ถอดรหัสโพสต์ ศิริโชค สู่บทเรียนสินทรัพย์ดิจิทัล ส่องบทบาท ป.ป.ช. วิวัฒนาการทางกฎหมายของคริปโทฯ

1 พฤศจิกายน 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วิเคราะห์ข้อเท็จจริงทางการเมืองสู่บทเรียนสินทรัพย์ดิจิทัล: ถอดรหัสโพสต์ “ศิริโชค โสภา” กับบทบาท ป.ป.ช. และวิวัฒนาการทางกฎหมายของคริปโทฯ
ประเด็นร้อนทางการเมืองและการตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง เมื่อ นายศิริโชค โสภา อดีต สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2569 เปิดเผยข้อมูลการถือครองและการร่วมลงทุนในโครงการคริปโตเคอร์เรนซีของ นายไท่หยาง จาง สามีของ นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ (สส.ไอเดียร์ พรรคภูมิใจไทย) ซึ่งนำมาสู่คำถามสำคัญถึงความโปร่งใสในการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช.
ประเด็นนี้นอกจากจะสร้างแรงสะเทือนทางการเมืองแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงข้อสงสัยทางกฎหมายว่าในโลกยุคใหม่ “สินทรัพย์ดิจิทัล” มีสถานะเป็นทรัพย์สินที่ต้องยื่นแสดง และได้รับการคุ้มครองหรือกำกับตามกฎหมายอย่างไร?
บทความนี้จะพาไปเจาะลึกข้อเท็จจริงในเชิงกฎหมายและการตรวจสอบ พร้อมสอดแทรกความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล ตลอดจน บรรทัดฐานใหม่ของศาลฎีกาไทย (ฎีกาที่ 4929/2569) ที่รับรองสถานะทางกฎหมายของคริปโทเคอร์เรนซีไว้อย่างชัดเจนครับ
1.ประเด็นที่ศิริโชคตั้งข้อสังเกต: ป.ป.ช. ควรนำไปตรวจสอบให้เห็นเป็นรูปธรรม
จากข้อสังเกตของนายศิริโชคที่ระบุว่า นายไท่หยาง จาง มีชื่อปรากฏเป็นผู้ร่วมลงทุนในโครงการคริปโต/โทเคนดิจิทัลถึง 4 โครงการ แต่กลับไม่ปรากฏรายการเหรียญโทเคนหรือการลงทุนดังกล่าวในบัญชีทรัพย์สินที่แจ้งต่อ ป.ป.ช. นั้น ในทางกฎหมายและการไต่สวนจำเป็นต้องแยกแยะและดำเนินการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ 3 ขั้นตอนสำคัญ:
1)การยืนยันสิทธิและการได้มา (Acquisition & Ownership): การมีชื่อเป็นผู้ร่วมลงทุนในรอบระดมทุน (เช่น Seed / Private Sale หรือสัญญา SAFT) ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับเหรียญเข้ากระเป๋าดิจิทัลทันทีเสมอไป ป.ป.ช. จึงต้องเรียกตรวจเอกสารสัญญาการลงทุน (Subscription Agreement) เพื่อดูเงื่อนไขการจัดสรรเหรียญ (Token Allocation) และระยะเวลาการปลดล็อกเหรียญ (Vesting Schedule) ณ วันที่ต้องยื่นแสดงรายการทรัพย์สิน
2) การพิสูจน์การโอนและเส้นทางการเงิน (Transaction Trail): หากมีการจำหน่ายจ่ายโอนหรือขายสิทธิออกไปแล้วตามที่ฝ่ายผู้ถูกร้องชี้แจง จำเป็นต้องมีหลักฐานการขาย ธุรกรรมบนบล็อกเชน (On-chain Transaction) รวมถึงหลักฐานการโอนเงินสด (Fiat Money Trail) เข้าบัญชีธนาคารเพื่อยืนยันว่าเงินที่ได้จากการขายถูกนำไปลงไว้ในรายการทรัพย์สินอื่นหรือไม่
