คอลัมน์ : มองมุมเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

อย่าหวังพึ่ง ‘รัฐ’ ถอดบทเรียนความพร้อมระดับครัวเรือนและชุมชน ในวันที่ภัยพิบัติไม่รอการอนุมัติงบประมาณ
โลกในยุคปัจจุบันไม่ได้เผชิญเพียงแค่ความผันผวนทางเศรษฐกิจหรือความขัดแย้งทางการเมืองอันซับซ้อนเท่านั้น หากแต่เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคสมัยแห่ง “ภัยคุกคามยุคใหม่”(Modern Threats) ทั้งภัยธรรมชาติสุดขั้วจากภาวะโลกรวน ภัยพิบัติฉับพลัน หรือความเสี่ยงจากระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานล่มสลายในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า น้ำประปา หรือระบบการสื่อสารดิจิทัล
บทเรียนอันเจ็บปวดจากวิกฤตการณ์ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศได้พิสูจน์ให้เห็นเป็นสัจธรรมแล้วว่าในยามฉุกเฉินและนาทีวิกฤต เจ้าหน้าที่รัฐและกลไกราชการมักจะ “เอาตัวไม่รอดก่อน” หรือมาถึงช้าเกินกว่าจะทันการณ์เสมอ สายด่วนฉุกเฉินมักโทรไม่ติดกำลังพลถูกอัมพาต และความช่วยเหลือจากส่วนกลางมักเข้าไม่ถึงใน 72 ชั่วโมงแรก
หากเรายังคงงอมืองอเท้าฝากความหวังไว้กับระบบราชการที่อุ้ยอ้ายและรอคอยงบประมาณเยียวยาที่มักมาถึงเมื่อสายเกินแก้ ความสูญเสียย่อมตกเป็นของประชาชน ดังนั้นการสร้าง “ภูมิคุ้มกันระดับบุคคล ครัวเรือน และชุมชน” จึงไม่ใช่เรื่องเกินเลย แต่เป็น “วาระแห่งความอยู่รอด”ที่ต้องลงมือทำทันทีโดยไม่ต้องรอรัฐบาล
1. ฐานรากแห่งความอยู่รอด: การเตรียมพร้อมระดับปัจเจกและครอบครัว
การพึ่งพาตนเองเริ่มต้นจากหน่วยเล็กที่สุดของสังคม นั่นคือ “ครัวเรือน”ในหลายประเทศที่ตื่นตัวเรื่องนี้ เช่น สหราชอาณาจักร สวีเดน หรือนอร์เวย์ ต่างรณรงค์ให้ประชาชนมีขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเองให้ได้อย่างน้อย 72 ชั่วโมงแรก (3 วัน) โดยไม่ต้องก้าวเท้าออกจากบ้านหรือพึ่งพิงความช่วยเหลือภายนอก
สิ่งที่แต่ละครอบครัวควรตระเตรียมอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วย:
l น้ำดื่มและเสบียงสำรอง: น้ำดื่มสะอาดอย่างน้อย 3 ลิตรต่อคนต่อวัน และอาหารแห้ง/อาหารกระป๋องที่ให้พลังงานสูง ไม่ต้องแช่เย็นและไม่ต้องปรุงสลับซับซ้อน
l เครื่องมือสื่อสารและพลังงานสำรอง: เพาเวอร์แบงก์ความจุสูงและวิทยุระบบอนาล็อกหรือแบบมือหมุน เพื่อรับฟังข่าวสารยามที่อินเทอร์เน็ตและสัญญาณโทรศัพท์ถูกตัดขาด
l ยารักษาโรคและเวชภัณฑ์: ยาสามัญประจำบ้าน และสำรองยาประจำตัวสำหรับผู้ป่วยเรื้อรังให้เพียงพออย่างน้อย 3–7 วัน
l กระเป๋าฉุกเฉินอพยพ (Go-Bag): สำหรับกรณีภัยพิบัติฉับพลันที่ต้องหนีออกจากพื้นที่ทันที ภายในต้องบรรจุเอกสารสำคัญ เงินสด (เพราะระบบดิจิทัลและ ATM ใช้การไม่ได้เมื่อไฟดับ) และอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้น
การเตรียมตัวเหล่านี้ไม่ใช่การตื่นตระหนกจนกว้านซื้อของกักตุน แต่เป็นการทยอยสะสมด้วยสติทีละเล็กทีละน้อยในชีวิตประจำวัน จนกลายเป็นวัฒนธรรมความพร้อมของบ้าน
2. ภูมิทัศน์ความเสี่ยงที่แตกต่าง:บทเรียนเฉพาะพื้นที่ของประเทศไทย
ประเทศไทยมีความหลากหลายทางภูมิศาสตร์อย่างยิ่ง ภัยพิบัติจึงมีหน้าตาและบริบทที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเตรียมความพร้อมจึงต้องตัดเสื้อให้พอดีตัวตามลักษณะของพื้นที่:
