พม่าอย่าล้ำเส้น กองทัพเรียกทูตฯพบ ชาวบ้านจี้ผุดเซฟโซน

“ผบ.ทสส.” ชี้เมียนมาจะทำอะไรในพื้นที่ก็เป็นเรื่องของเขา แต่อย่าให้กระทบคนไทยในเขตอธิปไตยของไทย ย้ำต้องไม่เกิด ผลปฏิบัติคือตัวชี้วัด หลังเชิญทูตทหารเมียนมาเข้าพบ ขณะที่เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำสาละวิน ทำหนังสือถึงนายกฯ-รมว.กต. เร่งเจรจารัฐบาลพม่า สร้าง Safety Zone จี้ประสานทุกหน่วยงานคุ้มครองพลเรือน
เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร(วปอ.) พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด(ผบ.ทสส.) กล่าวถึง สถานการณ์ชายแดนไทย-เมียนมา ภายหลังเชิญทูตทหารเมียนมาประจำกรุงเทพหารือว่า เรามีความชัดเจน ในเรื่องการดูแลความปลอดภัยประชาชนตามแนวชายแดนและเพื่อให้การแจ้งข้อมูลข่าวสารไม่มีความคาดเคลื่อนเมื่อถามว่า รัฐบาลเมียนมาตั้งเป้า จะยึดคืนฐานทหารที่ถูกชนกลุ่มน้อยครอบครองคืนทั้งหมด จะยิ่งทำให้ชายแดนไทย ได้รับผลกระทบมากขึ้นหรือไม่ พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ กล่าวว่า หากเขาทําเช่นนั้น ก็ต้องฟังเราด้วย ต้องไม่มีผลกระทบต่อประชาชนคนไทยตามแนวชายแดน จะต้องไม่เกิดขึ้น
“เขาจะทําอะไรในพื้นที่ของเขาก็ถือเป็นเรื่องของเขา แต่อย่าให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนคนไทย ในเขตอธิปไตยไทย เราต้องการแค่นี้ ขณะที่ผู้ช่วยทูตทหารเมียนมาก็ตอบรับดี ส่วนผลการปฏิบัติก็ต้องดูเหตุการณ์ในอนาคต จะเป็นตัวชี้วัด แต่ผมเชื่อมั่นว่าเขาน่าจะเข้าใจ” ผบ.ทสส.กล่าว
วันเดียวกัน นายสะท้าน วิชัยพงษ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชน ลุ่มน้ำเงา ยวมเมย สาละวิน จ.แม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่าเครือข่ายฯได้ทำหนังสือถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี/รมว.มหาดไทย และ นายสีหศักดิ์ พวงเกษแก้ว รองนายกรัฐมนตรีรมว.กาารต่างประเทศ เพื่อขอให้เร่งเจรจากับทางการเมียนมายุติการโจมตีชุมชนใกล้แนวชายแดนแม่น้ำสาละวิน และจัดตั้งเขตปลอดภัย (Safety Zone)
ทั้งนี้เนื้อหาหนังสือถึงนายกฯและ รมว.ต่างประเทศระบุว่า สถานการณ์การสู้รบในเมียนมาบริเวณแม่น้ำสาละวิน ตรงข้าม จ.แม่ฮ่องสอน กองทัพเมียนมาได้ใช้เครื่องบินรบทิ้งระเบิดในพื้นที่ใกล้ชุมชนตามแนวชายแดน ส่งผลให้เกิดแรงสั่นสะเทือน รวมทั้งมีสะเก็ดระเบิดและเศษซากอันตรายตกเข้ามาในฝั่งไทย สร้างความเสียหายแก่บ้านเรือน ร้านค้า และสถานพยาบาล ตลอดจนคุกคามความปลอดภัยของประชาชน โดยลุ่มน้ำสาละวินอุดมสมบูรณ์ด้วยผืนป่าและทรัพยากรธรรมชาติ อีกทั้งเป็นถิ่นฐานของชุมชนหลากหลายชาติพันธุ์ที่มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมผูกพันกับแม่น้ำและผืนป่า ชุมชนเหล่านี้ได้สืบทอดภูมิปัญญาในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมจากรุ่นสู่รุ่นมาอย่างยาวนาน ประชาชนทั้งสองฝั่งต่างเป็นเครือญาติ เป็นมิตร และเป็นลูกหลานของสายธารอันทรงคุณค่าสายนี้
การคุ้มครองชุมชนจากผลกระทบของการสู้รบจึงมีความสำคัญต่อทั้งความปลอดภัยของประชาชน การรักษาสายสัมพันธ์ข้ามพรมแดน และการธำรงรักษามรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมของลุ่มน้ำสาละวินเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวม เงา เมย สาละวิน ซึ่งประกอบด้วยประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน มีความห่วงกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ดังกล่าว ผลกระทบที่เกิดขึ้นมิได้จำกัดอยู่เพียงความเสียหายต่อทรัพย์สินและบริการสาธารณสุขแต่ยังสร้างความหวาดกลัวและส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความไม่แน่นอนและความเสี่ยงจากการสู้รบอย่างต่อเนื่อง หนังสือระบุว่า เครือข่ายฯ จึงขอให้รัฐบาลดำเนินการโดยเร่งด่วน ดังนี้
