'แก้วตา'คาใจ? จี้ พรรคประชาชน แจงงบบริจาค สู้ศึกซักฟอก ชี้เพื่อความโปร่งใสต้องตรวจสอบได้

แก้วตาคาใจ? จี้ พรรคประชาชน แจงงบบริจาค สู้ศึกซักฟอก ชี้เพื่อความโปร่งใสต้องตรวจสอบได้
วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 จากกรณีที่พรรคประชาชนเปิดรับบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151
ล่าสุด ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส.กทม.พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ตรวจสอบรัฐบาลเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้าน แล้วเหตุใดพรรคประชาชนจึงต้องเปิดรับบริจาคเงินจากประชาชนเพิ่มเติม?
ประการแรก การตรวจสอบรัฐบาลเป็นหน้าที่โดยตรงของฝ่ายค้าน ไม่ใช่ภารกิจพิเศษที่อยู่นอกเหนือหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ประชาชนเสียภาษีเพื่อเป็นเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มให้แก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้ว โดย สส. ได้รับค่าตอบแทนรวมเดือนละ 113,560 บาท ยังไม่นับทรัพยากรสนับสนุนการปฏิบัติงานของรัฐสภาตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
ดิฉันไม่ได้กล่าวว่าพรรคการเมืองไม่มีสิทธิเปิดรับบริจาค เพราะกฎหมายอนุญาตให้ทำได้ แต่เมื่อนำภารกิจตรวจสอบรัฐบาลซึ่งเป็นหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญมาเป็นเหตุผลในการระดมทุนเพิ่มเติม ประชาชนก็ควรได้รับคำอธิบายว่าเงินจำนวนนี้จำเป็นต้องใช้กับอะไร และเหตุใดทรัพยากรที่มีอยู่จึงไม่เพียงพอ
ประการที่สอง เงินบริจาคควรตรวจสอบได้ว่าถูกนำไปใช้กับอะไรบ้าง
ดิฉันเคยทำงานในภาคประชาสังคมและองค์กรที่ได้รับทุนสนับสนุนจากต่างประเทศ จึงทราบดีว่าผู้ให้ทุนระหว่างประเทศหลายแห่งกำหนดมาตรฐานการรายงานค่าใช้จ่ายอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างบุคลากร ค่าน้ำมัน ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าจัดกิจกรรม หรือค่าใช้จ่ายในการบริหารโครงการ โดยต้องมีเอกสารประกอบตามเงื่อนไขของทุน
สำหรับกรณีของพรรคประชาชน ดิฉันจึงต้องการทราบว่า ตั้งเป้าระดมทุนสำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ไว้เท่าไร มีงบประมาณรายจ่ายอะไรบ้าง จะมีการจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือบุคลากรเพิ่มเติมหรือไม่ และเมื่อการอภิปรายสิ้นสุดลง จะเปิดเผยยอดรับบริจาคและรายจ่ายจริงให้ผู้บริจาคตรวจสอบได้มากน้อยเพียงใด
การเปิดเผยค่าใช้จ่ายโดยประมาณของพรรคกับการเปิดเผยบัญชีรายรับรายจ่ายสำหรับโครงการระดมทุนเฉพาะกิจไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
ประการที่สาม กรณีข่าวของบุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี และมูลนิธิองค์กรทำดี เป็นตัวอย่างร่วมสมัยที่สะท้อนว่าเหตุใดระบบตรวจสอบเงินบริจาคจึงสำคัญ
เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 มีผู้เดินทางเข้าแจ้งความให้ตรวจสอบการใช้เงินบริจาคของมูลนิธิองค์กรทำดี โดยมีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์และข้อสงสัยเกี่ยวกับเส้นทางการเงิน รวมถึงประเด็นการใช้บัญชีรับบริจาค
ขณะเดียวกัน บุ๋ม ปนัดดา ได้ออกมาชี้แจงปฏิเสธการนำเงินบริจาคไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว และมูลนิธิได้ประกาศให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ประธานชั่วคราว พร้อมระงับการรับบริจาคระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง
ดิฉันขอย้ำว่ากรณีดังกล่าวยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ และไม่มีเหตุผลที่จะด่วนตัดสินว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดแล้ว
แต่สิ่งที่กรณีนี้สะท้อนให้เห็นคือ เมื่อเงินบริจาคจากประชาชนจำนวนมากถูกรวบรวมไว้ภายใต้การบริหารขององค์กร การมีระบบบัญชี การตรวจสอบเส้นทางการเงิน และการรายงานค่าใช้จ่ายอย่างชัดเจนมีความสำคัญเพียงใด
การบริจาคเงินคนละ 50 บาท 100 บาท หรือ 500 บาท อาจเป็นเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับแต่ละคน แต่เมื่อนำมารวมกันอาจกลายเป็นเงินหลายล้านบาท และผู้บริจาครายย่อยแต่ละคนย่อมไม่สามารถเข้าถึงรายละเอียดการใช้จ่ายขององค์กรได้โดยง่าย
ดิฉันไม่ได้เปรียบเทียบว่าพรรคประชาชนมีพฤติการณ์เหมือนกรณีมูลนิธิองค์กรทำดี เพราะเป็นคนละองค์กร อยู่ภายใต้กฎหมายคนละฉบับ และยังไม่มีหลักฐานที่ทำให้สรุปเช่นนั้นได้
แต่กรณีดังกล่าวเป็นบทเรียนสำคัญว่า ความศรัทธาของผู้บริจาคไม่ควรถูกนำมาใช้ทดแทนระบบการตรวจสอบทางการเงิน
ประการสุดท้าย พรรคการเมืองที่เรียกร้องให้รัฐบาลโปร่งใส ก็ควรยินดีให้ประชาชนตรวจสอบการใช้เงินของพรรคด้วยเช่นเดียวกัน
ดิฉันทราบดีว่าพรรคการเมืองมีหน้าที่จัดทำบัญชีและรายงานทางการเงินตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 อยู่แล้ว
แต่การปฏิบัติตามข้อกำหนดขั้นต่ำของกฎหมายกับการเปิดเผยข้อมูลในระดับที่ประชาชนตรวจสอบได้อย่างแท้จริงเป็นคนละเรื่องกัน
หากเปิดรับบริจาคเพื่อภารกิจอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยเฉพาะ ดิฉันเห็นว่าควรเปิดเผยทั้งเป้าหมายการระดมทุน ยอดเงินที่ได้รับ รายละเอียดค่าใช้จ่าย และเงินคงเหลือหลังภารกิจสิ้นสุดลง
ดิฉันสนับสนุนสิทธิของประชาชนในการบริจาคให้พรรคการเมืองที่ตนศรัทธา แต่สิทธินั้นต้องมาพร้อมข้อมูลที่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจ
เพราะการตรวจสอบรัฐบาลเป็นหน้าที่ที่ประชาชนจ่ายภาษีสนับสนุนอยู่แล้ว ส่วนการขอรับเงินบริจาคเพิ่มเติมยิ่งทำให้
พรรคการเมืองมีหน้าที่ต้องอธิบายต่อผู้บริจาคว่าเงินนั้นถูกนำไปใช้อย่างไร
ท้ายที่สุด เงินบริจาคไม่ใช่เงินที่ปราศจากความรับผิดชอบ และความนิยมทางการเมืองไม่ควรเป็นข้อยกเว้นของการตรวจสอบ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

