จับตาเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ ชาวอเมริกันใช้สิทธิล่วงหน้าทะลุ 51 ล้านคน สร้างสถิติใหม่สะเทือนเก้าอี้ทรัมป์

2 พฤศจิกายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พลเมืองอเมริกันทั่วประเทศทยอยใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในวันที่ 3 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ (ตามเวลาท้องถิ่น)
โดยข้อมูลจาก 'อิเล็กชั่น แลป' (Election Lab) ของมหาวิทยาลัยฟลอริดา ระบุว่า จนถึงสิ้นเดือนตุลาคมมีประชาชนออกไปใช้สิทธิแล้วมากกว่า 51 ล้านคน สูงกว่าจำนวนผู้ใช้สิทธิล่วงหน้าก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมเมื่อปี 2565 ซึ่งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น) เป็นวันสุดท้ายของการลงคะแนนล่วงหน้าด้วยตนเองในรัฐเวอร์จิเนีย ทางตอนใต้ของประเทศ
การลงคะแนนล่วงหน้าได้สร้างสถิติใหม่ ชาวอเมริกันกว่า 51 ล้านคนได้ลงคะแนนเสียง ทั้งแบบลงคะแนนด้วยตนเองหรือทางไปรษณีย์ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเกือบ 46 ล้านคนที่ลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งในการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งล่าสุดเมื่อปี 2022
พลเมืองอเมริกันรายหนึ่ง เปิดเผยว่า ฉันต้องการเห็นนักการเมืองที่รับฟังเสียงของประชาชนทั่วไป และไม่ถูกอิทธิพลจากบริษัทขนาดใหญ่ครอบงำ ผลการเลือกตั้งทั่วประเทศอาจสูสี และหวังว่าผู้ที่ได้รับเลือกจะมีจุดยืนทางการเมืองใกล้เคียงกับแนวกลาง รวมถึงเป็นตัวแทนของเสียงประชาชนส่วนใหญ่ที่ไม่ค่อยแสดงออก
ขณะเดียวกันผลสำรวจคะแนนนิยมล่าสุดระดับชาติ พบว่าพรรคเดโมแครตยังมีคะแนนนำพรรครีพับลิกัน โดยค่าเฉลี่ยจาก RealClearPolling อยู่ที่ 51.5% ต่อ 43.1% ขณะที่ผลสำรวจของ THP/MM ระหว่างวันที่ 28-29 ตุลาคม พบว่าพรรคเดโมแครตมีคะแนนนำ 54% ต่อ 41% ส่วนผลสำรวจของ Emerson College ระหว่างวันที่ 24-26 ตุลาคม พบว่าพรรคเดโมแครตนำอยู่ 10 จุด
นาตาลี แจ็กสัน นักวิเคราะห์การเมืองและผู้จัดทำโพล กล่าวว่า ผลสำรวจสะท้อนความไม่พอใจของประชาชนต่อนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และสถานการณ์เศรษฐกิจ บรรยากาศทางการเมืองในขณะนี้ค่อนข้างเอื้อประโยชน์ต่อพรรคเดโมแครต เนื่องจากประธานาธิบดีมีคะแนนนิยมต่ำ ประชาชนกำลังเผชิญภาระค่าครองชีพสูง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการภาษีศุลกากรและสงครามในอิหร่าน อีกทั้งประชาชนจำนวนหนึ่งมองว่าพรรครีพับลิกันไม่สามารถทำตามสิ่งที่เคยให้คำมั่นไว้ได้เลย
ส่วนผลสำรวจของรอยเตอร์/อิปซอส ที่จัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 30 กันยายน - 5 ตุลาคม ระบุว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกัน 76% มั่นใจว่าคะแนนเสียงของพวกเขาจะถูกนับอย่างถูกต้อง โดยความมั่นใจนี้อยู่ในระดับสูงพอๆ กันทั้งในกลุ่มพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

