หนี้สหรัฐฯ พุ่งทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ ทำสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ พุ่งทะลุระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (19 ส.ค.) นับเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเกิดขึ้นเพียง 5 เดือนหลังจากหนี้ของประเทศเพิ่งแตะ 39 ล้านล้านดอลลาร์ สะท้อนแรงกดดันทางการคลังที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางค่าใช้จ่ายด้านกลาโหม สวัสดิการสังคม และภาระดอกเบี้ยที่ขยายตัว
ตัวเลขหนี้สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา หนี้เพิ่งทะลุระดับ 38 ล้านล้านดอลลาร์ ก่อนจะเพิ่มขึ้นเป็น 39 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนมีนาคม และล่าสุดแตะระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนสิงหาคม
ปัจจัยสำคัญมาจากการที่รัฐบาลสหรัฐฯ มีรายจ่ายสูงกว่ารายได้จากการจัดเก็บภาษี โดยงบประมาณจำนวนมากถูกใช้ไปกับ กระทรวงกลาโหม ประกันสังคม Medicare และการชำระดอกเบี้ยหนี้ ซึ่งกินสัดส่วนเพิ่มขึ้นของงบประมาณรัฐบาลกลาง
สถานการณ์ดังกล่าวยังสะท้อนความท้าทายของรัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องบริหารสมดุลระหว่างการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมกับการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะราคาน้ำมันและสินค้าอุปโภคบริโภค
คุช เดไซ โฆษกทำเนียบขาว ระบุว่า รัฐบาลทรัมป์ให้ความสำคัญกับการลดการสูญเปล่า การฉ้อโกง และการใช้จ่ายที่ไม่เหมาะสมของรัฐบาล พร้อมเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อปรับอัตราส่วนหนี้ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ให้อยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกำลังส่งผลต่อชาวอเมริกันโดยตรง โดยเฉพาะ ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น เช่น สินเชื่อบ้านและรถยนต์ ขณะที่ภาคธุรกิจมีเงินสำหรับลงทุนลดลง ซึ่งอาจกดดันค่าจ้างและทำให้สินค้าและบริการมีราคาสูงขึ้น
ไมเคิล เอ. ปีเตอร์สัน ซีอีโอของ Peter G. Peterson Foundation กล่าวว่า หากสหรัฐฯ ต้องการยกระดับมาตรฐานการครองชีพทั้งในปัจจุบันและสำหรับคนรุ่นต่อไป ผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องนำประเทศไปสู่เส้นทางการเงินการคลังที่สามารถรองรับได้และมีความยั่งยืนมากขึ้น
หนี้สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมากจากหลายรัฐบาลที่ผ่านมา โดยเฉพาะช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ หยุดชะงัก รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินจำนวนมหาศาลเพื่อพยุงเศรษฐกิจและสนับสนุนการฟื้นตัว ทั้งในสมัยทรัมป์ดำรงตำแหน่งสมัยแรกและรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน
นอกจากนี้ การผ่านกฎหมายลดภาษีและเพิ่มการใช้จ่ายของรัฐบาลภายใต้รัฐบาลทรัมป์ ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันต่อสถานะทางการคลังของประเทศ
ด้าน มาร์กาเร็ต สเปลลิงส์ ประธานและซีอีโอของ Bipartisan Policy Center เตือนว่า หนี้รัฐบาลกลางกำลังเพิ่มต้นทุนการดำรงชีวิตและเบียดบังงบประมาณสำหรับการใช้จ่ายและการลงทุนด้านอื่น ๆ ซึ่งอาจกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่งคั่งของชาวอเมริกันในระยะยาว
เธอยังระบุว่า แนวทางการเงินการคลังของสหรัฐฯ ในปัจจุบันไม่สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน และเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงจาก AI ภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือสงครามระดับโลก อาจทำให้ปัญหาหนี้กลายเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังมี เพดานหนี้ (Debt Ceiling) ซึ่งเป็นข้อจำกัดตามกฎหมายเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินของรัฐบาลกลาง โดยสภาคองเกรสมีอำนาจในการเพิ่ม ระงับ หรือยกเลิกเพดานดังกล่าว
Bipartisan Policy Center คาดการณ์ว่า สหรัฐฯ อาจแตะเพดานหนี้ที่ระดับ 41.1 ล้านล้านดอลลาร์ ในช่วงปลายฤดูหนาวถึงกลางฤดูร้อนปี 2027 ซึ่งจะทำให้สภาคองเกรสต้องกลับมาพิจารณาอีกครั้งว่าจะเพิ่มหรือระงับเพดานหนี้หรือไม่
ทั้งนี้ การวิเคราะห์ข้อมูลล่าสุดจาก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ระบุว่า สถานะทางการคลังของสหรัฐฯ อยู่ในกลุ่มที่น่ากังวลที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ สะท้อนความท้าทายครั้งใหญ่ของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการควบคุมระดับหนี้และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

