ศูนย์ข้าวสุพรรณฯ ปั้นนาอินทรีย์กาญจน์ ยกระดับข้าวไทยโกอินเตอร์!

ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุพรรณบุรี เดินหน้ายกระดับข้าวอินทรีย์ไทยสู่มาตรฐานสากล ชูเกษตรกรต้นแบบเมืองกาญจน์ สร้างมูลค่าเพิ่ม เปิดโอกาสการตลาดโลก
กรมการข้าว โดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุพรรณบุรี เดินหน้าส่งเสริมและยกระดับมาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์ไทย มุ่งพัฒนาศักยภาพเกษตรกรให้สามารถผลิตข้าวคุณภาพตามมาตรฐาน สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ พร้อมผลักดันแปลงนาอินทรีย์ต้นแบบของเกษตรกรจังหวัดกาญจนบุรี สู่การเป็นแหล่งเรียนรู้และขยายผลการผลิตข้าวอินทรีย์อย่างยั่งยืน

นายวันชัย ธัญญเจริญ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุพรรณบุรี เปิดเผยว่า ท่ามกลางกระแสความต้องการอาหารปลอดภัยและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่เพิ่มสูงขึ้น การยกระดับมาตรฐานข้าวอินทรีย์ไทยนับเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับเกษตรกรไทย กรมการข้าว โดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุพรรณบุรี จึงมุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการผลิตข้าว ผ่านแนวทางการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ การพัฒนาระบบการผลิตให้สอดคล้องกับข้อกำหนดมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกษ.9000-2564) ตลอดจนการสร้างเกษตรกรต้นแบบที่สามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ และถ่ายทอดประสบการณ์สู่เกษตรกรรายอื่นในชุมชน ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุพรรณบุรีให้ความสำคัญกับแนวทางการพัฒนาเกษตรกรต้นแบบ เพื่อเป็นกลไกในการถ่ายทอดองค์ความรู้และขยายผลการผลิตข้าวที่มีคุณภาพ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมให้เกษตรกรมีความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานการผลิต การบริหารจัดการแปลงนา การบันทึกข้อมูล และการตรวจสอบย้อนกลับ ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพในการบริหารจัดการผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จของการปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตข้าว ของ นายกฤษณพงษ์ หงส์ควร เกษตรกรอำเภอห้วยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี และเป็นประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและศูนย์ข้าวชุมชนเพลินนา จังหวัดกาญจนบุรี ผู้พลิกผืนนาจากระบบการผลิตที่พึ่งพาสารเคมี สู่การผลิตข้าวอินทรีย์อย่างเป็นระบบ จนสามารถพัฒนาแปลงนาให้ผ่านการรับรองมาตรฐาน และต่อยอดผลผลิตเป็นสินค้าที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้

