คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

อภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้าน ทำไมต้องขอเงินจากชาวบ้านเพิ่ม?
พรรคประชาชน หรือพรรคส้ม ได้เปิดแคมเปญระดมทุนและขอรับบริจาคเงินจากประชาชน
อ้างว่า เพื่อใช้สู้ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ
แคมเปญนี้ ถูกเผยแพร่ผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ของพรรค ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ตั้งคำถามถึงการบริหารจัดการเงินของพรรค เพราะงานในหน้าที่ สส.มีเงินเดือนประจำ แถมพรรคได้รับเงินอุดหนุนเกือบร้อยล้านบาท แต่ทำไมยังต้องมารบกวนขอบริจาคอีก ?
1. พรรคประชาชนขอระดมทุน โดยชี้แจงว่า การเตรียมการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี (ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นช่วงเดือนธันวาคม) ไม่ใช่แค่เกมในสภา แต่เป็นสมรภูมิที่ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ทั้งในการรวบรวมข้อมูลเชิงลึก การจ้างงานบุคลากร และทีมงานสนับสนุนภายนอกสภา เพื่อให้สามารถต่อสู้ได้อย่างสมศักดิ์ศรี
กองเชียร์พรรค และด้อมส้ม พยายามอธิบายว่า เป็นแนวคิดทางการเมืองแบบมีส่วนร่วม (Crowdfunding) ทำให้ประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของพรรคร่วมกันอย่างแท้จริง และช่วยส่งเสริมให้พรรคการเมืองทำงานตรวจสอบได้อย่างเป็นอิสระ โดยไม่ต้องพึ่งพาทุนใหญ่หนุนหลัง
2. ในอดีต ฝ่ายค้านที่ทำหน้าที่มีประสิทธิภาพในสภา อย่างพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่เคยต้องเปิดรับบริจาคเงินเพื่อภารกิจเฉพาะเช่นนี้
เพราะเมื่อพรรคมี สส. ก็มีเงินเดือนประจำเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอยู่แล้ว
คงมีแต่รับการระดมทุนพรรคปกติ เพื่อทำงานการเมืองทั่วๆ ไป
ไม่ใช่อ้างว่ามีภารกิจอภิปราย ต้องค้นหาข้อมูลมาอภิปรายแบบพรรคส้มในขณะนี้
3. น่าคิดว่า การตรวจสอบรัฐบาล ตามรัฐธรรมนูญ เป็นหน้าที่ปกติของ สส. อยู่แล้ว
รัฐสภามีการจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน เป็นเงินเดือนประจำตำแหน่ง รวมถึงงบสำหรับจ้างผู้ช่วย สส. ผู้เชี่ยวชาญ และนักวิชาการประจำตัว สส. ให้เพียบพร้อม จากภาษีประชาชนอยู่แล้ว
ในเมื่อมีงบหลวงสนับสนุนอยู่แล้ว เหตุใดพรรคการเมือง จึงต้องมารบกวน กดดันขอความสงสาร ขอเงินบริจาคจากประชาชนอีก
หรือเหตุใดกลุ่ม สส. ในพรรคไม่ร่วมกันลงขันบริหารจัดการกันเอง ก่อนที่จะขอรับเงินบริจาคเพิ่ม
3.1 เงินเดือน สส. และทีมผู้ช่วย สส. ทั้งหมด รัฐจ่ายเงินภาษีจ้างให้ทำงานกว่า 386 ล้านบาทต่อปี
คำนวณจากจำนวน ส.ส. พรรคส้ม 120 คน โดยแต่ละคนมีเงินเดือนและเงินเพิ่ม 113,560 บาทต่อเดือน พร้อมสิทธิแต่งตั้งทีมงานอีก 8 คน ได้แก่
ผู้เชี่ยวชาญ 1 คน เดือนละ 28,800 บาท
ผู้ชำนาญการ 2 คน รวม 36,000 บาท
ผู้ช่วยดำเนินงาน 5 คน รวม 90,000 บาท
รวมค่าตอบแทน สส. และทีมงานเท่ากับ 268,360 บาทต่อเดือนต่อ สส.หนึ่งคน
