‘เวียดนาม’รุกหนัก! เตือน‘ส่งออกไทย’ปรับเกมสู้

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่า ศูนย์ส่งเสริมการค้าและการลงทุน นครโฮจิมินห์ (ITPC) ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม ได้จัดสัมมนาหัวข้อ “ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจแบบครอบคลุมเวียดนาม-สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์: ศักยภาพการส่งออกสู่ตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกาสำหรับผู้ประกอบการเวียดนาม” เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2569 เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเวียดนามใช้ประโยชน์จากสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรและกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า ภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจแบบครอบคลุมระหว่างเวียดนามกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (CEPA) ในการขยายตลาดส่งออกไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) กลุ่มประเทศคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ตลอดจนตะวันออกกลางและแอฟริกา
สคต. ณ นครโฮจิมินห์ รายงานว่า ความตกลง CEPA ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 อาจส่งผลต่อโครงสร้างการแข่งขันทางการค้าของประเทศผู้ส่งออกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะไทย เนื่องจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีพันธกรณีลดและยกเลิกภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าส่งออกของเวียดนาม ส่งผลให้ผู้ประกอบการเวียดนามมีโอกาสลดต้นทุนการเข้าสู่ตลาด และเพิ่มความได้เปรียบด้านราคา
สำหรับกลุ่มสินค้าไทยที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ สินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป อาทิ ข้าว อาหารทะเลกระป๋อง ผลไม้เมืองร้อน ซึ่งไทยและเวียดนามมีศักยภาพในการผลิตและส่งออก รวมถึงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ที่เป็นสินค้าส่งออกสำคัญของ 2 ประเทศ โดยผู้ส่งออกไทยอาจเผชิญแรงกดดันด้านราคาและเสี่ยงต่อการสูญเสียคำสั่งซื้อ หากผู้นำเข้าจัดหาสินค้าจากเวียดนามได้ด้วยต้นทุนรวมที่ต่ำกว่า
สคต. ณ นครโฮจิมินห์ รายงานว่า ผู้ประกอบการไทยทั้งในประเทศและในเวียดนาม ควรปรับกลยุทธ์จากแข่งขันด้านราคา ไปสู่การพัฒนาสินค้ามูลค่าเพิ่ม สร้างความแตกต่างด้านบรรจุภัณฑ์ และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมด้านกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า มาตรฐานฮาลาล ข้อกำหนดทางเทคนิค และระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อให้เข้าถึงตลาดสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และกลุ่มประเทศ GCC อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ควรสร้างพันธมิตรกับผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย และผู้ประกอบการค้าปลีกในพื้นที่ รวมถึงพิจารณาใช้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นฐานกระจายสินค้าไปตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกา ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนามอาจใช้ประโยชน์จากฐานผลิต และเครือข่ายการค้าในเวียดนาม เพื่อขยายช่องทางการจำหน่ายในภูมิภาค
ในระยะยาว ความตกลง CEPA ยังอาจกระตุ้นการลงทุนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในเวียดนาม โดยเฉพาะสาขาโลจิสติกส์ พลังงาน และนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งอาจเพิ่มบทบาทของเวียดนามในฐานะฐานการผลิตและศูนย์กลางเชื่อมโยงการค้ากับตลาดตะวันออกกลาง ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญการแข่งขันทั้งด้านส่งออกและการดึงดูดเงินลงทุน
อย่างไรก็ดี โอกาสทางธุรกิจยังเปิดกว้างสำหรับผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพด้านการผลิต เทคโนโลยีอาหาร การแปรรูปสินค้าเกษตร และบริการโลจิสติกส์ โดยอาจพิจารณาร่วมทุนหรือสร้างเครือข่ายธุรกิจกับผู้ประกอบการในเวียดนามและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อขยายตลาด เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างภูมิภาค และติดตามพัฒนาการความตกลงทางการค้าของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กับประเทศคู่แข่ง เพื่อปรับแผนการค้า การลงทุน การกระจายตลาด ให้สอดคล้องกับการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

