อุทาหรณ์คนทำสวน! หญิงวัย 65 เดินเท้าเปล่าย่ำดิน ถูก "พยาธิชอนไช" คันเกาจนติดเชื้อลุกลาม
23 กันยายน 2569 เวลา 15:53 น.

นายแพทย์สมาธิ นิชานนท์ แพทย์เวชปฏิบัติและสมาชิกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ได้เปิดเผยกรณีศึกษาทางการแพทย์เพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือนใจเกษตรกรและประชาชนทั่วไป ผ่านการให้คำปรึกษาทางไกลร่วมกับพยาบาลเวชปฏิบัติ หลังพบผู้ป่วยหญิงสูงวัยติดเชื้อพยาธิชอนไชผิวหนังจากการเดินเท้าเปล่า

ผู้ป่วยรายนี้เป็นหญิงอายุ 65 ปี มีโรคประจำตัวคือเบาหวานและความดันโลหิตสูง โดยประวัติระบุว่า เมื่อ 3 วันก่อน ผู้ป่วยได้ไปทำงานในสวนน้อยหน่าโดยไม่ได้สวมรองเท้าป้องกัน ต่อมาเริ่มมีอาการแผลพุพองและอักเสบที่บริเวณเท้า แม้จะได้รับประทานยาปฏิชีวนะไปแล้ว แต่อาการกลับลุกลามแย่ลงภายใน 1 วัน โดยแผลมีหนองและปรากฏรอยนูนแดงเป็นเส้นคดเคี้ยวอย่างชัดเจน จึงได้เข้ามารับการตรวจรักษา
นายแพทย์สมาธิ ระบุว่า จากอาการดังกล่าว วินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็น โรคพยาธิชอนไชผิวหนัง (Creeping eruption หรือ Cutaneous Larva Migrans) ซึ่งเกิดจากตัวอ่อน (Larva) ของพยาธิปากขอ (Hookworm) ที่ปนเปื้อนอยู่ในมูลสุนัขและแมว หรือพยาธิเส้นด้าย (Strongyloides) ในมูลวัว ควาย ตามพื้นดิน โดยพยาธิเหล่านี้มักอาศัยอยู่ตามดินแฉะหรือฟางหญ้า เมื่อผู้ป่วยเดินเท้าเปล่าหรือสัมผัสดินโดยตรง พยาธิสามารถไชเข้าสู่ผิวหนังได้ทันที ทำให้เกิดรอยเส้นคดเคี้ยวนูนแดงและมีอาการคันอย่างรุนแรง

สำหรับกรณีของผู้ป่วยรายนี้ อาการมีความรุนแรงขึ้นเนื่องจากมีโรคประจำตัวเป็นเบาหวาน ประกอบกับอาการคันที่รุนแรงทำให้ผู้ป่วยเกาจนผิวหนังเกิดรอยถลอกและเป็นแผลเปิด เมื่อแผลไปสัมผัสกับน้ำหรือสิ่งสกปรก จึงทำให้เกิด การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน (Secondary Bacterial Infection) เช่น เชื้อ Staphylococcus aureus หรือ Streptococcus pyogenes ซ้ำเติมลงไปในชั้นผิวหนังจนกลายเป็นหนอง
อย่างไรก็ตาม นายแพทย์สมาธิ ได้ให้ความมั่นใจว่า โรคนี้ไม่ได้เป็นอันตรายถึงชีวิต เนื่องจากคนไม่ใช่โฮสต์จำเพาะของพยาธิชนิดนี้ (Incidental host) ตัวอ่อนพยาธิจึงไม่สามารถเจริญเติบโตหรือไชลึกลงไปสู่อวัยวะภายในที่สำคัญได้ โดยพยาธิจะวนเวียนอยู่แค่ในผิวหนังชั้นตื้น (Epidermis) และหากปล่อยไว้ พยาธิอาจตายไปเองในเวลาหลายสัปดาห์
แต่เพื่อบรรเทาอาการและรักษาการติดเชื้อ แนวทางการรักษาทางการแพทย์จะมีการจ่ายยาถ่ายพยาธิ เช่น Albendazole (400 มก. ทานติดต่อกัน 3-7 วัน) ยาแก้แพ้ (Antihistamine) ยาทาสเตียรอยด์เพื่อลดอาการคัน รวมถึงต้องให้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียแบบรับประทาน เช่น Dicloxacillin หรือ Cephalexin ควบคู่กับยาทาฆ่าเชื้อ เช่น Mupirocin หรือ Fusidic acid เพื่อรักษาแผลติดเชื้อที่เป็นหนอง
ทั้งนี้ แพทย์ได้ฝากเตือนไปยังเกษตรกรและผู้ที่ต้องทำงานสัมผัสดินหรือมูลสัตว์ ควรสวมใส่รองเท้าบูทหรือรองเท้าที่มิดชิดทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้พยาธิไชเข้าสู่ร่างกาย
ขอบคุณข้อมูลจาก นายแพทย์สมาธิ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