นายกฤษณพงษ์ หงส์ควร เกษตรกรอำเภอห้วยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากความต้องการเพิ่มรายได้เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความห่วงใยสุขภาพของคนในครอบครัวและความต้องการฟื้นฟูระบบนิเวศในผืนนา หลังจากเห็นพ่อแม่ประกอบอาชีพทำนาโดยใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีมาอย่างยาวนาน ประกอบกับความหลากหลายของสัตว์น้ำตามธรรมชาติ ทั้งกุ้ง หอย ปู และปลา ที่เคยพบเห็นในนาข้าวลดจำนวนลง จึงตัดสินใจเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์ โดยยึดหลักการผลิตที่คำนึงถึงสุขภาพผู้ผลิต ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน
ตลอดระยะเวลากว่า 12 ปีของการปลูกข้าวอินทรีย์ นายกฤษณพงษ์ได้พัฒนาระบบการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการวางแผนและควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมพื้นที่เพาะปลูก การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่มีความบริสุทธิ์ การจัดการแหล่งน้ำให้ปราศจากความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารเคมี รวมถึงการจัดทำประวัติการใช้สารเคมีในพื้นที่ เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับกระบวนการผลิตได้
จุดเด่นสำคัญของแปลงต้นแบบแห่งนี้ คือ การปลูกหญ้าเนเปียร์เป็นแนวกันชนล้อมรอบพื้นที่นา เพื่อลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนสารเคมีจากแปลงข้างเคียง ควบคู่กับการบริหารจัดการพื้นที่โดยรอบที่อยู่ในกลุ่มเกษตรกรเดียวกัน ซึ่งมีการบันทึกประวัติการใช้สารเคมีและควบคุมกระบวนการผลิตอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้แปลงนาสามารถผ่านการรับรองมาตรฐานข้าวอินทรีย์ได้
นายกฤษณพงษ์ หงส์ควร เกษตรกรอำเภอห้วยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก มันเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งหนึ่งในชีวิตเลย ที่เราทำนาแบบเดิม ๆ เป็นนาเคมีมาตลอดตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย แต่ตอนนี้เราปรับเปลี่ยนเพื่อให้ได้ข้าวปลอดภัยไปสู่ผู้บริโภค ทำให้เกษตรกรในชุมชนมีสุขภาพที่ดีขึ้น และมีสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นด้วย
จึงนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวอินทรีย์ เพื่อเพิ่มมูลค่าและขยายฐานผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มคนรักสุขภาพ ทั้งผลิตภัณฑ์ขนมพร้อมรับประทาน และผลิตภัณฑ์ที่ผสมผสานวัตถุดิบทางการเกษตรของไทยเข้ากับรูปแบบอาหารที่เป็นที่รู้จักในระดับสากล เช่น คุกกี้โอ๊ตแครนเบอร์รี่ที่นำวัตถุดิบจากข้าวมาเป็นส่วนประกอบ เพื่อสร้างเอกลักษณ์และเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค

ขณะเดียวกัน การเข้าร่วมกิจกรรมแสดงสินค้าในต่างประเทศ โดยเฉพาะการนำผลิตภัณฑ์ไปจัดแสดงที่ประเทศจีน ยังเป็นโอกาสสำคัญในการศึกษาความต้องการของผู้บริโภคต่างชาติ ซึ่งพบว่าผลิตภัณฑ์ข้าวไทยและขนมแปรรูปจากข้าวได้รับความสนใจ โดยเฉพาะสินค้าที่รับประทานสะดวก มีความแปลกใหม่ และสามารถผสมผสานอัตลักษณ์ของวัตถุดิบไทยเข้ากับรสนิยมผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศ
แปลงนาอินทรีย์ของนายกฤษณพงษ์จึงเป็นตัวอย่างที่สามารถนำมาใช้เป็นแนวทางการเรียนรู้ ทั้งด้านการปรับเปลี่ยนระบบการผลิต การจัดการพื้นที่เพื่อป้องกันการปนเปื้อน การรักษามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง และการสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลผลิต ซึ่งสามารถนำประสบการณ์ไปถ่ายทอดและประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ และเป้าหมายในอนาคต นายกฤษณพงษ์มีความตั้งใจที่จะชักชวนสมาชิกในชุมชนให้หันมาทำเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันที่ยังเป็นผู้ผลิตข้าวอินทรีย์รายเดี่ยว เพื่อสร้างเครือข่ายเกษตรกรที่มีแนวคิดและเป้าหมายร่วมกัน ทั้งด้านการผลิตอาหารปลอดภัย การดูแลสุขภาพ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการสร้างรายได้ที่มั่นคง
เพราะการยกระดับมาตรฐานข้าวอินทรีย์ไทย ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร การสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค และการรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

จากเมล็ดพันธุ์เล็ก ๆ บนผืนนา สู่ข้าวอินทรีย์คุณภาพที่พร้อมก้าวสู่ตลาดโลก คืออีกหนึ่งพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตข้าวไทย ให้เติบโตอย่างมีมาตรฐาน สร้างคุณค่า และยั่งยืนไปพร้อมกับเกษตรกรไทย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