3) การพิจารณาเจตนาและผลประโยชน์ทับซ้อน (Intent & Conflict of Interest): หากพบว่ามีสินทรัพย์หรือสิทธิเรียกร้องที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจจริงแต่ไม่ได้แสดงไว้ จะต้องพิจารณาว่าเข้าข่าย "จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ" ตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช. หรือไม่ รวมถึงต้องตรวจสอบมิติเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ในช่วงที่คู่สมรสดำรงตำแหน่งทางการเมืองในหน่วยงานที่มีภารกิจปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีด้วย
ส่วนคำกล่าวเปรียบเปรยของนายศิริโชคที่ว่า "เป็นเซียนโทเคน แต่เปิดบัญชีทรัพย์สินกลับไม่มีโทเคนสักเหรียญ" ถือเป็นวาทศิลป์ทางการเมืองที่กระตุ้นสังคมได้ดี แต่ในทางนิติธรรม ป.ป.ช. จำเป็นต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงจากเอกสารและพยานหลักฐานดิจิทัลให้ปรากฏชัดเจน เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายและสร้างมาตรฐานการตรวจสอบที่ก้าวทันโลกการเงินยุคใหม่
2. ทำความเข้าใจองค์ประกอบสินทรัพย์ดิจิทัล: Blockchain, Cryptocurrency และ Exchange
โครงสร้างของเทคโนโลยีสินทรัพย์ดิจิทัล เข้าใจง่ายผ่านแบบจำลองในชีวิตประจำวัน
เราสามารถเปรียบเทียบความสัมพันธ์ขององค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วนได้ดังนี้
1) Blockchain (บล็อกเชน): เปรียบเสมือน "ถนนและระบบทะเบียนการเดินทาง"
เป็นเทคโนโลยีพื้นฐานที่ใช้บันทึก ตรวจสอบ และยืนยันธุรกรรมทางดิจิทัล โดยข้อมูลจะถูกจัดเก็บเชื่อมโยงกันเป็นลำดับ และมีระบบรักษาความถูกต้องของข้อมูล ซึ่งในระบบแบบกระจายศูนย์จะมีคอมพิวเตอร์หลายเครื่องร่วมกันตรวจสอบและจัดเก็บข้อมูล ทำให้การแก้ไขข้อมูลย้อนหลังทำได้ยากมาก
หากเปรียบเทียบกับชีวิตประจำวัน Blockchain ก็เหมือนกับ "ถนนและระบบทะเบียนการเดินทาง" ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานให้รถยนต์สามารถวิ่งไปมา และมีระบบบันทึกว่าเกิดการเดินทางหรือการเปลี่ยนแปลงสิทธิในรถยนต์ขึ้นเมื่อใด
2) Cryptocurrency / Digital Token (คริปโทเคอร์เรนซี / โทเคนดิจิทัล): เปรียบเสมือน "รถยนต์หรือทรัพย์สินที่เดินทางอยู่บนถนน"
เป็นสินทรัพย์ในรูปแบบดิจิทัลที่สามารถถือครอง โอน หรือแลกเปลี่ยนกันได้ โดยแต่ละชนิดอาจมีวัตถุประสงค์และคุณสมบัติแตกต่างกัน เช่น ใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ใช้ในระบบของเครือข่าย หรือแสดงสิทธิในสินทรัพย์และสิทธิประโยชน์บางอย่าง
หากเปรียบเทียบกับชีวิตประจำวัน Cryptocurrency และ Digital Token ก็เหมือนกับ "รถยนต์ที่วิ่งอยู่บนถนน" โดยรถแต่ละคันมีคุณสมบัติและวัตถุประสงค์ต่างกัน เช่น รถยนต์นั่ง รถบรรทุก หรือรถโดยสาร
ตัวอย่างเช่น Bitcoin (BTC), Ether (ETH), BNB (Binance Coin) และโทเคนดิจิทัลของโครงการต่าง ๆ
3) Exchange (ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล): เปรียบเสมือน "โชว์รูมหรือตลาดซื้อขายรถยนต์"
เป็นแพลตฟอร์มที่ทำหน้าที่เป็นตลาดกลางให้ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาเสนอซื้อ เสนอขาย และจับคู่ซื้อขายกัน รวมทั้งอาจให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตราทั่วไป เช่น เงินบาทหรือดอลลาร์สหรัฐ กับสินทรัพย์ดิจิทัลด้วย
