ทรัมป์แย่แล้ว คนมะกันรุมยี้ เรตติ้งตกฮวบ รับศึกเลือกตั้ง

ทรัมป์แย่แล้ว
คนมะกันรุมยี้
เรตติ้งตกฮวบ
รับศึกเลือกตั้ง
เกิดเหตุระเบิดหลายครั้งบน “เกาะเกชม์” บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ สื่อรายใหญ่รายงาน กองทัพสหรัฐเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีขณะที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ยืนยันยังไม่พิจารณาโจมตีอิหร่านหลังการเลือกตั้งกลางเทอม “ทรัมป์” คะแนนนิยมดิ่ง 32% ต่ำเกือบเป็นประวัติการณ์ “เดโมแครต” นำ “รีพับลิกัน” ก่อนเลือกตั้ง
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ว่า เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลวอชิงตัน ว่ากองทัพสหรัฐโจมตีเกาะเกชม์(Qeshm)ของอิหร่าน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ รายงานดังกล่าวมีขึ้นหลังสื่อของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า เกิดเหตุระเบิดหลายครั้งบนเกาะแห่งนี้ ซึ่งหากเป็นการโจมตีโดยสหรัฐจริง ปฏิบัติการครั้งนี้นับเป็นการโจมตีทางทหารแบบจำกัดวงครั้งล่าสุดของสหรัฐ ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
สำนักข่าวดังกล่าว ระบุว่า การโจมตีแต่ละครั้งมีขนาดเล็กและดำเนินการอย่างเป็นความลับโดยเจตนา เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าเป็นสัญญาณว่า สหรัฐกำลังเตรียมกลับมาเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน ขณะที่ศูนย์บัญชาการกลางสหรัฐ หรือ เซนต์คอม(CENTCOM) ยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อรายงานชิ้นนี้
ทางด้าน ประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ เพิ่งกล่าวว่า ยังไม่แน่ใจว่า จะเดินหน้าตามคำขู่กลับมาโจมตีอิหร่านหรือไม่ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าอาจสามารถบรรลุข้อตกลงกับรัฐบาลเตหะรานได้ โดยเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า กำลังพิจารณาโจมตีอิหร่านหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐในวันที่ 3 พ.ย. หรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า ไม่
ขณะที่ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดของรอยเตอร์/อิปซอส (Reuters/Ipsos) ระบุว่า คะแนนนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ ยังคงทรงตัวอยู่ที่ 32% ซึ่งใกล้เคียงกับระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ก่อนที่สหรัฐฯ จะเปิดคูหาเลือกตั้งกลางเทอมในวันอังคารที่ 3 พ.ย.นี้ ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีต่อรัฐบาล จากแรงกดดันด้านเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ผลสำรวจยังพบว่า พรรคเดโมแครตมีคะแนนนิยมนำพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งสมาชิกสภาคองเกรสทั่วประเทศอยู่ที่ 46% ต่อ 38% หรือมีคะแนนนำ 8 จุดเปอร์เซ็นต์ แม้ช่องว่างคะแนนดังกล่าวจะแคบลงจากผลสำรวจเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งพรรคเดโมแครตมีคะแนนนำอยู่ 11 จุดเปอร์เซ็นต์ก็ตาม โดยประเด็นค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่สร้างความกังวลให้กับชาวอเมริกัน โดยผู้ตอบแบบสำรวจถึง 78% ระบุว่าเป็นปัญหาที่มีความสำคัญมากหรือสำคัญที่สุด โดยเฉพาะภายหลังราคาน้ำมันปรับตัวพุ่งสูงขึ้นนับตั้งแต่ประธานาธิบดีทรัมป์เปิดฉากทำสงครามกับอิหร่านเมื่อเดือนก.พ.ที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน เมื่อสอบถามถึงความสามารถในการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลับไว้วางใจพรรคเดโมแครตมากกว่าพรรครีพับลิกัน โดยให้คะแนนสนับสนุนอยู่ที่ 43% ต่อ 32% สะท้อนให้เห็นว่าประเด็นเศรษฐกิจและภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันกำลังกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดที่อาจส่งผลต่อทิศทางการลงคะแนนเสียงในครั้งนี้
ทั้งนี้ คะแนนนิยมที่ลดลงของประธานาธิบดีทรัมป์กำลังกลายเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของพรรครีพับลิกันในการรักษาเสียงข้างมากในสภาคองเกรส โดยผลสำรวจพบว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มอิสระ (Independent Voters) ถึง 50% ระบุว่าตั้งใจลงคะแนนเพื่อต่อต้านประธานาธิบดีทรัมป์ ขณะที่มีเพียง 13% เท่านั้นที่ตั้งใจลงคะแนนสนับสนุน ซึ่งสะท้อนถึงกระแสความไม่พอใจต่อผู้นำสหรัฐฯ ในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใดอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ พรรคเดโมแครตยังมีความได้เปรียบด้านความตื่นตัวในการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยผู้สนับสนุนพรรคถึง 49% ระบุว่ามีความกระตือรือร้นอย่างมากที่จะเดินทางไปลงคะแนนเสียง ขณะที่กลุ่มผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันมีสัดส่วนดังกล่าวเพียง 33% เท่านั้น ปัจจัยนี้อาจส่งผลต่อจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งและโอกาสในการคว้าชัยชนะของแต่ละพรรค
แม้ว่านักยุทธศาสตร์ทางการเมืองจะประเมินว่า พรรคเดโมแครตมีโอกาสค่อนข้างสูงที่จะคว้าชัยชนะและกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร แต่การแข่งขันเพื่อชิงเสียงข้างมากในวุฒิสภายังคงเป็นเรื่องยากสำหรับพรรคเดโมแครต เนื่องจากในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา พรรคยังต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เสียเปรียบในการแข่งขันในรัฐมิชิแกนและรัฐอะแลสกา
ทั้งนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นดังกล่าวดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ โดยสอบถามชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่ทั่วประเทศจำนวน 1,765 คน และมีค่าความคลาดเคลื่อน (Margin of Error) อยู่ที่บวกลบ 2 จุดเปอร์เซ็นต์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

