฐบาล แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ เรามีสส.อยู่ 12 เปอร์เซ็นต์ของสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้น เชื่อว่าเราก็มีสิทธิ์ให้ความเห็นในญัตติต่างๆ ส่วนการเลือกตั้งซ่อม สส.สระแก้ว เขต 3 แทนนายสุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์ อดีตสส.พรรคกล้าธรรม ที่เสียชีวิต ทางพรรคจะส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งหรือไม่ นายอรรถกร กล่าวว่า กำลังดูอยู่ พรรคจะไปคุยเพื่อตกผลึกที่จ.สระแก้ว ในวันที่ 2 พ.ย.นี้ ซึ่งพรรคกล้าธรรมจะเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมศพ อย่างไรก็ตาม ได้พูดคุยคร่าวคร่าวๆกับครอบครัวชิงนวรรณ์แล้ว เขาก็ยังเชื่อมั่นในผลงานของนายสุรศักดิ์ และนำความเชื่อมั่นนั้นมาต่อยอดได้ แต่ตนยังไม่ได้พูดคุยในรายละเอียด เพราะทางครอบครัวยังอยู่ในช่วงความสูญเสียอยู่
‘เท้ง’กั๊กยื่น152รอถามพรรคฝ่ายค้าน
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ มาตรา 152 ก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจมาตรา151 ที่จะเกิดขึ้นในเดือนธ.ค.ว่า เป็นช่องทางและเป็นสิทธิที่ฝ่ายค้านทำได้ แต่จะยื่นหรือไม่ยื่นอย่างไรไม่สำคัญไปกว่าการที่รัฐบาลมีความพร้อมมากแค่ไหนในการชี้แจง ส่วนจะยื่นหรือไม่ยื่นขอดูท่าทีของรัฐบาล และการพูดคุยของวิปฝ่ายค้านก่อน การที่รัฐบาลเคารพกลไกสภาก็ไม่จำเป็นต้องรอเวทีซักฟอก แต่การตอบกระทู้ถามสด หรือการชี้แจงกรรมาธิการ ก็ถือเป็นเวทีที่สำคัญ ส่วนการยืดเวลาอภิปรายไม่วางใจเป็นวันที่7-11ธ.ค.มองมุมหนึ่งทำให้ฝ่ายค้านมีเวลาจัดทำข้อมูลซักฟอกแน่นหนามากขึ้น
ไม่ต่อปากต่อคำนายกฯ-ปชช.ตัดสิน
เมื่อถามถึงกรณีนายกรัฐมนตรีถามกลับว่าใครกันแน่ที่ไม่พร้อมเกี่ยวกับกรอบเวลาซักฟอก นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ได้ตอบไปหลายครั้งแล้วว่าฝ่ายค้านพร้อมทุกสัปดาห์ เสาร์ อาทิตย์ก็ได้ แค่นายกฯ บอกตารางเวลามา อย่างไรก็ตามเมื่อตอนนี้กำหนดเป็นต้น ธ.ค. แล้ว ก็เป็นไปตามนั้น ไม่อยากให้มองเป็นการโต้กันไปมา ว่าใครพร้อมหรือไม่พร้อม เมื่อถามว่า จากคำพูดของนายกฯ ที่ให้สัมภาษณ์ตอบโต้วาทกรรม พูดดีเข้าตัว พูดชั่วให้คนอื่น มองอย่างไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ได้เห็นการให้สัมภาษณ์ของนายกฯ และตั้งใจไม่ตอบโต้ในประเด็นนี้ เพราะการให้ความเห็นของนายกฯ ขณะนั้น ไม่ได้มีอะไรที่ต้องการสื่อสาร แต่เมื่อผู้สื่อข่าวถามก็ต้องตอบ อย่างไรก็ตาม คนที่ตัดสินคือประชาชนที่ติดตามการให้สัมภาษณ์ของนายกฯ
‘แม้ว’นิรโทษรอปลัดยธ.เรียกประชุม
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข กล่าวถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นขอนิรโทษกรรมล้างมลทิน ทางคดีตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ว่า คณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่อง ที่มีนายปิยะศิริวัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานจะต้องเรียกประชุมก่อน จากนั้นจะนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เมื่อถามว่า จะประชุมวันไหน นายปกรณ์ กล่าวว่าจะประชุมวันไหนต้องถามทางปลัดกระทรวงยุติธรรมในฐานะประธานคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองว่า ได้ข้อมูลมาครบหรือยัง เพราะเรามีการบ้านให้เขาทำอยู่
ตำรวจคุมแอดมินGodd Damฝากขัง
วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังพนักงานสอบสวน บก.สอท.ได้ทำการสอบปากคำ นายชัยรัตน์ เรขะวัฒนะ แอดมินเพจGodd Dam ได้ถูกนำมาควบคุมที่ สน.ทุ่งสองห้อง เมื่อช่วงตี 3 ที่ผ่านมา ซึ่งนายชัยรัตน์ ดูมีอาการอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด โดยตั้งแต่ช่วงเช้าที่วันที่ 30ตุลาคม2569 ไม่พบญาติหรือคนสนิทนายชัยรัตน์ มาเยี่ยมแต่อย่างใด รวมถึงไม่พบทนายจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน มาที่ สน.แต่อย่างใด กระทั่งเวลา 10.20น.เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สอท.ได้เดินทางมาเบิกตัว นายชัยรัตน์ เรขะวัฒนะ อายุ 26 ปี ผู้ต้องหาในคดีที่เพจGodd Dam โพสต์สลิปการโอนเงินปลอมจำนวน 7 ล้านบาทและมีชื่อรับโอนคือชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ถูกนำมาควบคุมหลังสอบปากคำมาตลอดทั้งคืนซึ่งในชั้นสอบสวนได้มีการคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเกรงว่าจะเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานโดยขณะเจ้าหน้าที่คุมตัวนายชัยรัตน์ เดินขึ้นรถเพื่อไปศาล ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่า“มีอะไรอยากจะพูดหรือไม่”,“สรุปเป็นแอดมินเพจจริงไหม จากครั้งก่อนที่ปฏิเสธ”, “มีจุดประสงค์หรือมีเจตนาอะไร” แต่เจ้าตัวไม่ได้ตอบคำถามใด ๆ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะควบคุมตัวขึ้นรถเดินทางไป
