ฟรีสำหรับผู้ใช้ แต่ไม่ฟรีสำหรับผู้เสียภาษี อัษฎางค์ จี้รัฐแจงนิยาม ผู้ใช้งานจริง โครงการ Thai AI Passport ให้ชัดเจน

20 สิงหาคม 2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า โปรฟรี Thai AI Passport “ฟรีสำหรับผู้ใช้ แต่ไม่ฟรีสำหรับผู้เสียภาษี”
Thai AI Passport ยังมีคำถาม แต่ใช้กลยุทธ์การตลาดดึงคนมาสมัคร แล้วใช้ “ยอดคนสมัคร” เพื่อสร้าง “ความชอบธรรม” ให้เดินหน้าโครงการหรือไม่?
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
โครงการ Thai AI Passport ประกาศว่า จำกัด 5 ล้านสิทธิ์ และมีโปรโมชั่นว่า ผู้ที่ลงทะเบียนก่อน 30 พฤศจิกายน 2569 จะได้รับการอัปเกรดเป็นระดับ “ผู้สร้างสรรค์” ทันทีในช่วง 30 วันแรก
นี่คือการสร้าง “ความรู้สึกว่าสิทธิ์มีจำกัด” (scarcity) ควบคู่กับ ความรู้สึกว่า “ต้องรีบ” (urgency) และ “แรงจูงใจจากสิทธิประโยชน์” (reward) อย่างชัดเจน หรือพูดง่าย ๆ คือเป็นกลไกทางการตลาดที่กระตุ้นให้คนรีบสมัคร และย่อมทำให้เกิดภาวะกลัวพลาดโอกาส หรือ FOMO ได้
ซึ่งพูดได้เต็มปากว่า
“โครงการถูกออกแบบการสื่อสารให้เกิดแรงจูงใจในการเร่งลงทะเบียน”
และตรงนี้แหละคือสิ่งที่เรียกว่า
ผลลัพธ์จากจำนวนผู้ลงทะเบียนเป็นจำนวนมากสามารถกลายเป็น “ความชอบธรรมทางการเมืองและการประชาสัมพันธ์” ให้โครงการภายหลังได้
การจำกัด 5 ล้านสิทธิ์ พร้อมกำหนดช่วงโปรโมชั่นและให้สิทธิ์ Pro 30 วัน เป็นกลไกสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนรีบลงทะเบียนอย่างชัดเจน ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดในตัวมันเอง
แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลอาจนำ ‘ยอดลงทะเบียน’ มาใช้เป็นหลักฐานว่าประชาชนตอบรับโครงการ ทั้งที่ยอดลงทะเบียนไม่ได้เท่ากับยอดใช้งานจริง และไม่ได้พิสูจน์ว่าประชาชนมีทักษะ AI เพิ่มขึ้น
ยิ่งโครงการจ่ายเงินแบบ Pay Per Active User คำถามสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่ว่า ‘สมัครกี่คน’ แต่คือ ‘รัฐจ่ายเงินให้กี่คน เพราะพฤติกรรมอะไร และคนเหล่านั้นได้ทักษะเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่?
“โครงสร้างแรงจูงใจ” และความเสี่ยงที่รัฐจะเอา ตัวชี้วัดต้นน้ำ - ยอดสมัคร ไปโฆษณาแทน ผลลัพธ์ปลายน้ำ - คนใช้จริงและเก่งขึ้นจริง
“อย่าให้ KPI ที่ดีสำหรับการตลาด กลายเป็น KPI สำหรับพิสูจน์ความคุ้มค่าของเงินภาษี”
______________________________________________
ประเด็น “คำถามเรื่องกลไกการจ่ายเงิน” ของ ดร.การดี น่าสนใจมาก
ผมเจอจุดสำคัญ เว็บไซต์ทางการเองระบุว่า ผู้สมัครก่อน 30 พฤศจิกายนจะถูก “อัปเกรดเป็นผู้สร้างสรรค์ทันที” ใน 30 วันแรก ขณะที่ สดช. บอกว่าจะจ่าย 24.70 บาทเฉพาะ “Innovator ที่มีการใช้งานจริง” ดังนั้นคำถามที่ ดร.การดีถามว่า “Active แปลว่าอะไร” ไม่ใช่เรื่องจุกจิกเลย แต่เป็นตัวแปรที่กำหนดว่าเงินภาษีจะไหลออกเท่าไรจริง ๆ
ผมเห็นด้วยกับ “แก่น” ของ ดร.การดีค่อนข้างมาก ประเด็นสำคัญที่สุดไม่ใช่ “AI Pass ดีหรือไม่ดี” แต่คือคำถามนี้
”รัฐนิยามคำว่า “Active User” ว่าอย่างไร และอะไรคือหลักฐานที่ทำให้รัฐต้องจ่าย 24.70 บาทต่อคนในเดือนนั้น?“
