ใช้ FTA ส่งออก 8 เดือนพุ่ง 4.65% ตลาดอาเซียนนำโด่ง-ทุเรียนสูงสุด

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (DFT) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ภาพรวมการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ในช่วง 8 เดือนปี 2569 (มกราคม-สิงหาคม) มีมูลค่ารวม 63,044.38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.12 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 4.65% มีสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 80.28% ของมูลค่าสินค้าส่งออกที่ได้รับสิทธิพิเศษภายใต้ FTA ทั้งหมด
โดยการใช้สิทธิ์ FTA สูงสุด 5 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1 เป็นการส่งออกไปยังอาเซียน ภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) มูลค่า 20,985.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 66.41% อันดับ 2 ใช้สิทธิ์ภายใต้ความตกลงอาเซียน-จีน (ACFTA) มูลค่า 18,917.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนใช้สิทธิ์ 94.24% อันดับ 3 ภายใต้ความตกลงอาเซียน-อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 7,295.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนใช้สิทธิ์ 77.83% อันดับ 4 ภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 5,132.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนใช้สิทธิ์ 84.63% และอันดับ 5 ภายใต้ความตกลงไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 4,244.22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนใช้สิทธิ์ 60.70%
สำหรับสินค้าที่มีการใช้สิทธิ์ FTA สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ทุเรียนสด 2.ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่นๆ 3.ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ 4.เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณ ทำด้วยโลหะมีค่าอื่นๆ และ 5.เศษและของที่ใช้ไม่ได้ที่เป็นทองแดง
โดยเมื่อพิจารณาการใช้สิทธิ์ FTA แยกตามกลุ่มสินค้า พบว่า สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปที่มีการใช้สิทธิ์สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ทุเรียนสด 2.ไก่ที่ปรุงแต่งหรือทำไว้ไม่ให้เสียอื่นๆ 3.น้ำตาลที่ได้จากอ้อยอื่นๆ 4.ชิ้นเนื้อและส่วนอื่นของไก่ แช่เย็นจนแข็ง 5.ฝรั่ง มะม่วง และมังคุด มูลค่ารวม 17,405.22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 27.61% ของมูลค่าการใช้สิทธิ์ทั้งหมด
ขณะที่ในส่วนของสินค้าอุตสาหกรรมที่มีการใช้สิทธิ์ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่นๆ 2.ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ 3.เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณ ทำด้วยโลหะมีค่าอื่นๆ 4.เศษและของที่ใช้ไม่ได้ที่เป็นทองแดง 5.เครื่องทอง เครื่องเงิน และส่วนประกอบ ที่ทำด้วยโลหะมีค่าอื่นๆ มูลค่ารวม 45,639.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 72.39% ของมูลค่าการใช้สิทธิ์ทั้งหมด
“ท่ามกลางบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนกฎระเบียบและมาตรฐานใหม่ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น กรมฯพร้อมเดินหน้าส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ใช้ประโยชน์จาก FTA ได้อย่างเต็มศักยภาพ ผ่านการให้ข้อมูลด้านสิทธิประโยชน์ และกฎระเบียบทางการค้าที่ถูกต้อง และนำไปใช้ได้จริง ควบคู่กับการพัฒนาระบบดิจิทัลและการอำนวยความสะดวกทางการค้า เพื่อลดขั้นตอนและต้นทุน รวมถึงการให้คำปรึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ตลาดใหม่ กระจายความเสี่ยง และเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก”นางอารดา กล่าว
ทั้งนี้ในปีงบประมาณ 2569 กรมฯได้ผลักดันการใช้ประโยชน์จาก FTA ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านโครงการ “FTA GO! ขับเคลื่อนการค้า เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทย” โดยจัดกิจกรรม 12 ครั้ง ใน 12 จังหวัดทั่วประเทศ มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,400 ราย มุ่งเสริมความรู้ด้านสิทธิประโยชน์ทางการค้าและกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า ควบคู่กับการให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ พร้อมต่อยอดจากการสร้างความรู้สู่การเปิดตลาดจริงผ่านโครงการ “Boost Up SMEs สู่ตลาด FTA” โดยนำผู้ประกอบการ SME ไทยไปสำรวจตลาด เจรจาธุรกิจ และสร้างเครือข่ายกับผู้นำเข้าในสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ และอินเดีย
สำหรับในปีงบประมาณ 2570 กรมฯมีแผนจะเดินหน้าจัดกิจกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์จาก FTA ให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค โดยในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2569 กรมฯมีกำหนดจัดกิจกรรมที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เชียงใหม่ และหนองคาย เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงข้อมูล องค์ความรู้ และคำปรึกษาที่สามารถนำไปใช้ได้จริง พร้อมนำ FTA มาใช้เป็นเครื่องมือสร้างแต้มต่อและขยายโอกาสทางธุรกิจในตลาดต่างประเทศ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

