สาปส่งทรัมป์แพ้เลือกตั้ง อิหร่านสะใจ รีพับลิกันขยับไล่บี้ รื้อระบบบริหารปท.

เตหะรานลงถนนเย้ย “ทรัมป์”พ่ายเลือกตั้งกลางเทอม จุดไฟเผาป้ายบิลบอร์ดยักษ์รูป 4 อริสำคัญพร้อมตะโกนสาปแช่งกึกก้องด้านผู้นำอิหร่านย้ำแผล ผลเลือกตั้งสะท้อนคนมะกันไม่เอาสงคราม ขณะที่เปิดตลาดหุ้นพุ่ง ราคาน้ำมันลด 100 ดอลลาร์ ทองเด้งรับเดโมแครตคว้าชัย ส่วนทรัมป์เจอแรงบีบจากสมาชิกรีพับลิกันให้รื้อแนวทางบริหาร ปท.-ทบทวนนโยบายที่ทำให้แพ้ โดยเฉพาะสงครามอิหร่าน
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนว่า หลังพรรครีพับลิกันของประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา แพ้เลือกตั้งกลางเทอม มีความเคลื่อนไหวหลายส่วนทั้งในต่างประเทศและในสหรัฐฯ ต่อความพ่ายแพ้ครั้งนี้ของผู้นำสหรัฐฯ ที่อิหร่าน บริเวณจัตุรัสอิงเกลับกลางกรุงเตหะราน เมืองหลวง มีการติดตั้งป้ายบิลบอร์ดขนาดใหญ่เป็นภาพสะบักสะบอมของบุคคลสำคัญ 4 คนคือ ประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ นายกรัฐมนตรีเบนจามินเนทันยาฮู แห่งอิสราเอล รองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ ของสหรัฐฯ และทูตพิเศษสหรัฐฯ สตีฟวิทคอฟฟ์ โดยชาวอิหร่านรวมตัวชุมนุมกันเดินขบวนลงถนนเยาะเย้ยทรัมป์ ที่พ่ายแพ้การเลือกตั้ง ก่อนจุดไฟเผาป้ายบิลบอร์ดยักษ์ของบุคคลทั้ง 4 พร้อมตะโกน ‘We will kill Trump’ กึกก้อง
ด้านนายโมฮัมเหม็ด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาและหัวหน้าทีมเจรจาสันติภาพของอิหร่าน ออกมาให้ความเห็นในประเด็นนี้ว่า ชาวอเมริกันลงคะแนนเสียงแล้วว่า พวกเขา «ไม่เอาสงคราม» พร้อมเตือนว่าหากรัฐบาลสหรัฐฯ ยังยกระดับความขัดแย้ง อิหร่านก็พร้อมตอบโต้อย่างเด็ดขาด
กาลิบาฟยังโพสต์ข้อความผ่านเอ็กซ์ว่า ไม่ว่าด้วยเหตุผลทางมโนธรรมหรือเพราะภาระค่าครองชีพ ชาวอเมริกันต่างกล่าวว่า «ไม่เอาสงคราม» และอิหร่านก็สนับสนุนจุดยืนนี้ หากรัฐบาลสหรัฐฯ ทรยศต่อเจตจำนงของประชาชนเพื่อไปรับใช้กลุ่มผู้มีอิทธิพลหรือผู้ที่คอยบงการจากต่างแดน รัฐบาลชุดนี้ต้องเรียนรู้ว่า คำว่า «ไม่» ของเรานั้น มาพร้อมกับฝันร้ายที่จะตามมา»
ส่วนผู้นำสูงสุดอิหร่าน อยาตอลเลาะห์โมจตาบา คาเมเนอี ไม่เชื่อว่า นโยบายของสหรัฐจะเปลี่ยนไปแม้ผลเลือกตั้งจะออกมาเช่นนี้ โดยระบุว่า หากใครคิดว่าผลเลือกตั้งจะทำให้สหรัฐฯ ลดความเป็นศัตรูต่ออิหร่านลงถือว่าคิดผิดอย่างรุนแรง
ความเคลื่อนไหวของประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ผู้นำสหรัฐฯออกมาเปิดเผยฟ็อกซ์นิวส์ว่า เขายอมรับผลการเลือกตั้งที่ออกมาไม่ดีส่วนหนึ่งเป็นเพราะสงครามและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น แต่ยังยืนยันว่าไม่เสียใจที่เปิดฉากโจมตีอิหร่านร่วมกับอิสราเอล ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พร้อมบอกอีกว่า»หาสงครามจะจบลงก็ต่อเมื่อตนบอกให้จบเท่านั้น» และสหรัฐฯพร้อมลุยต่อหากเจรจาไม่สำเร็จ ผู้คนเห็นด้วยกับสิ่งที่ผมทำกับอิหร่าน แต่พวกเขาคงไม่อยากรับผลกระทบระยะสั้นอย่างการที่ต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงขึ้น ซึ่งผมเข้าใจเรื่องนั้นดี