หรือคิดเป็นเงินประมาณ 386,438,400 บาทต่อปี (386 ล้านบาทต่อปี)
ทั้งหมด ยังไม่รวมเบี้ยประชุมกรรมาธิการต่างๆ ซึ่งสามารถใช้กรรมาธิการเรียกเอาข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ตามกฎหมาย
3.2 เงินอุดหนุนจาก กกต. ประมาณ 96.78 ล้านบาท
พรรคส้มได้รับเงินจากการจัดสรรเงินอุดหนุนของ กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปี พ.ศ. 2569 จำนวน 96,782,667.29
หรือ 96 ล้านบาทเศษ (มากที่สุดในพรรคการเมืองทุกพรรค)


คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 50% ของยอดเงินรวมทั้งหมดที่ กกต. นำมาจัดสรรให้กับพรรคการเมืองที่มีสิทธิ์รวม 71 พรรค (วงเงินรวมประมาณ 203 ล้านบาท)
เงินส่วนนี้ ประชาชนผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ช่วยบริจาคให้
ยังไม่พอสำหรับการทำงานที่อ้างว่า หาข้อมลตรวจสอบรัฐบาล อีกหรือ?
3.3 เงินบริจาคตรงให้พรรคประชาชน น่าจะเกิน 100 ล้านบาท
แดชบอร์ดการสนับสนุนพรรคประชาชน ระบุยอดบริจาคสะสมตั้งแต่ก่อตั้งพรรค จำนวนผู้บริจาค 52,811 คน และยอดบริจาคเฉลี่ย 2,338 บาทต่อคน (แต่ความจริง มีนายทุนบางคนบริจาคหลายล้านบาท)
4. เงินทั้งหมดนี้ รวมแล้วกว่า 600 ล้านบาท ยังไม่พอกับความต้องการใช้เงินของพรรคส้ม อีกหรือ?
ปัญหาอยู่ที่การบริหารจัดการเงิน หรือไม่?
เอาเงินไปว่าจ้างอะไร เพื่อภารกิจพิเศษอะไร โดยเฉพาะการปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารในโลกโซเชียล หรือไม่?
พรรคประชาชนจ้างไอโอ อินฟลู หรือไม่ กองกำลังสเปกเตอร์ทำงานอะไร อย่างไร?
5. มีเพจการเมืองบางส่วน พยายามอธิบายแทนพรรคส้มว่า มีภาระต้องเอาเงินไปใช้หนี้เงินกู้ของนายธนาธรในอดีต ทำให้เหลือเงินมาทำงานน้อย ซึ่งอันนี้เป็นข้ออ้างที่ไม่ถูกต้อง
ถ้าพรรคประชาชนในปัจจุบัน มีการนำเงินไปชำระหนี้นายธนาธรจริง อาจเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายเสียต่างหาก ซึ่งเรื่องนี้ เป็นเพียงการกล่าวอ้างในโซเชียล ทางพรรคส้ม ก็ไม่เคยยืนยันเช่นนั้น
เพราะตามหลักกฎหมาย พรรคก้าวไกล และพรรคประชาชน ไม่มีความรับผิดชอบในทางกฎหมายที่จะต้องชำระหนี้เงินกู้คืนให้แก่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่เคยให้พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมกว่า 191.2 ล้านบาท
หนี้สินก้อนนี้ ผูกพันอยู่เฉพาะทรัพย์สินของพรรคอนาคตใหม่เท่านั้น
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่ในปี 2563 ผู้ชำระบัญชีนำทรัพย์สินที่พรรคอนาคตใหม่เหลืออยู่ ณ ขณะนั้นมาแปรสภาพเป็นเงินเพื่อทยอยใช้หนี้คืนตามสัดส่วน หากทรัพย์สินของพรรคอนาคตใหม่ไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ หนี้ส่วนที่เหลือจะถูกตีเป็น “หนี้สูญ” ในทางบัญชีทันที
พรรคก้าวไกล และ พรรคประชาชน ถือเป็น “คนละนิติบุคคล” กับพรรคอนาคตใหม่อย่างสิ้นเชิง ถึงแม้ สส. หรือทีมงานส่วนใหญ่จะย้ายมารวมกันที่พรรคใหม่เหล่านี้ แต่กฎหมายไทยแยกสถานะของ “บุคคล” ออกจาก “นิติบุคคล” ชัดเจน