สดช. ยืนยันอย่างเป็นทางการว่าเปลี่ยนมาใช้ระบบ Pay per Active User โดยรัฐจะจ่าย 24.70 บาทต่อคนต่อเดือน “เฉพาะผู้ใช้ระดับ Innovator ที่มีการใช้งานจริงตามเงื่อนไข”
แต่ปัญหาคือ ในข้อมูลสาธารณะที่ผมตรวจสอบตอนนี้ ยังไม่มีคำจำกัดความในเอกสารทางการที่เปิดเผยต่อประชาชนอย่างชัดเจนว่า “ใช้งานจริง” ต้องทำอะไรบ้าง จึงจะเกิดสิทธิเบิกเงิน 24.70 บาท
นี่คือจุดที่ ดร.การดีถามถูกเต็ม ๆ
เพราะ “Active User” อาจหมายถึงคนละโลกกันเลย
ผลทางงบประมาณต่างกันมหาศาล
ยิ่งน่าสนใจขึ้นอีก เพราะเว็บไซต์ทางการของโครงการกำหนดว่า ผู้สมัครก่อน 30 พฤศจิกายน 2569 จะได้รับการ “อัปเกรดเป็นผู้สร้างสรรค์ทันที” ใน 30 วันแรก โดยไม่ต้องเก็บ 100 คะแนนก่อน
ดังนั้น สมมติว่าคำว่า Active คือ “ผู้สร้างสรรค์ที่เข้าระบบหนึ่งครั้ง” จริง การใช้โปรโมชันยกคนจำนวนมากขึ้น Tier ก็มีผลโดยตรงต่อจำนวนหน่วยที่สามารถนำไปเบิกเงินได้
ตรงนี้จึงเป็นคำถามตรวจสอบที่สมเหตุสมผลมาก ไม่ใช่การจับผิดเรื่องเล็ก ๆ
“ถ้าผู้ลงทะเบียน 500,000 คนถูกนับเข้าเกณฑ์ Active User ทั้งหมด รัฐจะมีภาระ 12.35 ล้านบาทในเดือนนั้น”
______________________________________________
อีกประเด็นหนึ่งคือคำว่า “โปรฟรี”
คำถามคือ
“ฟรีสำหรับผู้ใช้ แต่ไม่ฟรีสำหรับผู้เสียภาษี”
ถ้ารัฐบอกว่าเป้าหมายของโครงการคือ “ยกระดับทักษะ AI ของคนไทย” แต่สัญญาจ่ายเงินให้ผู้รับจ้างตาม “จำนวน Active User” ระบบแรงจูงใจอาจผิดตั้งแต่ต้น
เพราะสิ่งที่ผู้รับจ้างมีแรงจูงใจทำคือ
ทำอย่างไรให้คนถูกนับว่า Active มากที่สุด
ไม่ใช่
ทำอย่างไรให้คนไทยใช้ AI เก่งขึ้นมากที่สุด
นี่คือปัญหาเชิงออกแบบนโยบาย
เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยอย่างมากกับข้อเสนอของ ดร.การดีเรื่องเปิดสัญญาฉบับแก้ไข และ Dashboard แต่ผมจะไปไกลกว่าเธออีกขั้น
Dashboard ไม่ควรเปิดแค่ยอด Active User แต่ควรมีอย่างน้อย จำนวนผู้ลงทะเบียน → ผู้เข้าใช้จริง → ผู้ใช้ Pro จริง → จำนวนวันที่กลับมาใช้ → การเรียนจบหลักสูตร → ปริมาณการใช้โมเดล → Retention เดือนที่ 2/3/6 → ต้นทุนต่อผู้ใช้จริง และผล Pre/Post assessment โดยเปิดเป็นข้อมูลรวมที่ไม่ระบุตัวบุคคล
ที่น่าสนใจคือ ผู้ทดลองระบบก่อนหน้านี้เองก็เสนอให้มี Public Dashboard และวัดทั้งการกลับมาใช้งานต่อเนื่องกับการพัฒนาทักษะ ไม่ใช่แค่ยอดลงทะเบียน
ดังนั้นถ้าถามผมว่า “ดร.การดีจับประเด็นถูกไหม?”
ผมตอบว่า ถูกในประเด็นใหญ่
จุดแข็งที่สุดคือคำถามว่า
“นิยาม Active User ในสัญญาฉบับแก้ไขคืออะไร และใครตรวจสอบว่าคนหนึ่งคนมีคุณสมบัติให้เบิกเงิน 24.70 บาทได้จริง?”
ถ้ารัฐตอบคำถามนี้ไม่ได้ หรือไม่เปิดสัญญาฉบับแก้ไขให้เห็น นั่นต่างหากคือปัญหาใหญ่
เพราะโครงการ 1,600 กว่าล้านไม่ควรให้ประชาชนต้องเชื่อคำพูดว่า “ใช้จริงถึงจ่าย” แต่ควรสามารถตรวจสอบได้ว่า คำว่า ‘ใช้จริง’ ในภาษาสัญญาหมายถึงอะไร และยอดเบิกทุกบาทตรวจย้อนกลับได้อย่างไร
______________________________________________
ผมว่ามันไม่แค่ว่า AI Pass ดีหรือเลว แต่เป็นคำถามถึงรัฐบาลตอบว่า คือ ใครเป็นคนออกแบบมิเตอร์ และมิเตอร์ที่ใช้คิดเงินภาษีวัดอะไรจริง ๆ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