วันเดียวกัน รอยเตอร์รายงานสถานการณ์ตลาดหุ้นสหรัฐฯปรับตัวสูงขึ้นช่วงเปิดตลาดเช้าวันนี้ (5 พฤศจิกายน) หลังพรรคเดโมแครตกวาดชัยชนะในการเลือกตั้งกลางเทอม คุมเสียงข้างมากได้ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ขณะที่นักลงทุนยังได้รับแรงหนุนจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ ยืนยันยอมรับผลการเลือกตั้ง
เช่นเดียวกับ ดัชนีแนสแด็ก เปิดตลาดเพิ่มขึ้น 1% ดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 1.8% และดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปรับตัวขึ้น 1.1% ในช่วงเปิดการซื้อขายเวลา 09.30 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ หุ้นบริษัทค้าปลีกที่พึ่งพาการนำเข้าสินค้า ท่ามกลางความคาดหวังว่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีนำเข้า
ด้านราคาน้ำมันปรับตัวลดลง โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสของสหรัฐฯลดลง 8.3% ปิดตลาดที่บาร์เรลละ 88.12 ดอลลาร์ ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงในตลาดโลก ลดลง 8.7% ปิดที่บาร์เรลละ 94.62 ดอลลาร์โดยราคาน้ำมันดิบในทั้งสองตลาดถือว่าปิดในระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม
นักลงทุนยังจับตาความเป็นไปได้ที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครนจะยุติลง หลังมีรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการเจรจา หลังเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯระบุ สงครามกับอิหร่านเป็นสาเหตุที่ทำให้พรรครีพับลิกันพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งกลางเทอม
ส่วนเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงในวงกว้าง ส่งผลให้เงินยูโรแข็งค่าขึ้น 0.34% มาอยู่ที่ 1.1231 ดอลลาร์ต่อยูโร ขณะที่เงินปอนด์สเตอร์ลิงแข็งค่าขึ้น 0.44% มาอยู่ที่ 1.347 ดอลลาร์ต่อปอนด์ ด้านเงินเยนญี่ปุ่นและฟรังก์สวิส สกุลเงินที่นักลงทุนมักถือครองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ปรับตัวแข็งค่าขึ้น
การซื้อขายทองคำปรับตัวขึ้น 3.49% มาอยู่ที่ 4,065.80 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ในตลาดคริปโทเคอร์เรนซี บิตคอยน์ปรับตัวขึ้น 3% มาอยู่ที่ 80,164.99 ดอลลาร์ อีเธอร์เพิ่มขึ้น 5.6% มาอยู่ที่ 2,421.84 ดอลลาร์
รอยเตอร์รายงานอีกว่า หลังแพ้เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯให้พรรคเดโมแครต ประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ ต้องเผชิญแรงกดดันจากสมาชิกพรรครีพับลิกันและนักยุทธศาสตร์การเมืองของพรรคทันที โดยเรียกร้องให้ทรัมป์ปรับเปลี่ยนแนวทางการบริหารประเทศ