แอดมินเพจฉาววืดประกันนอนคุก
ศาลพิจารณาคำร้องแล้วอนุญาตให้ฝากขังนายได้ ต่อมาญาติผู้ต้องหายื่นคำร้อง พร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวระหว่างสอบสวน ศาลพิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีตามคำร้องฝากขังแล้ว เห็นว่าผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดโดยนำข้อมูลที่บิดเบือน หรือปลอมข้อมูลหรือข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และใช้เอกสารสิทธิปลอมโดยประการที่น่าเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น และประชาชน ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวนี้นับว่าเป็นพฤติการณ์ร้ายแรง กระทบต่อความสงบสุขในสังคมวงกว้าง อีกทั้งพนักงานสอบสวนคัดค้านการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุเชื่อว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี ในชั้นนี้จึงไม่อนุญาตปล่อยชั่วคราว ผู้ต้องหายกคำร้อง. เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงนำตัวนายชัยรัตน์ ผู้ต้องไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพต่อไป
เชื่อทำเป็นขบวนการ-พาหลบซ่อนตัว
ภายหลังตำรวจควบคุมตัว นายชัยรัตน์ ไปสอบปากคำเพิ่มเติมที่กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 (บก.สอท.1) ตลอดทั้งวัน และนำกลับมาควบคุมตัวไว้ที่ สน.ทุ่งสองห้อง ช่วงเช้ามืดที่ผ่านมานั้น
รายงานข่าวระบุว่า พนักงานสอบสวน บก.สอท.1ใช้เวลานานกว่า 6 ชั่วโมง ในการสอบปากคำ โดยเป็นการสอบปากคำเพิ่มเติมต่อหน้าทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และมีการบันทึกวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน ทว่าผู้ต้องหายังคงให้การปฏิเสธและไม่ยอมให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับที่มาของสลิปดังกล่าว นอกจากนี้ ชุดสืบสวนอยู่ระหว่างการขยายผลทางคดีหลังพบพยานหลักฐานข้อมูลสำคัญที่บ่งชี้ว่าน่าจะมีผู้ร่วมกระทำความผิด ทั้งในส่วนของร่วมขบวนการและผู้ที่ช่วยให้การหลบหนี หลังพบพฤติการณ์ของนายชัยรัตน์ก่อนถูกคุมตัว มีการหลบเลี่ยงการจับกุมด้วยการเปลี่ยนที่พักอาศัยชั่วคราวหลายแห่ง ทั้งโรงแรมและห้องเช่ารายวัน ก่อนจะยินยอมเดินทางมาพร้อมทีมทนายความและถูกจับกุมตามหมายจับ โดยช่วงบ่ายวันที่ 30ตุลาคม พนักงานสอบสวน สน.บางเขน ร่วมกับตำรวจสันติบาล 2 ได้เข้าพบชุดทำงานตำรวจไซเบอร์เพื่อขอข้อมูลทางคดีไปประกอบสำนวน ขออนุมัติศาลออกหมายจับในคดีเกี่ยวกับความมั่นคงเพิ่มเติม ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้วางแนวทางไว้ว่า หากผู้ต้องหาได้รับการประกันตัวในชั้นศาล ก็พร้อมจะนำหมายจับคดีความมั่นคงเข้าจับกุมอายัดตัวต่อทันที แต่หากศาลไม่ให้ประกันตัวและต้องส่งตัวเข้าเรือนจำ พนักงานสอบสวนก็พร้อมเดินทางเข้าแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมภายในเรือนจำต่อไป
ประวัติเก่งคอมฯ-ชอบเรื่องการเมือง
สำหรับประวัติและปูมหลังของนายชัยรัตน์ พบว่ามีความสนใจและติดตามประเด็นการเมืองมาอย่างยาวนานตั้งแต่ช่วงการทำรัฐประหารขณะที่เจ้าตัวมีอายุเพียง 14 ปี จนกระทั่งเข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองหนึ่งเมื่อปี2566 นอกจากนี้ ในมุมการทำงานพบว่า มีความเชี่ยวชาญและสนใจด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างลึกซึ้ง โดยมีประสบการณ์ผ่านการทำงานให้แก่บริษัทไอทีชั้นนำมาแล้วหลายแห่ง รับหน้าที่สำคัญในการตรวจสอบ วิเคราะห์และวางระบบป้องกันภัยคุกคามบนเครือข่ายและดูแลระบบข้อมูลขององค์กรอย่างจริงจัง ก่อนจะตกเป็นผู้ต้องหาในคดีดังกล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