เร่งเจรจากับฝ่ายเมียนมาให้ยุติการโจมตีที่เป็นอันตรายต่อพลเรือนและชุมชนตามแนวชายแดนทันที พร้อมผลักดันข้อตกลงจัดตั้งเขตปลอดภัย (Safety Zone) ในพื้นที่ฝั่งเมียนมา บริเวณชายแดนด้านแม่น้ำสาละวิน จ.แม่ฮ่องสอน โดยครอบคลุมระยะอย่างน้อย 10 กิโลเมตรจากแนวชายแดนไทยเข้าไปในฝั่งเมียนมา และกำหนดให้งดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศทุกรูปแบบในเขตปลอดภัยดังกล่าว เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน พร้อมมีกลไกติดตามการปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างชัดเจน
ประสานให้ทุกฝ่ายคุ้มครองพลเรือน สถานพยาบาล โรงเรียน พื้นที่พักพิงของประชาชน และสถานที่สาธารณประโยชน์จากการโจมตี พร้อมจัดทำแผนคุ้มครองชุมชนฝั่งไทย ทั้งระบบแจ้งเตือนภัย พื้นที่หลบภัย และการอพยพที่คำนึงถึงเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และคนพิการ
ทบทวนแนวทางปิดจุดผ่านแดนและจำกัดการสัญจรบริเวณแม่น้ำสาละวิน โดยรับฟังความคิดเห็นของชุมชนที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากแม่น้ำเป็นเส้นทางสำคัญในการเดินทาง การขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภค และการส่งต่อผู้ป่วย ทั้งนี้ ขอให้คงช่องทางสำหรับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการเข้าถึงบริการทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง
เร่งสำรวจความเสียหายและให้ความช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง ทั้งการซ่อมแซมบ้านเรือนและสถานพยาบาล การดูแลผู้บาดเจ็บ และการฟื้นฟูสภาพจิตใจ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน พร้อมกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบและช่องทางประสานงานที่ประชาชนเข้าถึงได้
นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการตรวจเยี่ยมพื้นที่บ้านแม่สามแลบ ว่า ตอนนี้สถานการณ์ยังนิ่ง ตนได้มาเยี่ยมทำความเข้าใจพื้นที่และเตรีบมการรองรับไว้โดยเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา UNHCR ได้ประชุมซักซ้อมเพื่อเตรียมการรองรับเนื่องจากเกิดเเหตุการณ์ลักษณะนี้(ระเบิดลงฝั่งพม่าแต่กระทบไทย)เป็นระยะๆ โดยบูรณาการหน่วยงานด้านความมั่นคงหากเกิดการอพยพข้ามมาตามหลักมนุษยธรรม
“ในฝั่งไทยเราต้องทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ชาวบ้านตื่นตระหนก และเมื่อเกิดเหตุการณ์ต้องรู้ว่าทำอย่างไร ท้องถิ่นและท้องที่ต้องซักซ้อม ส่วนประชาชนที่อพยพข้ามมาก็มีพื้นที่รองรับและมีหน่วยคัดแยก เราต้องเตรียมการเพื่อเชื่อว่าฝั่้งนู้นก็คงต้องกระชับพื้นที่เข้ามา ขณะที่ชายแดนไทยติดกับ 2 รัฐคือคะเรนนีและกะเหรี่ยง”ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่เครื่องบินพม่าทิ้งระเบิดชายแดนแต่กระทบไทยได้มีมาตรการใดออกมาบ้างหรือไม่ นายวิบูรณ์ กล่าวว่า กองทัพได้ดำเนินการไปเรียบร้อยแล้ว เรามีกระบวนการขั้นตอนตามแนวทางของกองทัพและสภาความมั่นคงแห่งชาติ
เมื่อถามว่าข้อเสนอของนายก อบต.แม่สามแลบและภาคประชาชนต้องการให้พื้นที่สาละวินเป็นพื้นที่ปลอดภัย นายวิบูรณ์กล่าวว่า เป็นเรื่องที่กองทัพมีข้อมูลอยู่แล้ว โดยดำเนินการตามนโยบายทางการทูตทหาร ส่วนที่มีข่าวว่าจะมีการปิดจุดผ่อนปรนบ้านแม่สามแลบนั้เน ตนคิดว่าจุดนี้เป็นเรื่องของการซื้อขายปกติ เช่น ของใช้ประจำวัน ไม่ใช่เป็นเรื่องของยุทธปัจจัย ดังนั้นจึงยังค้าขายได้ตามปกติ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