สส. ย้ายมาแต่ตัว แต่ไม่ได้นำเอาภาระหนี้สินของพรรคเก่าติดตัวมาด้วย
ย้ำว่า หากพรรคก้าวไกลหรือพรรคประชาชน นำเงินรายได้ของพรรคตัวเองไปจ่ายหนี้แทนนิติบุคคลอื่น (พรรคอนาคตใหม่) จะเข้าข่ายความผิดฐานใช้เงินพรรคการเมืองผิดวัตถุประสงค์ และผิดกฎหมายพรรคการเมืองทันที
5. ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความเห็นน่าสนใจ ระบุว่า
การระดมทุนของพรรคการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และถือเป็นช่องทางหนึ่งที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง อย่างไรก็ตาม เมื่อมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความจำเป็นในการรับบริจาค พรรคก็ควรใช้โอกาสนี้ชี้แจงรายละเอียดให้สังคมเข้าใจอย่างครบถ้วน
“ประเด็นแรกที่ควรอธิบาย คือ เหตุใดการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งเป็นภารกิจโดยตรงของฝ่ายค้านตามรัฐธรรมนูญ จึงจำเป็นต้องระดมทุนเพิ่มเติมจากประชาชน ทั้งที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีทรัพยากรสนับสนุนการทำงานอยู่แล้ว
ประเด็นต่อมา คือ เงินบริจาคจะถูกนำไปใช้ในกิจกรรมใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการรวบรวมข้อมูล การศึกษาข้อกฎหมาย การว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญ หรือการจัดเตรียมเอกสารประกอบการอภิปราย รวมถึงควรชี้แจงว่ามีการจัดซื้อข้อมูลหรือว่าจ้างบุคคลภายนอกหรือไม่ และมีกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องอย่างไร
พรรคควรเปิดเผยกรอบงบประมาณที่คาดว่าจะใช้ในการอภิปรายครั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนเห็นภาพว่ากิจกรรมดังกล่าวมีต้นทุนเท่าใด และมีเหตุผลรองรับค่าใช้จ่ายแต่ละส่วนอย่างไร
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ พรรคประชาชนมีทั้ง สส. ผู้ช่วย สส. ที่ปรึกษา และผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก ซึ่งได้รับค่าตอบแทนและทรัพยากรสนับสนุนจากภาครัฐอยู่แล้ว จึงควรอธิบายว่าบุคลากรและทรัพยากรเหล่านี้ยังมีข้อจำกัดในส่วนใด รวมถึงเงินสนับสนุนพรรคการเมืองจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองที่ได้รับผ่าน กกต. สามารถนำมาใช้สนับสนุนภารกิจดังกล่าวได้มากน้อยเพียงใด
คำถามเหล่านี้ ไม่ได้หมายความว่าการเปิดรับบริจาคมีความผิดปกติ แต่เป็นประเด็นที่ประชาชนมีสิทธิสอบถาม โดยเฉพาะเมื่อเป็นการระดมทุนเพื่อภารกิจเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เมื่อพรรคการเมืองเรียกร้องให้รัฐบาลตอบคำถามและเปิดเผยข้อมูลต่อประชาชน พรรคการเมืองเองก็ควรพร้อมตอบคำถามในมาตรฐานเดียวกัน เพราะความโปร่งใสไม่ใช่เรื่องของฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน
แต่เป็นหลักการที่ทุกฝ่ายควรยึดถือ” - ผศ.ดร.วันวิชิตกล่าว
สารส้ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