l พื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำและทางน้ำไหลผ่าน(เช่น ภาคกลางและลุ่มเจ้าพระยา): ความเสี่ยงหลักคือน้ำท่วมขังยาวนานและน้ำหลาก ชุมชนต้องจัดทำแผนที่จุดสูง (Elevation Map) เพื่อรู้ว่าจุดใดปลอดภัยสำหรับตั้งครัวกลางและศูนย์พักพิง พร้อมจัดหาเรือท้องแบนหรือแพสำรองประจำชุมชน และคลังเสบียงลอยน้ำ
l พื้นที่ลาดเชิงเขาและหุบเขา (เช่น ภาคเหนือและตะวันตก): เผชิญความเสี่ยงจากดินโคลนถล่มและน้ำป่าไหลหลากฉับพลัน สิ่งที่ต้องมีคือ หอกระจายข่าวหรือเครือข่ายเตือนภัยล่วงหน้า (หูตาชุมชน) การซ้อมอพยพตั้งฉากออกจากแนวร่องน้ำ และเครื่องมือช่างสำหรับเคลียร์เส้นทางที่ถูกตัดขาด
l พื้นที่เขตเมืองหนาแน่นและตึกสูง (เช่น กรุงเทพมหานคร): วิกฤตหลักคือไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง (Grid Failure) ลิฟต์ค้าง น้ำประปาไม่ไหล นิติบุคคลอาคารชุดและชุมชนเมืองต้องมีระบบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองสำหรับปั๊มน้ำ ระบบไฟฉุกเฉิน และ ระบบจับคู่ช่วยเหลือกัน (Buddy System) เพื่อดูแลผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก
l พื้นที่ชายฝั่งทะเล: เผชิญพายุหมุนเขตร้อนและคลื่นพายุซัดฝั่ง (Storm Surge) ต้องมีการตรวจสอบระบบเตือนภัยและเส้นทางอพยพ รวมถึงการวางแผนนำเรือและทรัพย์สินเข้าที่กำบังล่วงหน้า
3. พลังแห่งความสามัคคี: เมื่อชุมชนลุกขึ้นมาจัดการตนเอง
เมื่อรัฐมาไม่ทัน การรวมตัวกันของคนในท้องถิ่นคือเกราะคุ้มภัยที่แข็งแกร่งที่สุด ชุมชนที่เข้มแข็งต้อง
ไม่รอคำสั่งจากอำเภอหรือจังหวัด แต่ต้องขับเคลื่อนผ่าน 4 ขั้นตอนสำคัญ:
1. จัดตั้งคณะทำงานจัดการภัยพิบัติชุมชน: ผสานกำลังจากปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำท้องถิ่น อสม. และคนรุ่นใหม่แบ่งหน้าที่ชัดเจน ทั้งทีมสื่อสาร ทีมแพทย์สนามทีมค้นหาและกู้ภัย และทีมครัวกลาง
2. สำรวจทรัพยากรที่มีอยู่จริง (Asset-Based Community Development): ทำบัญชีทรัพย์สินฉุกเฉินในชุมชน เช่น ใครมีรถยกสูง ใครมีเรือ ใครมีเครื่องปั่นไฟ ใครมีความรู้ด้านการพยาบาล เพื่อให้รู้ว่าเรามี “เครื่องมืออะไรในมือบ้าง”
3. สร้างกองทุนและคลังเสบียงชุมชน: ใช้กองทุนหมู่บ้านหรือการลงขันร่วมกันจัดตั้งตู้ยาสามัญและคลังเสบียงแห้ง หมุนเวียนเปลี่ยนสินค้าทุก 6 เดือน
4. ซ้อมแผนเผชิญเหตุจำลอง (Drill) เป็นประจำ: กำหนดให้มีการซ้อมจำลองสถานการณ์วิกฤตอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้ทุกคนรู้บทบาทหน้าที่ของตนเองเมื่อเกิดเหตุจริงโดยไม่ต้องรอคำสั่ง
บทสรุป
ความปลอดภัยในยามวิกฤตไม่ใช่เรื่องของ “โชคชะตา”และไม่ใช่หน้าที่ของ “ภาครัฐ” แต่เพียงฝ่ายเดียวประเทศชาติจะมีความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือได้ ก็ต่อเมื่อ ประชาชนมีความตื่นตัว ครัวเรือนมีความพร้อม และชุมชนมีความเข้มแข็ง
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเลิกพึ่งพาความช่วยเหลือจากเบื้องบนที่มักมาสายเกินไป และหันมาสร้าง “วัฒนธรรมการพึ่งตนเอง” เพื่อให้คนไทยก้าวผ่านทุกวิกฤตของยุคสมัยไปได้อย่างมีศักดิ์ศรีและความปลอดภัยอย่างแท้จริง
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

