อยู่กับจีนก็เลิกคบเรา! สหรัฐฯ กดดัน 35 ชาติเลือกข้างสงคราม AI

อยู่กับจีน ก็เลิกคบเรา! สหรัฐฯ กดดัน 35 ชาติเลือกข้างสงคราม AI วอชิงตันขู่ตัดพ้นพันธมิตร หากร่วมกรอบปักกิ่ง ขณะ Apple ถูกเตือนห้ามใช้ชิปความจำจีน
วันที่ 17 สิงหาคม 2569 สหรัฐฯ เดินเกมรุกอีกขั้นในสงครามเทคโนโลยีกับจีน เตรียมกดดัน 35 ประเทศที่ลงนามใน “AI Opportunity Statement” ให้เลือกข้างระหว่างกรอบความร่วมมือ AI ที่นำโดยวอชิงตันกับองค์กรความร่วมมือด้าน AI ที่จีนเป็นแกนนำ ขณะที่ “Apple” ถูกฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กดดันโดยตรงไม่ให้หันไปใช้ชิปความจำจากผู้ผลิตจีน สะท้อนการแข่งขันที่กำลังขยายจากสงครามการค้าและชิปเซมิคอนดักเตอร์ ไปสู่การช่วงชิงอำนาจเหนือห่วงโซ่อุปทาน AI ของโลก
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 14 สิงหาคมว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเตรียมส่งจดหมายถึง 35 ประเทศที่ลงนามใน AI Opportunity Statement เพื่อเตือนว่าประเทศเหล่านี้ไม่สามารถเข้าร่วมทั้งกรอบความร่วมมือที่สหรัฐฯ สนับสนุนและกรอบที่จีนเป็นผู้นำได้ หากข้อผูกพันของทั้งสองฝ่ายขัดแย้งกัน
ร่างจดหมายดังกล่าวซึ่งรอยเตอร์ได้เห็น ระบุถึง Pax Silica ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือที่สหรัฐฯ ผลักดันด้านห่วงโซ่อุปทาน AI เซมิคอนดักเตอร์ และแร่สำคัญ ขณะที่อีกด้านหนึ่งคือ World Artificial Intelligence Cooperation Organization หรือ WAICO ซึ่งจีนผลักดันขึ้นมาเป็นเวทีความร่วมมือด้าน AI ระหว่างประเทศ
รอยเตอร์ระบุว่า ร่างจดหมายดังกล่าวเตรียมส่งถึงประเทศที่ลงนามใน AI Opportunity Statement จำนวน 35 ประเทศ แต่ยังไม่แน่ชัดว่าจะส่งเมื่อใด และเนื้อหาอาจมีการเปลี่ยนแปลงก่อนประกาศอย่างเป็นทางการ
หนึ่งในกรณีที่สร้างความกังวลให้กับวอชิงตันคือ คาซัคสถาน ซึ่งเข้าร่วมทั้งกรอบ Pax Silica ของสหรัฐฯ และกรอบความร่วมมือของจีน ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ มองว่าการเข้าร่วมสองกรอบพร้อมกันอาจกระทบต่อความไว้วางใจและพันธมิตรทางเทคโนโลยี
ในร่างจดหมายมีข้อความเตือนในลักษณะว่า การเป็นส่วนหนึ่งของทุกฝ่ายอาจเท่ากับไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายใดอย่างแท้จริง และการลงนามใน Pax Silica ไม่ใช่เพียงการสมัครสมาชิก แต่เป็น “พันธสัญญา” ที่ต้องพิจารณาอย่างจริงจัง
จีนตั้ง WAICO ดึง 29 ประเทศสร้างขั้ว AI อีกด้าน
ความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ เกิดขึ้นหลังจีนเปิดตัว WAICO ในเดือนกรกฎาคม โดยมี 29 ประเทศร่วมลงนามจัดตั้งองค์กรความร่วมมือระหว่างรัฐบาลด้านปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในนครเซี่ยงไฮ้
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนประกาศสนับสนุนแนวคิดดังกล่าว พร้อมผลักดันภาพจีนในฐานะผู้สนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ในวงกว้าง โดยเฉพาะประเทศในกลุ่ม Global South ขณะที่จีนพยายามใช้จุดแข็งด้าน AI แบบ open-weight เป็นทางเลือกจากโมเดล AI แบบปิดของบริษัทเทคโนโลยีตะวันตก
การเกิดขึ้นของ WAICO ทำให้การแข่งขันระหว่างสองมหาอำนาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องว่าใครผลิตชิปได้เร็วกว่า หรือใครมีโมเดล AI ที่ทรงพลังกว่า แต่กำลังขยับไปสู่คำถามสำคัญว่า ใครจะเป็นผู้กำหนดกติกาและโครงสร้างความร่วมมือด้าน AI ของโลกในอนาคต
ขณะที่ Pax Silica ของสหรัฐฯ มุ่งสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ปลอดภัย ลดการพึ่งพาคู่แข่งในด้านแร่สำคัญ เซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยี AI จีนกำลังพยายามสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เปิดกว้างไปยังประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา
Apple เจอแรงกดดันอีกด้าน ห้ามใช้ชิปความจำจีน
ความขัดแย้งไม่ได้หยุดอยู่ที่ระดับรัฐบาล ล่าสุด Apple กลายเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่ต้องเผชิญแรงกดดันจากนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยตรง
หนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal รายงานเมื่อวันที่ 15 สิงหาคมว่า รัฐบาลทรัมป์ไม่ต้องการให้ Apple ซื้อชิปหน่วยความจำจากบริษัทจีน โดยเฉพาะ ChangXin Memory Technologies (CXMT) และ Yangtze Memory Technologies (YMTC)
Howard Lutnick รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ระบุอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลไม่เห็นด้วยกับการที่บริษัทอเมริกันใช้ชิปหน่วยความจำจากจีน และยืนยันว่าได้ส่งสัญญาณดังกล่าวไปยัง Apple แล้ว
แรงกดดันดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดชิปหน่วยความจำทั่วโลกกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนอย่างหนัก จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นของศูนย์ข้อมูล AI ส่งผลให้ราคาหน่วยความจำพุ่งสูงขึ้น และบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ต่างต้องมองหาแหล่งจัดซื้อเพิ่มเติม
Apple จึงกำลังพิจารณาทางเลือกจากผู้ผลิตจีน ขณะที่ Sabih Khan ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Apple ไม่ยืนยันว่าบริษัทกำลังทดสอบชิปจาก CXMT หรือ YMTC หรือไม่ แต่ยอมรับว่าภายใต้ภาวะขาดแคลนอย่างรุนแรง บริษัทจำเป็นต้องพิจารณาทางเลือกทั้งหมด
ประเด็นสำคัญคือ ชิปหน่วยความจำถือเป็นชิ้นส่วนที่มีการปรับแต่งเฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์น้อยกว่าส่วนประกอบบางประเภท ทำให้ชิปมาตรฐานจากผู้ผลิตจีนมีศักยภาพที่จะถูกนำมาใช้ได้ หากผ่านข้อกำหนดด้านคุณภาพและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
เกมใหญ่กว่าชิป คือการยึดห่วงโซ่อุปทาน AI
ความเคลื่อนไหวทั้งสองเรื่องจึงมีจุดร่วมเดียวกัน นั่นคือ การควบคุมห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี
สหรัฐฯ ต้องการสร้างระบบที่พึ่งพาบริษัทและประเทศพันธมิตรของตนมากขึ้น ตั้งแต่แร่สำคัญ โรงงานผลิตชิป ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานและโมเดล AI ขณะที่จีนพยายามใช้จุดแข็งของตนในด้านการผลิตจำนวนมาก ชิปบางประเภท เทคโนโลยี open-weight และตลาดขนาดใหญ่ สร้างเครือข่ายทางเลือกขึ้นมา
การแข่งขันครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่อง “สหรัฐฯ กับจีน” อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโจทย์สำหรับประเทศที่อยู่ตรงกลางว่า จะสามารถรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีกับทั้งสองมหาอำนาจได้หรือไม่
เพราะในโลกความเป็นจริง ประเทศจำนวนมากยังต้องพึ่งพาตลาดจีน ขณะเดียวกันก็ต้องการเทคโนโลยี เงินลงทุน และตลาดจากสหรัฐฯ
การกดดันให้ประเทศเหล่านี้ต้องเลือกข้าง จึงอาจกลายเป็นดาบสองคม เพราะยิ่งการแข่งขันรุนแรงขึ้น ประเทศขนาดกลางและบริษัทข้ามชาติยิ่งมีแรงจูงใจที่จะ กระจายความเสี่ยง ไม่พึ่งพาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป
จาก “สงครามการค้า” สู่ “สงครามระบบเทคโนโลยี”
สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้จึงอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีน
จากเดิมที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการภาษีและข้อจำกัดการส่งออกเพื่อสกัดเทคโนโลยีจีน กำลังขยับไปสู่การสร้าง เครือข่ายพันธมิตรด้านเทคโนโลยี และพยายามทำให้ประเทศที่อยู่ในเครือข่ายดังกล่าวมีพันธะผูกพันมากขึ้น
ขณะที่จีนตอบโต้ด้วยการสร้างสถาบันและเครือข่ายความร่วมมือของตนเอง
ท้ายที่สุด โลกอาจไม่ได้กำลังเดินเข้าสู่เพียง “สงคราม AI” แต่กำลังเข้าสู่การแข่งขันเพื่อกำหนดว่า ใครจะเป็นผู้ควบคุมโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี มาตรฐาน และห่วงโซ่อุปทานของเศรษฐกิจดิจิทัลโลก
และคำถามที่ใหญ่ที่สุดอาจไม่ใช่ว่า สหรัฐฯ หรือจีนจะชนะ
แต่คือว่า ประเทศอื่นๆ จะยังมีพื้นที่ให้เลือกทางเดินของตัวเองมากน้อยเพียงใด ในวันที่สองมหาอำนาจเริ่มบอกว่า “คุณจะอยู่กับเราหรืออยู่กับเขา”
ที่มา: Reuters, The Wall Street Journal, กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

