สายการบินยุโรปช็อกซ้ำ โดนขู่วางระเบิดกระทบแล้ว 25 เที่ยวบิน สั่งลงจอดฉุกเฉิน บางเที่ยวบินใช้เครื่องบินรบประกบ

6 พฤศจิกายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุขู่วางระเบิดเที่ยวบินต่างๆ ในยุโรป ซึ่งเกิดขึ้นเป็นระลอกที่ 2 ภายในเวลาเพียงสัปดาห์เดียว ส่งผลกระทบต่อเที่ยวบินอย่างน้อย 25 เที่ยวบิน โดยบางเที่ยวบินต้องลงจอดฉุกเฉิน และ บางส่วนต้องใช้เครื่องบินขับไล่ขึ้นบินคุ้มกัน
เครื่องบินโดยสารของ 'แอร์ลิงกัส' (Aer Lingus) สายการบินไอร์แลนด์ เที่ยวบินที่ EI402 ซึ่งกำลังเดินทางจากกรุงดับลินไปยังกรุงโรม ต้องเปลี่ยนเส้นทางไปลงจอดที่สนามบิน 'เอเวรอ' (Evreux) ในกรุงปารีสของฝรั่งเศส เพื่อป้องกันไว้ก่อน หลังจากได้รับคำขู่วางระเบิด โดยมีเครื่องบินของกองทัพฝรั่งเศสบินคุ้มกันด้วย
เครื่องบินของสายการบินฟินน์แอร์ เที่ยวบินจากกรุงเฮลซิงกิก็ถูกขู่วางระเบิดเช่นกัน แต่เครื่องลงจอดที่กรุงเวียนนา ของออสเตรีย ได้ตามกำหนดการ เช่นเดียวกับเครื่องบินของฟินน์แอร์อีกลำที่เดินทางไปยังกรุงโรม ก็ลงจอดได้อย่างปลอดภัย
โดยมีรายงานว่าเที่ยวบินจากเฮลซิงกิไปกรุงโรม ได้รับการคุ้มกันจากเครื่องบินขับไล่ของอิตาลี และหลังจากเครื่องลงจอด เจ้าหน้าที่เก็บกู้ระเบิดก็ทำการตรวจสอบเครื่องบินอย่างละเอียด แต่ไม่พบระเบิดแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ของบัลแกเรีย เปิดเผยว่า มีเครื่องบินโดยสาร 3 ลำ ที่เดินทางมาจาก โคเปนเฮเกน มาดริด และลอนดอน ต้องลงจอดฉุกเฉินในประเทศของพวกเขา หลังถูกขู่วางระเบิด
ส่วนทางการสเปน เปิดเผยว่า มีเครื่องบิน 3 ลำที่สนามบินในกรุงมาดริดถูกขู่วางระเบิด แต่กองกำลังความมั่นคงยืนยันว่าไม่มีความเสี่ยงใดๆ
ขณะที่ตำรวจของสาธารณรัฐเช็กระบุว่า มีเครื่องบิน 4 ลำที่เดินทางมุ่งหน้ามายังกรุงปราก ได้รับคำขู่วางระเบิด และได้รับอนุญาตให้นำเครื่องลงจอด โดยเจ้าหน้าที่ประเมินแล้วว่า คำขู่เหล่านี้มีความน่าเชื่อถือต่ำ และผลการตรวจค้นเครื่องบินในเวลาต่อมาก็ไม่พบวัตถุระเบิดแต่อย่างใด
ซึ่งครั้งนี้นับเป็นการขู่วางระเบิดเที่ยวบินในยุโรปเป็นระลอกที่ 2 ในสัปดาห์นี้ หลังจากเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น) มีเที่ยวบินในยุโรปราว 10 เที่ยวบิน โดนขู่วางระเบิดในลักษณะเดียวกัน และสุดท้ายก็ตรวจไม่พบระเบิดในทุกกรณี
จนถึงตอนนี้ เจ้าหน้าที่สืบสวนยังไม่สามารถระบุตัวผู้ก่อเหตุ หรือผู้ที่บงการอยู่เบื้องหลังได้ แต่เจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงการบิน จากบริษัท ดียามี (Dyami) บริษัทที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยของเนเธอร์แลนด์ ตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่ล้วนเป็นประเทศที่สนับสนุนยูเครน เหตุการณ์นี้ยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการโจมตีทางไซเบอร์มุ่งเป้าหมายไปที่ระบบทำความเย็นในหลายประเทศทั่วทั้งยุโรปอีกด้วย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

