ภัยเงียบ "โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ" รู้ทันสาเหตุ-วิธีป้องกัน ก่อนหัวใจหยุดเต้น

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 จากกรณีข่าวเศร้าที่สร้างความตกใจให้กับแฟนคลับ ล่าสุดผลชันสูตรของ เร แมคโดนัลด์ ออกมาเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า สาเหตุสำคัญเกิดจากภาวะ "เส้นเลือดหัวใจตีบ" ซึ่งเป็นโรคที่คนไทยมีแนวโน้มเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตันที่กลายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป ทั้งการบริโภคอาหารไขมันและคาร์โบไฮเดรตสูง ความเครียด รวมถึงการขาดการออกกำลังกาย วันนี้ แนวหน้าออนไลน์ จะพาไปทำความเข้าใจกับภัยเงียบโรคนี้ เพื่อให้ทุกคนรู้เท่าทันและป้องกันได้ก่อนสายเกินแก้
โรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน ภัยเงียบที่เกิดจากความเสื่อม
โรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน (Coronary Artery Disease) เกิดจากหลอดเลือดแดงที่ทำหน้าที่นำเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ มีคราบไขมัน หินปูน หรือสารต่าง ๆ ไปเกาะสะสมบริเวณผนังหลอดเลือด ส่งผลให้หลอดเลือดแคบลง เลือดไหลเวียนได้น้อยลง จนนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และหากอุดตันรุนแรงอาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันได้
ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวัง
ความเสี่ยงของโรคนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น อายุที่เพิ่มขึ้น พันธุกรรมจากคนในครอบครัว และเพศ (ผู้ชายมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้หญิงก่อนวัยหมดประจำเดือน) และ ปัจจัยที่ควบคุมได้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมและปัญหาสุขภาพส่วนบุคคล ได้แก่
- โรคประจำตัว โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และระดับไขมันคอเลสเตอรอล (LDL) ในเลือดสูง
- พฤติกรรมการใช้ชีวิต การสูบบุหรี่ซึ่งเพิ่มความเสี่ยง 2-4 เท่า ความอ้วน (ดัชนีมวลกายเกิน 25-30 กก./ตร.ม.) และการขาดการออกกำลังกาย
สัญญาณเตือนและอาการที่สังเกตได้
ในระยะเริ่มต้น ผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติ แต่เมื่อหลอดเลือดเริ่มตีบแคบมากขึ้น ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนที่ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที ดังนี้
- เจ็บแน่นหน้าอกเหมือนมีของหนักมากดทับ โดยเฉพาะเวลาออกแรง
- ปวดร้าวจากหน้าอกขึ้นไปถึงคาง ไหล่ หลัง หรือร้าวลงแขนซ้าย
- หายใจหอบเหนื่อย เหงื่อแตก ใจสั่น หรือจุกใต้ลิ้นปี่เป็นๆ หายๆ
- หากมีอาการขณะพัก หรือเจ็บต่อเนื่องนานเกิน 20 นาที เสี่ยงต่อภาวะหมดสติหรือหัวใจหยุดเต้น (Heart Attack)
แนวทางการรักษาและการดูแลตัวเอง
หากพบว่าเส้นเลือดหัวใจตีบ แพทย์จะประเมินการรักษาตามความรุนแรง ตั้งแต่การให้ยาลดไขมันในระยะเริ่มต้น ไปจนถึงการทำหัตถการและศัลยกรรม ได้แก่
- การขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด (PCI) ดันคราบไขมันให้ช่องหลอดเลือดกว้างขึ้นและใส่ขดลวดค้ำยัน
- การผ่าตัดทำบายพาส (CABG) การใช้เส้นเลือดจากส่วนอื่นของร่างกายมาทำทางเบี่ยงข้ามจุดที่อุดตัน (มักใช้เมื่อตีบเกิน 70%)
เพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ ผู้ป่วยต้องปรับพฤติกรรมอย่างเคร่งครัด ทานยาตามแพทย์สั่ง ทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงอาหารมัน-เค็มจัด งดสูบบุหรี่ และออกกำลังกายสม่ำเสมอตามกำลังของตนเอง หากมีอาการผิดปกติควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางหรือโรงพยาบาลที่มีความพร้อมด้านโรคหัวใจทันที
ขอบคุณข้อมูลจาก โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