เช่นเดียวกับ พันธมิตรทางการเมืองของทรัมป์เรียกร้องให้ปรับทีมงานในทำเนียบขาว จัดระเบียบการทำงานภายในรัฐบาลใหม่ และยกเลิกหรือทบทวนนโยบายที่ถูกมองว่าเป็นต้นเหตุของความพ่ายแพ้ โดยเฉพาะสงครามกับอิหร่าน และมาตรการภาษีนำเข้า ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อคะแนนนิยมของพรรครีพับลิกัน
จอห์น ฟีเฮอรี นักยุทธศาสตร์การเมืองอาวุโสของพรรครีพับลิกัน เรียกผลการเลือกตั้งครั้งนี้ว่าเป็นหายนะครั้งใหญ่ของทรัมป์พร้อมระบุว่า ประธานาธิบดีจำเป็นต้องรื้อระบบและเปลี่ยนแปลงทีมงานครั้งใหญ่ เพราะนับจากนี้อำนาจทางการเมืองของทรัมป์จะค่อยๆอ่อนแรงลง
อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีทรัมป์ยังไม่มีท่าทีว่าจะปรับเปลี่ยนแนวทางบริหารประเทศ โดยให้สัมภาษณ์ฟ็อกซ์นิวส์ว่า เขาไม่ได้มองผลการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นความพ่ายแพ้ที่สะท้อนถึงตัวเขา
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การที่พรรคเดโมแครตคุมเสียงสภาคองเกรสทั้งสองสภาได้ ทำให้พรรคมีอำนาจขัดขวางร่างกฎหมายของทรัมป์ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และคัดค้านบุคคลที่ประธานาธิบดีเสนอชื่อเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญ สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ทรัมป์หันไปใช้อำนาจฝ่ายบริหารโดยตรงมากขึ้น เพื่อผลักดันนโยบายที่ต้องการ แม้จะเผชิญแรงต้านจากฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ก็อาจทำให้รัฐบาลต้องเผชิญการตรวจสอบจากสภามากขึ้นด้วยความพ่ายแพ้ครั้งนี้ยังอาจส่งผลต่ออนาคตของพรรครีพับลิกัน โดยเฉพาะนักการเมืองที่วางตัวเป็นผู้สืบทอดอำนาจของทรัมป์ เป้าหมายลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในการเลือกตั้งปี 2028
เจ้าหน้าที่ระดับสูงในทำเนียบขาวรายหนึ่งเผยว่า ขวัญกำลังใจของคนทำงานในทำเนียบขาวตกต่ำมาก ผลสำรวจความคิดเห็นในพรรคเมื่อ 6 สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้งส่งสัญญาณแล้วว่า พรรครีพับลิกันมีแนวโน้มจะพ่ายแพ้ทั้งสองสภา แต่ทรัมป์ยังเดินหน้าสงครามอิหร่าน แม้มีคำเตือนถึงผลกระทบทางการเมืองทรัมป์ไม่ฟังคำเตือนของคนรอบข้างนอกจากสงครามอิหร่านแล้วนโยบายอื่นของทรัมป์ที่สร้างความไม่พอใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางส่วน โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับโครงการก่อสร้างห้องจัดเลี้ยงภายในทำเนียบขาว รวมถึงการปรับปรุงอาคารและพื้นที่ในกรุงวอชิงตัน โดยผลสำรวจความคิดเห็นในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งในรัฐที่มีการแข่งขันสูงอย่างมิชิแกนและไอโอวา ผู้สนับสนุนรีพับลิกันและผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระเริ่มไม่พอใจที่ทรัมป์ให้ความสำคัญกับโครงการดังกล่าวมากเกินไป
ขณะที่ทำเนียบขาวยังแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อกระแสความพ่ายแพ้ โดยเผยแพร่ภาพทรัมป์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมข้อความว่า ทรัมป์ยังเป็นประธานาธิบดีของคุณ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