หากเปรียบเทียบกับชีวิตประจำวัน Exchange ก็เหมือนกับ "โชว์รูมหรือตลาดซื้อขายรถยนต์" ที่ผู้ซื้อและผู้ขายมาพบกันเพื่อตกลงซื้อขายรถยนต์ โดยมีระบบอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรม
ตัวอย่างเช่น Bitkub Exchange และ Binance
สรุปความสัมพันธ์ของทั้ง 3 ส่วนในประโยคเดียว
Blockchain = ถนนและระบบทะเบียน โครงสร้างพื้นฐานสำหรับการบันทึกและยืนยันธุรกรรม
Cryptocurrency / Digital Token = รถยนต์ สินทรัพย์ดิจิทัลที่สามารถถือครองและโอนแลกเปลี่ยนกันได้
Exchange = โชว์รูมหรือตลาดซื้อขายรถยนต์ สถานที่หรือแพลตฟอร์มที่ผู้ซื้อและผู้ขายมาพบกัน
3. จัดหมวดหมู่ 4 โครงการในข่าว: ปรากฏอยู่ในกลุ่มใด?
เมื่อนำโครงการทั้ง 4 แห่งที่ปรากฏในข่าวของนายศิริโชค ได้แก่ Pendle Finance (PENDLE), Fluence (FLT), Singularity (Portal Gate) และ บ่อน Shuffle (SHFL) มาจัดหมวดหมู่ตามหลักการข้างต้น สามารถสรุปได้ดังนี้:
1) จัดอยู่ในกลุ่ม "Cryptocurrency / Digital Token": โครงการทั้ง 4 แห่ง คือโครงการระดมทุนที่สร้างและจัดสรร โทเคนดิจิทัลประจำโครงการ (เช่น เหรียญ PENDLE, FLT, SHFL หรือสิทธิเรียกร้องในเหรียญ) ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้
2) ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี "Blockchain": ระบบของทั้ง 4 โครงการ ต่างรันอยู่บนโครงข่าย Blockchain และใช้ระบบสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contracts) ในการจัดสรรเหรียญ
3) ไม่เกี่ยวข้องกับ "Exchange (Bitkub / Binance)" ในขั้นตอนการระดมทุน: การลงทุนของนายไท่หยาง จาง เป็นการลงทุนในระดับ ต้นน้ำ (Project Level/Seed Round) โดยตรงกับโครงการ ไม่ใช่การซื้อขายเหรียญผ่านกระดานแลกเปลี่ยนอย่าง Bitkub หรือ Binance ในระยะแรก
4. หมุดหมายใหม่ทางกฎหมาย: คริปโทเคอร์เรนซีคือ "ทรัพย์" ตามประมวลกฎหมายอาญา (ฎีกาที่ 4929/2569)
คำถามที่ว่า "เหรียญดิจิทัลนับเป็นทรัพย์สินตามกฎหมายจริงหรือ?" ไม่เพียงแต่สำคัญในมิติการตรวจสอบของ ป.ป.ช. เท่านั้น แต่ล่าสุดในทางกฎหมายอาญา ศาลฎีกาไทยได้วางหลักการอันเป็นหมุดหมายครั้งประวัติศาสตร์ไว้เรียบร้อยแล้ว
ใน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4929/2569 (วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่) ศาลได้วางหลักชัดเจนว่า คริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) หรือ บิตคอยน์ (Bitcoin) ถือเป็น "ทรัพย์" อันเป็นวัตถุแห่งการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ในทางอาญา
• สรุปข้อเท็จจริงในคดี: กลุ่มคนร้ายชาวต่างชาติร่วมกันทำร้ายและข่มขู่ผู้เสียหายที่เกาะสมุย บังคับให้โอนเงิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ แลกเปลี่ยนเป็นบิตคอยน์จำนวน 2.480801 BTC เข้ากระเป๋าเงินดิจิทัล (Wallet) ของกลุ่มคนร้าย แล้วหลบหนีไป
• ข้อต่อสู้ของจำเลย: จำเลยต่อสู้ว่า คริปโทเคอร์เรนซีไม่มีรูปร่าง ไม่ใช่ "ทรัพย์" ตามกฎหมายอาญา และธนาคารแห่งประเทศไทยก็ระบุว่าไม่ใช่เงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย
• มติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา (พิพากษายืน): ศาลให้เหตุผลว่า
1)คริปโทเคอร์เรนซีเป็นหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตาม พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ที่สร้างขึ้นบนระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน
2) แม้ไม่ใช่เงินตามกฎหมาย แต่เป็นสื่อกลางที่มี มูลค่าทางเศรษฐกิจและการถือเอาได้ (Economic Value & Appropriability) สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ และบุคคลทั่วไปถือครองได้จริง
3) การบังคับโอนคริปโทเคอร์เรนซีซึ่งเป็นสิ่งที่มีราคาและอาจถือเอาได้ จึงเป็นการเอา "ทรัพย์" ของผู้อื่นไป ครบองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา
• มุมมองเทียบเคียงในต่างประเทศ:
- สหราชอาณาจักร (UK): ศาลสูงและศาลอุทธรณ์ (เช่น คดี AA v Persons Unknown [2019] และ R v Lakeman [2026]) วินิจฉัยรับรองว่า คริปโทเคอร์เรนซีจัดเป็น Intangible Property (ทรัพย์สินไม่มีรูปร่าง) ตาม Theft Act 1968
- สหรัฐอเมริกา (USA): ศาลตีความความผิดเกี่ยวกับการปล้น/ลักทรัพย์ (Grand Theft / Robbery) ครอบคลุมถึงคริปโทเคอร์เรนซี โดยมองที่มูลค่าทางเศรษฐกิจ (Economic Value)
- สาธารณรัฐประชาชนจีน: แม้มีนโยบายห้ามการซื้อขายผ่านศูนย์แลกเปลี่ยน แต่ศาลประชาชนสูงสุด (เช่น ศาลเซี่ยงไฮ้) วางบรรทัดฐานว่า คริปโทฯ มีลักษณะเป็น "ทรัพย์สินเสมือน" (Virtual Property) ตามกฎหมายแพ่ง การขโมยหรือกรรโชกเอาไปย่อมมีความผิดฐานลักทรัพย์หรือกรรโชกทรัพย์
บทสรุป
วิวัฒนาการทางกฎหมายทั้งจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4929/2569 และบรรทัดฐานระดับสากล ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า "ไม่ว่าทรัพย์สินจะอยู่ในรูปแบบวัตถุกายภาพ หรือบล็อกเชน หากมีมูลค่าทางเศรษฐกิจและถือเอาได้ กฎหมายย่อมแผ่คุ้มครองให้เป็นทรัพย์ที่จะลักเอาไปได้เสมอ"
ส่วนการตรวจสอบทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ป.ป.ช. ต้องตรวจสอบ “ทรัพย์สิน” ซึ่งหมายถึง ทรัพย์ สิทธิเรียกร้อง สินทรัพย์ดิจิทัลไม่มีรูปร่างหรือสิทธิเรียกร้องทางคริปโทฯ อยู่แล้ว ผู้มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินจึงไม่สามารถใช้เป็นเกราะป้องกันการยื่นบัญชีทรัพย์สินประเภทนี้ได้ ขณะเดียวกัน สังคมก็ต้องมองข้อกล่าวหาทางการเมืองอย่างมีสติ แยกแยะระหว่าง "ข้อเท็จจริงในเบาะแส" กับ "ขั้นตอนการพิสูจน์ตามหลักกฎหมาย" เพื่อร่วมกันสร้างมาตรฐานความโปร่งใสที่แท้จริงให้กับสังคมไทยครับ
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
1/11/69
#การเมืองไทย #ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน #ปปช #ศิริโชคโสภา #สินทรัพย์ดิจิทัล #คริปโทเคอร์เรนซี #บล็อกเชน #ฎีกา4929_2569 #กฎหมายอาญา #Blockchain #Cryptocurrency #Bitkub #Binance #ความรู้กฎหมาย #วัสติงสมิตร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

